
วันนี้ท่านชายทรงคุ้นหัตถ์กับขิมบ้างแล้ว ใช่หรือไม่กระหม่อม วันหลังกระหม่อมจะได้เริ่มสอนเป็บทเพลง เริ่มจากเพลงง่าย ๆ ก่อนแล้วกัน ดีหรือไม่กระหม่อม”
“ฉันพอได้บ้างแล้วล่ะ” ตรัสพลางทางผินพักตร์ไปหาอีกคน ก่อนจะแย้มเรียวโอษฐ์ให้ “ฉันเรียนกับเธอ แน่นอนว่าต้องเล่นเป็เร็วอยู่แล้วล่ะ ส่วนวันนี้เธอคงเหนื่อยแล้วสินะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยต่อแล้วกัน”
“กระหม่อม” ชายหนุ่มตอบรับ แล้วจึงทูลถามต่อ “บทพระราชนิพนธ์มัทนะพาธา ฝ่าาทรงอักษรถึงไหนแล้วหรือกระหม่อม”
“ทำไม เธออยากได้คืนแล้วหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นกระหม่อม กระหม่อมเพียงอยากรู้ว่าฝ่าาโปรดหรือไม่อย่างไรกระหม่อม”
“ก็ชอบดีนะ ชื่อเื่มัทนะพาธา the pain of love ทุกข์แห่งรัก ในหลวงท่านทรงพระราชนิพนธ์เป็คำฉันท์ได้ไพเราะนัก เธอเองก็แต่งได้เพราะเหมือนกันนะด้าว รู้ไหม” ท่านชายเดียวสรวลยิ้ม มองอีกคนที่นั่งต่ำกว่าด้วยความสนิทเสน่หา ทรงยอมรับกับองค์เอง ว่าเครื่องหน้าและพาทีของเขานั้นช่างมีผลต่อหทัยเหลือหลาย
ที่ทรงเลือกยืมบทพระราชนิพนธ์เื่นี้มา ก็เพราะทรงอยากตระหนักรู้ในโทษของความรัก จะได้ระวังการไว้ในภายหน้า ทว่าเ้าของหนังสือเล่มนี้กลับทำให้ทรงหวั่นไหว เผลอไผล จนลืมสิ้นถึงผลกระทบที่จะตามมาในอีกไม่ช้านี้
เค้าแห่งความชอกช้ำระกำใจ กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้อยู่ทุกท่วงที
คล้ายกับดอกกุหลาบมัทนะดอกนี้แล
ที่ไม่รู้จะร่วงโรยราต้นไปเมื่อใด
“ฝีมือแต่งหนังสือของกระหม่อมมีไม่ถึงขั้นนั้นดอกกระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์ยังคงเสงี่ยมเจียมตนตลอดมา ไม่อาจกล้าไปตีตนเสมอใคร เขาขอเพียงแค่คำประพันธ์ของเขาเป็ที่พึ่งหทัยของท่านชายเดียว เท่านั้นก็เหมือนนิพพานแล้ว
“แต่ฉันชอบที่เธอแต่งถึงฉัน บางทีฉันยังอยากได้คำร้อยกรองของเธอมาใส่ในนวนิยายของฉันเลย แล้วนี่เธอไม่คิดจะแต่งเป็เื่เป็ราวสักเื่หรือ หากมีโอกาสดี เธออาจจะได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรก็ได้ ฉันพร้อมสนับสนุนเธอเสมอ”
“กระหม่อมว่ากระหม่อมไม่คู่ควรดอกกระหม่อม แต่ถ้าหากฝ่าาจะทรงเมตตา ทรงใส่บทกวีของกระหม่อมในงานนิพนธ์ กระหม่อมก็ยินดียิ่ง แล้วจะเป็เกียรติแก่กระหม่อมมาก ว่าแต่… ทรงนิพนธ์นวนิยายเื่อะไรอยู่หรือกระหม่อม”
“ไม่บอกหรอก ตีพิมพ์แล้ว เธอค่อยไปหาอ่านเอาเอง”
เมื่อฟังจบ พันวาจาสิทธิ์ก็ทำสีหน้าเสียดาย แต่จะให้ท่านชายเดียวกล้าบอกได้อย่างไร ขืนรู้ไป ก็จะทรงเขอะเขินไม่เป็ท่าแย่ เพราะโครงเื่นั้น ดัดแปลงมาจากพระอัตชีวประวัติขององค์เอง
เกี่ยวกับเขาคนหนึ่งที่พบกันครั้งแรกวันนั้น ข้าราชการหนุ่มสอนดนตรีดีกรีสุนทรโวหาร กับท่านชายผู้สูงศักดิ์ หน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์
คงเป็ไปได้แค่ในเื่แต่งเท่านั้น…
“ตีพิมพ์ที่โรงไหนหรือกระหม่อม”
“โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจน่ะ มีงานที่ฉันแปลด้วย ลองหาอ่านดู เอ้อ แล้วเธอเคยอ่านเื่นี้หรือไม่”
“เื่อะไรหรือกระหม่อม” ชายหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้น ไม่ใช่ฟังไม่ถนัด แต่เพราะอยากรู้และอยากชิดใกล้มากกว่าเดิม เห็นจะถูกกว่า
“โรเมโอ แอนด์ จูเลียต”
คนถูกถามพยักหน้าเมื่อนึกได้ แล้วทูลตอบตามที่ตนคิดเห็น “เคยอ่านที่เป็พระราชนิพนธ์แปลกระหม่อม เนื้อเื่กล่าวถึงชายหญิงทั้งสองตระกูลที่ไม่สามารถสมหวังรักกันได้ สุดท้ายจึงจบลงอย่างโศกเศร้ากระหม่อมอ่านแล้วก็สลดใจยิ่งนัก”
“นั่นน่ะสิ ฉันสงสารพระ-นางนั้นมาก” หม่อมเ้าชายตรัสเสียงแ่เบาคล้ายรำพึงในห้วงอาวรณ์ มาดำริดูอีกที ก็ทรงเห็นสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต เมื่อโรเมโอและจูเลียตอัตวินิบาตกรรมของพวกเขาไปแล้ว ทั้งสองครอบครัวถึงมาสำนึกได้ในทีหลังกับสิ่งที่กระทำลงไป
จะถึงอย่างไรเสีย นั่นก็เป็เพียงเื่แต่ง หาใช่ความเป็จริง แต่สิ่งที่ทรงเผชิญอยู่นี้ต่างหากเล่า กลับไหลเข้ามาตอกย้ำเสมอ ว่าจะไม่ทรงหลีกเลี่ยงไปได้แน่ สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ต่อสู้เพื่ออิสระแห่งรัก ก็คงต้องจบลงอย่างโศกนาฏกรรมเหมือนดังบทประพันธ์ฉบับนี้
(อาจใส่กลอนแปลขอ.6ร)
“อย่าทรงเศร้าพระทัยไปเลยนะกระหม่อม เื่แต่งเช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้นกับชีวิตคนเราจริง ๆ หรอกกระหม่อม” ชายหนุ่มเอ่ยปลอบ เมื่อเห็นว่าเ้านายมีแววพักตร์หม่นหมอง หยาดชลเนตรปริ่มอยู่ริมขอบ อยากจะเข้าสวมกอดและลูบเศียรอย่างเวทนาจับใจ แต่ก็ไม่อาจทำเกินเลยเช่นคิด
ทรงยกหัตถ์ปาดชลเนตรก่อนที่มันจะพรั่งพรูออกมา มีรับสั่งว่า “จริงสิ อย่างที่เธอว่า คนเราย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ใครไหนในสากลจะเลี่ยงได้ หามี ฉันต้องอยู่กับผลของความจริงให้ได้”
ชายหนุ่มดีใจ เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสกลับคืนมาอีกครั้ง เขาไม่รู้หรอกว่าท่านชายทรงมีอาการเช่นนั้นเพราะอะไร อาจจะเข้าถึงบทประพันธ์มากไป แต่อย่างไร เขาก็ไม่้าที่จะเห็นยอดดวงใจของเขาต้องกันแสง “แย้มโอษฐ์อย่างนี้แหละกระหม่อม ถึงน่ารักน่าเอ็นดู”
“บ้าจริง พ่อสุนทรโวหาร เธอมาพูดอะไรอย่างนี้ ใครน่ารักกันเล่า ฉันไม่พูดด้วยแล้ว” ท่านชายเดียวทรงไม่ใช่คนที่เก็บทุกอาการอยู่ อีกฝ่ายจึงพอมองออกไม่ยากนัก ว่าทรงกระดากกระเดื่อง
แต่ทุกถ้อยวาทีที่มีให้นั้นไม่ใช่เื่เท็จ ก็ในสายตาของเขา ทรงน่ารักจริงอย่างที่ว่าไม่ผิดสักประการ นี่เป็สิริโฉมที่เขาเห็นแล้วสะดุดตาสะกิดใจกว่าฝรั่งหน้าไหนที่เคยพบเห็น
และปลาบปลื้มใจไม่น้อย ที่ท่านชายทรงมีอาการเก้อเขินอย่างนั้นกับคำพูดของเขา ยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาจะไม่พึงใจเอาเสียเลย ถ้าทรงมีอาการเช่นเดียวกันนี้กับใครอื่น คล้าย ๆ ว่า ความรู้สึกอย่างนี้มีนิยามตรงกับคำว่า ‘หึงหวง’ หรือไม่อย่างไร เขาก็กำลังหาคำตอบอยู่เช่นกัน
“ท่านชาย จะโปรดหรือไม่กระหม่อม หากกระหม่อมจะขอทูลเชิญฝ่าาไปทำบุญที่วัดด้วยกันในวันมหาสงกรานต์ที่จะถึงอีกไม่กี่วันนี้ ควรไม่ควร แล้วแต่จะโปรดกระหม่อม”
“อือ…” ทรงเอียงศอวินิจฉัย แล้วตรัสแจ้ง “เธอว่างมารับฉันหรือไม่ล่ะ ถ้าเธอมารับ ฉันก็จะไป”
“สำหรับฝ่าาแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้กระหม่อมไม่ว่างได้หรอกกระหม่อม อีกสองสามวันข้างหน้านี้ท่าจะหยุดยาวไปถึงเดือนหน้า เราสองคนอาจจะ…” เ้าตัวพูดมาถึงจุดนี้ เสียงก็หายไปพลัน
ท่านชายเดียวจึงทรงกรุณาเติมต่อให้ “มีเวลาอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ น่ะหรือ”
“หามิได้กระหม่อม กระหม่อมเพียงหมายถึงได้มีเวลาสอนดนตรีแด่ฝ่าาอย่างไรเล่ากระหม่อม” คำพูดของเขาฟังดูปลิ้นปล้อนไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว ถึงจะทูลไปอย่างนั้น ก็ล้วนแฝงความจำนงบางอย่างเอาไว้ลึก ๆ
สอนดนตรีคืองานหลัก ได้เห็นวรพักตร์คืองานหัวใจ เป็ผลพลอยได้อะไรทำนองนั้น
“อ้อ ฉันก็นึกว่าเธอหวังอย่างอื่นเสียอีก พ่อคุณ” ทรงรู้ว่าเขาจะใช้เวลาว่างในวันหยุดนี้ไปกับอะไร แต่ก็ทรงดีหทัยเช่นกัน ที่เขาเลือกมอบเวลาอันมีค่าให้กับองค์
“กระหม่อมไม่เคยคิดเป็อื่นนะฝ่าา”
“จริงหรือ?”
“จะ… จริงก็ได้กระหม่อม”
“หือ… ทำไมต้องมีคำว่าก็ได้ด้วยล่ะ”
“เอ่อ…” คนถูกจับผิดได้แต่ละล่ำละลักติดขัด ไม่กล้าบอกว่าหวังอย่างอื่นจริงตรงตามที่ท่านชายทรงคาดเดา
โชคดีที่ยังไม่ได้ทูลอะไร ก็มีเสียง์ช่วยไว้ดังลอดขึ้นมา เมื่อหันไปมองต้นเสียง เห็นปรากฏเป็พระเ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เ้าดุษฎีศรีวิจิตร พระบิดาในหม่อมเ้าชายที่เขากำลังปราศรัยอยู่ด้วย
ทรงไพล่หลัง ดำเนินมาใกล้ที่ศาลา บัดนั้นในบันดล พันวาจาสิทธิ์จึงต้องแสดงความเคารพ รีบคลานเข่าถอยไปอยู่ให้ห่างจากท่านชายเดียวด้วยสำนึกในกาละเทศะ ไม่บังอาจทำตัวเสมอเ้านาย
จากนั้นหม่อมเ้าชายจึงทรงถวายบังคม “เสด็จพ่อ ทำไมไม่รับสั่งให้คนมาตามชายเข้าเฝ้าล่ะเกล้ากระหม่อม ไม่ต้องทรงลำบากมาเอง”
เสด็จพระองค์ชายแย้มพระโอษฐ์ มีรับสั่งกับพระปิโยรสด้วยพระสุรเสียงอันอ่อนโยนที่พระบิดาพึงมี “พ่อกะว่าจะมาดูชายที่เรือนนี้สักหน่อย ไม่ได้มาเสียนาน ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้ เรือนนี้ก็ยังสมบูรณ์ดี วันมะรืนนี้พ่อก็จะให้คนงานมาต่อเติม เพื่อใช้เป็เรือนหอให้ชายนะ”
“เอ่อ เสด็จ…”
ท่านชายเดียวยังไม่ทันได้ทูลกลับอะไร เสด็จพระองค์ชายก็รับสั่งต่อ “แล้วเป็อย่างไรบ้างล่ะ เื่เรียนดนตรีน่ะ ได้ข่าวว่านายคนนี้สอนดีนักไม่ใช่หรือ ไหน ลองเล่นให้พ่อฟังดูสักตั้ง”
“ชายเริ่มคล่องเื่สีซอแล้วเกล้ากระหม่อม แต่วันนี้เพิ่งเรียนขิมวันแรก ชายคงยังจะเล่นถวายไม่ได้”
“อย่างนั้นรึ” ตรัสแล้วทรงหันไปหาชายหนุ่มที่นั่งตัวลีบอยู่เบื้องล่างไม่เงยหน้ามามองใคร “อ้าว แล้วไหนนายคนนี้ ตีขิมให้ฉันฟังที”
“เกล้ากระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์รีบยกมือไหว้ครูบาอาจารย์ก่อนจะเริ่มบรรเลงไม้ตีลงบนเส้นสายขิมจนเกิดแว่วเสียงใสประดุจเพชรกังวาล ดังเป็ทุ่มทำนองครื้นเครงไพเราะ ราวกับเสียงจากทิพย์วิมาน
การบรรเลงนั้นใช้เวลาไปสักพัก เมื่อจบลง ก็ได้รับคำชมยกใหญ่จากเ้าของวัง
“ฝีไม้ลายมือดีมาก เหมือนศึกษามานาน ฉันเลือกคนไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้มาสอนชายเดียว ขอให้คงความดีด้านนี้เอาไว้นะ อนุรักษ์สมบัติของชาติอย่าให้เสื่อมสูญ ฉันขอชมเชย”
“เป็พระกรุณาธิคุณเกล้ากระหม่อม”
เมื่อครูสอนดนตรีได้รับการยินยอม หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวก็พลอยยินดีในหทัยไปด้วย เพราะทรงโปรดคนผู้นี้อยู่ไม่น้อย เขาทั้งเก่งด้วยความสามารถ ทั้งหล่อคมคาย สุภาพอ่อนโยน ปากเป็เอก ถ้าไม่โปรดจะไปไหนได้เสีย
“ชาย คงว่างแล้วใช่หรือไม่ พ่อว่าจะให้ชายเอาเครื่องหอมไปฝากที่วังโน้นสักหน่อย เตรียมไว้ให้แล้ว จะได้แวะไปคุยกับน้องด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้แต่น้องมาหาที่วังนี่ จะเป็ที่ติฉินนินทาเอาได้ หวังว่าชายคงไม่ลำบากใจกับคำขอของพ่อนะ” เสด็จพระองค์ชายทรงละสายตาจากชายหนุ่ม และทรงหันกลับไปรับสั่งกับพระโอรส เมื่อนั้น ถึงได้ทรงสังเกตเห็นดอกแก้วที่เหน็บอยู่บนกรรณของท่านชายเดียว “แล้วนั่นใครบอกให้เอาดอกแก้วมาทัดหู เป็ผู้ชาย ไม่ใช่นางรำนางละคร เอาทิ้งประเดี๋ยวนี้เสีย”
ผู้ทรงอยู่ใต้อาณัติจำต้องยอมทำตามบัญชา แค่เื่ทัดดอกไม้ยังโดนเอ็ดได้ ถ้าทรงรู้ว่าใครเก็บทัดให้ ไม่อยากจะนึกภาพนั้นเชียว
“ไปได้แล้ว จะต้องค้างที่นั่นนาน ประเดี๋ยวกลับดึก”
“เกล้ากระหม่อม” ทูลรับด้วยจำนน แล้วทรงเบี่ยงองค์ออกจากศาลากลางน้ำไปทางอื่น ระหว่างนั้น ทรงส่งสัญญาณให้กับพันวาจาสิทธิ์ทราบ ว่าควรกลับไปได้แล้วด้วย
แต่อีกคนไม่ได้กระทำตามดังที่ประสงค์ ชายหนุ่มฝืนใจกล้า ทูลขอประทานอนุญาตจากเสด็จในกรมอย่างใจดีสู้เสือ “เกล้ากระหม่อมขอประทานอนุญาตตามเสด็จท่านชาย จะได้หรือไม่เกล้ากระหม่อม”
แต่เ้าของวังนี้ไม่ได้ทรงเป็คนใจไม้ไส้ระกำ ออกจะมีเมตตาเสียด้วยซ้ำ รับสั่งด้วยเห็นชอบว่า “เอาซี ฉันไม่ห้ามดอก ชายเดียวจะได้มีเพื่อนไปไหนมาไหน ผู้ชายด้วยกัน เวลามีเื่อะไร จะได้ร่วมแรงกัน”
พอท่านตรัสอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ลิงโลด รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามหลังหม่อมเ้าชายไปติด ๆ โดยที่ไม่อาจหุบรอยยิ้มลงได้