เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่คณะรัฐบาลกำลังจัดตั้งประชุมเพื่อหาทางรับมือผู้ก่อการร้ายเมื่อวาน หรือในวันที่ 35
คณะประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยอดีตวีรบุรุษและวีรสตรี รวมไปถึงนักธุรกิจการค้าเทคโนโลยีทางการทหารรายใหญ่อย่าง ประธานสาขาหลักยะมะโตะกับประธานสาขาทวีปใหม่เซอร์ไวด้วย
ในวันนั้น การประชุมไม่อาจลงรอยหาข้อสรุปกันได้
ทั้งหมดเป็นเพราะสงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้
ณ เวลานั้น ยานโบราณโนอาร์ยังไม่ได้คืนชีพ
แต่ถึงจะเป็นแค่การโจมตีจากหอคอยที่พึ่งผ่านมา มันก็มากพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกหวั่นเกรงต่อเทคโนโลยีโบราณที่ไม่รู้จักของโนอาร์
พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้
เหล่าผู้นำเริ่มหวั่นวิตกว่าสงครามจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากอาวุธโบราณที่อาจยังมีซุกซ่อนอยู่ในทวีป
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่อยากให้กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดต้องออกไปไล่ล่าหาตัวประกัน ในช่วงเวลาที่ตรวจจับได้ว่ามีกองทัพของศัตรูกำลังเตรียมบุกเข้ามาโจมตีเมืองของพวกเขา
พวกเขาพยายามควบคุมทุกคน ไม่ให้ใครออกจากห้องไปเหมือนอย่างวีรสตรีเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์นกที่เอาแต่ใจตัวเองเช่นนั้น
ณ เวลานั้น ราวกับจะซ้ำเติมให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
ท่ามกลางความสับสน ได้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นในห้องประชุม
ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทจำนวนมากถูกปล่อยเข้ามาภายในห้องประชุม ผ่านทางช่องแอร์ พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีเผ่ามนุษย์มดคนหนึ่ง
เธอมีผิวสีแดง สูงหนึ่งเมตร สวมชุดคลุมป้องกันก๊าซพิษสีดำทั่วทั้งตัว
“ดิฉันคือ [ควีน] หนึ่งในบุตรีของราชินีแฟต นับจากนี้ จะขอมาควบคุมการบริหารแทนทุกท่านที่ไร้ประโยชน์เองค่ะ”
เธอปรากฏตัวพร้อมกับกองทัพเผ่ามนุษย์มดจำนวนมาก
“… ลูกของเรา… เจ้า… แน่ใจแล้วหรือ… ที่ทำเช่นนี้? ”
แฟต ราชินีแห่งเผ่ามนุษย์มด สตรีผู้เป็นแม่ของเธอตั้งคำถามกลับไปที่ลูกในสายเลือดของเธอเอง
“ท่านแม่และองราชินีทุกท่าน เพราะการบริหารของพวกท่านที่สั่งให้ลดการวางยามระวังรอบเมือง รวมไปถึงความสะเพร่าที่ไร้ซึ่งแนวทางควบคุมชนเผ่าท้องถิ่นอันเป็นที่มาของความสูญเสีย ด้วยสองเหตุผลข้างต้น ฉันจึงขอยึดอำนาจจากราชินีทั้งห้า หลังจากนี้ ดิฉันจะนำทางเผ่ามนุษย์มดที่อยู่ในทวีปดรีมแลนด์แห่งนี้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควรเองค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็สั่งให้ลูกน้องควบคุมอาคาร และตัดการสื่อสารกับทวีปหลักในทันที
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเผ่ามนุษย์มดของพวกเราค่ะ”
ตัดกลับมาปัจจุบัน วันที่ 36 เอนมูว์ทัวร์
***ชายผู้ไร้โชค [โฮป]
“ท่านประธานเซอร์ไวส่งคลิปที่แอบถ่ายมาให้ข้าน้อยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ข้าน้อยพึ่งมาเปิดเช็คดูเมื่อกี้นี้เอง นับว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
ยัยกระต่ายดำนั่งชันเข่าสำนึกผิดอย่างไร้ความหมายต่อหน้าพวกเรา พร้อมกับยื่นมือถือรูปแครอทสีส้มมาฉายภาพบันทึกสามมิติให้พวกเราดู
“จากข้อความที่ท่านประธานส่งมา เห็นว่าถ้าชนะสงคราม เธอจะจัดฉากให้พวกเขาถูกฆ่าเพราะสงคราม แล้วตัวเองก็เคลมชัยชนะขึ้นมาเป็นผู้นำทวีปนี้อย่างแท้จริงเจ้าค่ะ”
“แต่ถ้าเกิดแพ้สงคราม ก็จะส่งตัวพวกเขาไปเป็นอาชญากรสงครามให้กับชนเผ่าท้องถิ่น ส่วนตัวเองก็เชิดหน้าหนีหายไปสินะคะ? ”
“บางที… อาจจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะท่านแฟต”
โคตรเลว
มายึดอำนาจคนอื่นในช่วงเวลาเป็นตายของประเทศ แล้วยังไม่คิดรับผิดชอบ ถ้าหากว่าเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุดอย่างงั้นหรือ?
เลวเชี่ย ๆ
“ว่าแต่ยัยที่ชื่อ [ควีน] นี่คือใครหรือแฟต? ”
“หนึ่งในว่าที่ราชินีรุ่นถัดไปของราชินีแฟตค่ะ พูดง่าย ๆ คือเป็นหนึ่งในพี่น้องของฉันที่มีนับหมื่น ๆ คนค่ะ”
อืม อืม… แบบนี้นี่เอง
“ถ้าเป็นตัวเต็งหนึ่งเหมือนกัน ทำไมผมถึงไม่เคยได้ยินชื่อของเธอกันเลยละ? ”
“เธอคนนี้ไม่ได้เข้าเรียนเหมือนฉันค่ะ แต่ได้ลงสนามจริงบริหารงานอยู่กับท่านแม่ค่ะ คือ… ท่านแม่ของฉัน หรือตัวองราชินีแฟตนะ เพื่อให้ได้ราชินีรุ่นถัดไปที่มีความสามารถ ท่านแม่เลยใช้วิธีส่งลูกสาวที่อยู่นับหมื่นคนออกไปในเส้นทางที่แตกต่างกัน เพราะท่านแม่เองก็ไม่รู้ว่าวิธีไหนที่จะใช้ปั้นให้เป็นราชินีได้ดีที่สุดค่ะ
บางคนก็ส่งเข้าเรียนแบบฉัน บางคนก็ให้เรียนรู้จากตัวท่านเอง บางคนก็ให้ลงมาคลุกคลีกับกลุ่มมดงาน บางคนถึงขั้นส่งเข้ากองทัพ
ท่านราชินีต้องการให้พวกเราเล่นเกมส์เซอร์ไววอลราชินี ว่าใครจะสามารถกุมหัวใจคน และมีความสามารถในการปกครองมากที่สุดกันเอาเองค่ะ
แต่ก็มีบางคนที่ออกนอกลู่นอกทางไปหน่อยค่ะ
ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่เจอฝูงอะบอมล้อมตอนนั้น มันมีกระสุนลูกหลงบินมาทางฉันบ่อยอยู่พอสมควรเลยใช่ไหมละคะ? ”
ลูกสาวที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นคน…
อีเผ่านี้จะขยันทำการบ้านยามดึกกันมากเกินไปแล้วนะเฮ้ย!
แล้วนี่อะไร!?
การแย่งชิงบัลลังก์โดยมีทายาทนับหมื่นคนเนี่ยนะ!? อยากเห็นทะเลเลือดกันหรือยังไงฟะเผ่านี้?
“คุณโฮปค่ะ คุณคิดอะไรอยู่ มันออกมาทางสีหน้าหมดแล้วค่ะ คือ… มันเป็นธรรมเนียมของเผ่าฉันค่ะ ที่ว่าผู้แข็งแกร่งมักอยู่ข้างบนสุดเสมอ พวกเราเป็นเช่นนี้มาตลอด ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรุ่นราชินี ถ้าไม่เกิดการขยายอณาจักรใหม่ของสตรีเพศที่แยกตัวจากรัง ก็มักจะเกิดทะเลเลือดของการแย่งชิงบัลลังก์แทนค่ะ
เพศหญิงจะพยายามหานักรบมาเป็นขุนพลของตัวเอง เพศชายจะต่อสู้กันเพื่อแย่งตำแหน่งขุนพลของราชินีที่ตนหมายปองอยากจะทำงานรับใช้ให้ มันเป็นรูปแบบเช่นนั้นค่ะ”
เผ่านี้มันจะสปาตันเกินไปหรือเปล่าเฮ้ย!?
“ต้องขอโทษที่ขัดจังหวะเจ้าค่ะ แต่เอาเป็นว่าหลังจากนี้พวกท่านจะเอาเช่นไรกันเจ้าคะ? สำหรับข้าน้อยนั้น ตั้งใจจะไปช่วยเจ้านายก่อนเจ้าค่ะ เพราะข้าน้อยยังติดหนี้ชีวิตเขาอยู่เจ้าค่ะ”
“...”
ถึงจะรู้สึกเป็นห่วงเจ้าเยลโล่ที่หายตัวไป แต่เรื่องนี้เองก็สำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะเจ้าประธานมดหน้าเลือด เพราะมันคือคนที่ต้องมาจ่ายเงินให้ผมอะนะ
เอาเถอะ เจ้าเยลโล่มันหายไปพร้อมกับยัยหุ่นโบราณนมยักษ์ มันคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง?
แถม…
“แบบนี้ก็แย่เลยค่ะ ถ้างานนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของคุณ [ควีน] ละก็ ฉันอาจจะถูกเธอยึดเงินทั้งหมดได้ค่ะ แล้วแบบนี้ ฉันจะจ่ายค่าจ้างให้คุณโฮปได้ยังไงกันละคะ? ”
จงใจพูดเพื่อใช้งานคนชัด ๆ
ได้ยินแบบนี้ ก็ยิ่งมีเหตุผลที่ต้องไปเสี่ยงชีวิตช่วยพ่อแม่ของยัยพวกนี้ออกมาให้ได้
ใช้คนเก่งจริง ๆ นะยัยนี่
ให้ตายเถอะ
ทำไมตอนที่นึกว่าจะมีกินมีใช้เหมือนกับชาวบ้าน กลับต้องมาเจองานยาก ๆ โหด ๆ เสี่ยงชีวิตแบบนี้ทุกที
กำแพง…
เหมือนกับมีกำแพงแห่งโชคชะตาที่มองไม่เห็นมาขวางกันระหว่างผมกับเงินกองใหญ่อยู่เสมอ
“พ่อกับแม่เองก็ไปร่วมงานประชุมด้วย.. มิน่า ฉันถึงติดต่อพวกท่านไม่ได้เลย… ดอง…”
“ฉันก็ด้วย”
“ฉันขอตัวโทรไปเช็คสถานการณ์กับพ่อแม่ของฉันก่อนนะคะ! ”
แล้วยังมีเรื่องดวงแห่งความโชคร้ายที่ผมต้องมาเจอกับเรื่องวุ่นวาย
พ่อแม่ตัวเองตายไม่พอ ตอนนี้ยังต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงตายอีกคน…
ทั้งที่ความฝันคือการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนกองเงินกองทองแท้ ๆ
มันคือกำแพงแห่งชะตาชิวิตของผม ที่ต้องพบเจอแต่เรื่องวุ่นวายสินะ?
“...ติดต่อไม่ได้ค่ะ แม้แต่พี่น้องของฉันก็ติดต่อไม่ได้เช่นกัน อย่าบอกนะว่า---”
“ไม่หรอก! ระดับ ผอ.บานานั้น ไม่มีทางถูกจับตัวไปได้หรอกนะดอง! รวมไปถึงพี่น้องของเธอด้วย! ”
"... ใช่ค่ะ ลี่พูดถูกต้องแล้ว ฉันควรเชื่อมั่นในตัวพวกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะลี่"
เออ… ถ้าแม้แต่ระดับ ผอ.บานา ยังถูกจับตัว งานนี้ผมคงต้องขอบายละ
ผมไม่อยากทำงานที่---
“ทุกคน ระวังตัวด้วยค่ะ”
จาวิสรีบตั้งการ์ดป้องกัน พร้อมกับสงเสียงเตือนทุกคน
ผมสัมผัสได้ถึงผิวดินที่กำลังสั่นไหวอย่างเบาบาง
มีใครบางคนกำลังมุดดินมาที่นี่
“นี่มัน… เผ่ามนุษย์มดค่ะ! เป็นระดับมดองครักษ์ แถมยังมีถึงสิบคน! ทุกคนระวังตัวด้วยค่ะ! ”
คราวนี้เป็นแฟตที่ส่งเสียงเตือนทุกคน
หน่วยสังหาร? นักฆ่า?
ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร
เป้าหมายของมันบางทีคงเป็นแฟต
อ่า… เรื่องวุ่นวายอีกแล้ว
กำแพง กำแพง กำแพง…
นี่คือกำแพงแห่งโชคชะตาที่ผมต้องเจอสินะ?
แม่ง…
แม่งงงงงง!
“โฮป!? ”
ผมวิ่งตรงออกไปโดยไม่สนใจพวกยัยลี่ที่กำลังยืนหันหลังชนกันเพื่อเตรียมรับมือ
ที่ลานกว้างแห่งนี้ เริ่มมีทหารบางตาลง เพราะไล่นักข่าวกับพาตัวประกันออกไปหมดแล้ว
ที่เหลือ มีแค่กลุ่มคนประปรายที่เข้ามาตรวจเช็คสภาพของเครื่องบินเท่านั้น
ส่วนพวกเรา กำลังอยู่ระหว่างเดินออกจากลานกว้างแห่งนี้
ถ้าเดินออกไปพ้นสายตาผู้คน ไอพวกที่อยู่ในดินคงพร้อมใจกันเข้าโจมตียัยแฟตแน่นอน
ดีไม่ดี อาจจะฆ่าพวกเราทุกคนเพื่อเป็นการปิดปากด้วย
จะมาเอาชีวิตเพื่อนของผมไปอย่างงั้นหรือ?
จะบอกว่านี่คือโชคชะตาที่ผมต้องเจออย่างงั้นหรือ?
ไปกินขี้เถอะไอกำแพงแห่งโชคชะตาระยำ!
ถ้าบอกว่านี่คือโชคชะตาที่พระเจ้าขีดมาให้ต้องเผชิญ ตรูนี่ละ จะทุบทำลายแล้วแหกชะตากรรมอันวุ่นวายนี้ไปให้ดู!
ว่าแล้วก็ชักกระบี่คู่สีดำกับสีเทาขึ้นมาถือเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง
ปลอยปล่อยพลังงานรังสีให้มันอาบไปทั่วคมดาบ แล้วแทงมันลงไปในผิวดินสุดแรง
เป้าหมายคือเจ้าพวกที่กำลังมุดซ่อนตัวอยู่ในผิวดินบริเวณนี้
“ทะ--- ทำไมถึงรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ตรงนี้! เผ่ามนุษย์ไม่น่าจะมีสัมผัสดีอย่างนี้นี่หว่า! ”
“ขอโทษที่ผมมีสัมผัสดีกว่าชาวบ้านนะ”
เล่นมุดดินรุนแรงขนาดนั้น ไม่ให้รู้สึกตัวก็บ้าแล้ว
สิ่งที่กระบี่คู่เล่มนี้คว้านขึ้นมาได้จากผืนดินลึกลงไปสองเมตร คือส่วนหัวของเผ่ามนุษย์มดคนหนึ่ง
มันมีเขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตร มีใบหน้าที่ดูเหี้ยมดุดั่นน่ากลัวเหมือนเจ้าประธานมดหน้าเลือดคนนั้น
นี่คือมดระดับองครักษ์ เผ่ามนุษย์มดที่มีความสามารถทางร่างกายในการต่อสู้สูงที่สุดของเผ่ามนุษย์มด
“หน่อย! ช่างหัวมันแล้ว! ทุกคน ลงมือจัดการเลย! ”
นี่พวกเรายังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากลานกว้างเลยนะเฮ้ย?
แต่สมกับที่เป็นเผ่ามนุษย์มด ทั้งที่เหลือแค่หัว แต่ยังคงมีพลังชีวิตมากพอพ่นน้ำลายต่อไปได้อยู่
ร่างกายของมนุษย์มดที่สูงสามเมตรจำนวนเก้าคนผุดขึ้นมาจากผิวดิน
พวกมันมีปีกของแมลงที่กว้างใหญ่ติดอยู่ตรงแผ่นหลัง มีเขี้ยวอันคมกริบยืดยาวถึงหนึ่งเมตร และสวมชุดเกราะผิวแข็งสีดำทั่วทั้งตัว
อาวุธคือตรีศูลติดปืนกลหนักแก็ตลิง
อำนาจในการสังหารของมันคือหัวกระสุนขนาด 7.8 มิลลิเมตร กับความเร็ว 200 นัดต่อนาที
พวกมันขึ้นมาแบบฉับพลัน แล้วหันปลายกระบอกปืนทั้งเก้ามาทางพวกผมโดยไม่มีความลังเล
เสียงเหวี่ยงรังเพลิงเหล็กเริ่มดังกังวาล พร้อมกับจิตสังหารที่เด่นชัดจนรู้สึกได้
เอาจริงดิเฮ้ย!?! นี่มันใจกลางโรงเรียนเลยนะ!
“ทุกคนมาหลบข้างหลังฉันด้วยค่ะ! ”
จาวิส หุ่นยนต์เมดชุดขาววิ่งออกมายืนข้างหน้า แล้วกางม่านบาเรียคลุมปกป้องพวกยัยลี่เอาไว้
ชิบหาย ไม่น่าซ่าวิ่งแยกกลุ่มออกมาเลย
เพราะผมวิ่งกลับไปไม่ทัน…
“โฮป! ”
วินาทีนั้นทุกคนต่างตะโกนเรียกผมด้วยน้ำเสียงที่หัวใจแตกสลาย
ภาพทุกอย่างรอบตัวเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง
ผมเห็นทุกอย่างเชื่องช้าลง
เห็นแม้แต่ภาพของเปลวไฟที่กำลังค่อย ๆ แผดเผาออกมาจากรังเพลิงอย่างสวยงามพร้อมกับลูกปืน ก็ยังเห็นอย่างเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน---
อ่า…
นี่สินะ ที่เขาว่าคนกำลังจะตาย มักจะเห็นทุกสิ่งเชื่องช้าลงนะ
“...”
เดียวดิ
นี่มันช้าลงจริง ๆ นี่หว่า?
รู้สึกได้ว่าหัวของตัวเองกำลังร้อนผ่าวขึ้นมา
รู้สึกได้ว่าเลือดกำลังสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง
เป็นความรู้สึก… ที่เหมือนกับตอนที่ผมเคยปรับแร่งพลังงานของดาบรังสีจนถึงขีดสุด แล้วใช้งานมันต่อสู้
ตอนนั้นเป็นเพราะรังสีของอาวุธที่กระตุ้นสมอง เลยทำให้ผมทำเรื่องที่เหนือมนุษย์ได้สำเร็จ
แต่คราวนี้มันต่างออกไป
“เฮ้ย! หลบลูกปืนได้!?! ”
เพราะครั้งนี้ มันเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ
ดูท่าว่าร่างกายของผมจะตอบสนองต่อภัยร้ายที่อาจถึงแก่ชีวิต เลยตอบโต้ด้วยการเร่งการทำงานของสมองจนถึงขีดสุด
สมองที่ถูกเร่งการทำงานอย่างบ้าคลั่ง มันสามารถทำให้เห็นภาพตรงหน้าเป็นฉากต่อฉากราวกับฟีล์มหนังที่ถูกดึงออกมาจากแผ่นม้วน
ถึงจะสงสัยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว
เวลามิได้ไหลช้าลง แต่เป็นสมองที่ทำงานรวดเร็วขึ้นต่างหาก
“ (นายยังไม่ใช่คนที่ควรจะมาตายตรงนี้!) ”
“ (ถ้านายตาย พวกเราก็ซวยนะสิ ~!) ”
เหมือนว่าจะได้ยินเสียงของใครดังก้องอยู่ภายในหัว
แต่ช่างมันไปก่อน
ผมวิ่งเข้าประชิดพวกมัน ไปพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบห่าฝนกระสุน
ไม่ใช่ว่าเร็วเหนือลูกปืน แต่เพราะรู้ว่ากระสุนมันจะวิ่งมาทางไหน เลยสามารถหลบพวกมันได้
ใช้กระบี่ทั้งสองในมือเหวี่ยงปัดป้อง วิ่งย่อตัวลงต่ำเข้าใส่ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยขาทั้งสองข้าง
หันปลายแหลมกระบี่ข้างซ้ายยื่นตรงออกไป จับปลายกระบี่ขวาคว่ำลง แล้วกระโดดขึ้นท้องฟ้าเป็นวิถีโค้ง
พื้นหินตรงปลายเท้าระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพราะแรงกระโดดที่รุนแรงเหนือมนุษย์
“คลื่นฝนกระบี่! ”
กระบี่ทั้งสองเล่มถูกวาดโจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว
เล่มหนึ่งหยุดนิ่ง แล้วปล่อยคลื่นรังสีรัวออกไปเป็นเส้นตรงดั่งลูกปืนจากปลายคมกระบี่
อีกเล่มถูกวาดเป็นวิถีโค้ง แล้วปล่อยคลื่นรังสีออกเป็นคลื่นดาบที่กินรัศมีกว้างถึงสามเมตร
เปลวคลื่นสีฟ้าทั้งสอง ถูกกระหน่ำจากท้องฟ้าที่สูงเหนือผืนดินห้าเมตร ยิงปูพรมทุกตารางนิ้ว ทิ้งเป็นรอยแผลบนลานหินไปทั่วทุกสารทิศ
“กระจอกน่า! ”
พวกมันยืนรับคลื่นรังสีกระบี่เข้าไป ประหนึ่งดั่งยืนรับแสงแดดตะวัน
ชิ… ทนคลื่นรังสีได้หรือ?
เป็นพวกเกราะระดับสูงอย่างงั้นสินะ
ผมรีบทิ้งน้ำหนักตัวลงจอด แล้วถีบพื้นอย่างรุนแรงเพื่อเข้าประชิดพวกมัน ก่อนที่พวกมันจะลั่นกระสุนใส่ผม
“เป็นแค่เผ่ามนุษย์ที่มีดีแค่มันสมอง ริอาจมาท้าสู้ระยะประชิดกับข้าอย่างงั้นเรอะ!? ”
เจ้ามดตัวใหญ่ตรงหน้าหยุดยิงปืนกล แล้วใช้ปลายสามง่ามที่ติดปลายกระบอกปืนแทงใส่
ช้ามาก!
เทียบกับไพไรต์แล้ว ฝีมือของเจ้าพวกนี้มันไม่เท่าไหรเลยนี่หว่า?
ผมเบี่ยงตัวเพียงน้อยนิดเพื่อหลบมัน แล้วใช้กระบี่ฟันลงไปที่แขนทั้งสี่ข้าง
ทว่ากระบี่สีดำที่เป็นของโรงเรียนกลับหักครึ่ง เพราะความแข็งของเกราะที่ไม่อาจฟันเข้าไปได้
สมกับเป็นของที่ใช้เพื่อฝึกซ้อม คุณภาพห่วยชิบหาย...
“งั้นเล่มนี้ละ! ”
ผมใช้เสี่ยววินาทีนั้น ทิ้งกระบี่ในมือซ้าย แล้วใช้สองมือกุมกระบี่เล่มสีเทา ทุ่มกำลังฟันไปที่ข้อต่อของเอวมัน
“อั๊ก! ”
กระบี่สีเทาจมลึกเข้าไปในเกราะสีดำของมัน ก่อนจะถูกดีดออกมาด้วยแรงพลักสนามไฟฟ้า จนพวกเรากระเด็นออกมาทั้งคู่
ชิ… มีระบบป้องกันแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย?
ผมรีบม้วนตัวอย่างสวยงามไปตามลานหิน เพื่อลดแรงกระแทกบนร่างกาย
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เลยใช้แรงดีดนั้น ไหลผ่านร่างกายไปลงที่ขา แล้วใช้มันยันพื้นดีดร่างกายของผมพุ่งสวนกลับไปหามันอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ห่ากระสุนก็พุ่งตรงสวนเข้ามา
กระสุนที่พุ่งเข้ามา มีจุดที่ทำให้ถึงฆาตได้อยู่ถึงสองนัด
นั่นคือนัดที่เล็งมาตรงกลางหน้าผากกับหัวใจ
ที่เหลือ อาจจะทำให้เสียแขนหรือขาไป
ให้ตายเถอะ ถ้าคิดจะเอาตัวรอด คงต้องยอมเสียขาไปสักข้าง---
ไม่สิ ไม่เห็นต้องกลัวเลย
ถ้าเป็นยัยพวกนั้น จะต้องไม่นั่งรอดูอยู่เฉย ๆ ในบาเรียเพียงอย่างเดียวแน่นอน
ผมวิ่งตรงใส่ห่ากระสุนอย่างไม่เกรงกลัวต่อความตาย
ในเวลาเดียวกัน ก็เกิดรูหนอนขนาดเล็กผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากขึ้นตรงหน้าของผม
รูหนอนพวกนั้นดูดกลืนกระสุนเข้าไป แล้วไปปรากฏที่ด้านหลังของผม พุ่งลงปักพื้นลานหินไปแทน
“เฮ้ย! พลังแบบเดียวกับวีรสตรีเผ่าภูติเอสเทอเลยนี่หว่า! ”
“ไหนรายงานบอกมาว่ายัยเด็กนั่นเป็นแค่เด็กบ้องงี่เง่าคนหนึ่งไม่ใช่หรือยังไง!? ”
พวกมันเริ่มตื่นตระหนกที่การโจมตีของตัวเองไร้ผล
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าใครทำรายงานข้อมูลให้พวกแก แต่เอาเป็นว่าโชคร้ายแล้วละ ที่มาประมาทพวกเราแบบนี้
ถ้ามีเวลามากพอให้ยัยลี่ใช้พลังนะ ยัยนั่นถือว่าเก่งกาจสุด ๆ ไปเลยละ
อีกอย่าง ยัยนี่เคยบอกผม ว่าตัวเองได้รับการฝึกมาจากวีรสตรีคนนั้นมาหนึ่งปีเต็มเลยละ
ถึงปากจะบอกว่าไม่เก่งเท่าแม่ แต่ผมว่ายัยนี่คือระเบิดนิวเคลียร์เดินได้ชัด ๆ
อีกอย่าง พวกผมนะ---
“อ๊าก! ”
---ไม่ได้มีแนวหน้าแค่ผมคนเดียว
เมื่อปลายกระบอกปืนทุกนัดถูกหันเล็งมาทางผม พรุนจึงได้โอกาสวิ่งออกมาโจมตี
ดาบควายเล่มโตสีดำถูกเหวี่ยงตรงจากบนลงล่าง
เธอฟันด้วยแรงของเผ่ายักษ์ พร้อมกับอาบเวทมนตร์ด้วยคลื่นสายฟ้าแรงสูงลงไปที่ใบดาบ จนเกิดเป็นแสงไฟฟ้าสาดส่องเจิดจ้า
เพียงแค่การโจมตีเดียว ก็ถึงกับทำให้ชุดเกราะที่ผมฟันไม่เข้า บุบยุบลงไปพร้อมกับร่างกายของศัตรูดั่งถูกค้อนสิบตันทุบใส่
ทหารมดคนนั้นถึงกับแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“มีผ้าพันแผลทั้งตัวแบบนั้น ยังจะมาซ่า--- เหวอ!? ”
พร้อมกันนั้น ทหารมดอีกสองตัวก็ถูกมังกรวารีของพรุนโจมตีใส่จากใต้ดิน
มันมุดผ่านใต้ดิน แล้วผุดขึ้นมาพร้อมกับใช้เปลวไฟสีทองอาบร่างของพวกมัน
ชุดเกราะสีดำได้กลายเป็นสีแดงในพริบตา
เพียงแค่วินาทีเดียว ก่อนที่พวกมันจะได้ทันเหนี่ยวไกปืน ร่างของพวกมันก็ถูกอบจนสุกอยู่ภายในชุดเกราะไปแล้ว
เสร็จไปสอง เหลืออีกเจ็ดคน
“หน่อย--- เห้ย!? ไอนกบ้านี่! ”
พวกที่เหลือกำลังถูกไฮเจนบินป่วนเหนือหัวด้วยความเร็วและเทคนิคการบินที่เจ้าตัวภาคภูมิใจ
“อะ... เอาสายกระสุนปืนคืนมา! ”
ถึงเธอจะไม่มีพลังโจมตีเหมือนพรุนหรือผม แต่เรื่องความว่องไวนี่ต้องยกให้เธอเป็นอันดับหนึ่งเลย
เธอใช้กรงเล็บของขาเทียมทั้งสองข้าง พุ่งลงไปเกาะสายสะพายลูกปืนที่รัดอยู่รอบเอวได้อย่างแม่นยำ แล้วคว้ามันหนีออกมาด้วยความรวดเร็ว
การดึงสายสะพายลูกปืนที่คาดตัวนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันถูกออกแบบมาให้มีระบบล็อคหลายชั้น
แต่การที่เธอสามารถปลดล็อคได้ในพริบตา มันต้องมีความแม่นยำอย่างมาก เพื่อเล็งโจมตีไปที่ปุ่มปลดขนาดเล็กบนสายสะพายนั้น
การโจมตีของเธอ อาจเทียบได้ดั่งนกอินทรีย์ที่ล่าเหยื่อได้อย่างแม่นยำท่ามกลางผืนป่ารกชันเช่นนั้น
ทหารทั้งเจ็ดคนต่างถูกไฮเจนยึดกระสุนปืนไปจนสิ้น
“หน่อย งั้นก็ยิงเท่าที่มีละวะ! ”
พวกมันเริ่มลั่นห่ากระสุนใส่พวกเราอีกครั้ง
แต่กระสุนของพวกมันถูกบาเรียของจาวิสกางปิดกั้นเอาไว้จนสิ้น
กระสุนที่เลยออกจากขอบเขตบาเรีย ก็จะถูกรูหนอนของยัยลี่ดูดกลืนหายไปเช่นกัน
“กระสุนหมดแล้วครับ! ”
“แล้วจะตะโกนให้พวกมันได้ยินทำไม! ถอยก่อน! ถอยก่อนนนนน! ”
พวกมันรีบเผ่นหนีกันให้ว่อง พร้อมกับพาร่างของเพื่อนพวกมันที่โดนพวกผมจัดการไปด้วย
เล่นเก็บไปเรียบแบบไม่เหลือทิ้งหลักฐานเอาไว้เลยนะ…
“สมกับเป็นท่านลิลลี่ ข้าน้อยเลยไม่ต้องทำอะไรเลย~”
ยัยกระต่ายเดินเข้าไปลูบหัวชื่นชมยัยลี่ด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
“ไม่หรอกนะดอง~”
ยัยลี่เองก็ดูมีความสุขมากที่ถูกคนอื่นลูบหัว
เป็นเด็กหรือไงเธอนะ…
แต่เอาเถอะ เพราะความที่ยัยลี่ดูงี่เง่าแบบนี้ ศัตรูมันเลยประมาทดูถูกพวกเรายกกลุ่ม
มาคิดดู พวกเราเองก็ถือว่าเก่งจริง ๆ นั่นละ ถ้านับจากวันแรกที่พวกเราตั้งทีมกันขึ้นมา
ผมยังจำวันที่ยัยพวกนี้ดื้อด้านทำตามใจตัวเองกันได้อยู่
ตอนนั้น พวกเราประสานงานกันได้เลวร้ายมาก
แต่มาดูตอนนี้สิ
พวกเราสามารถร่วมมือประสานงานกันได้เป็นอย่างดี รู้ใจกันในระดับที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสื่อสารด้วยซ้ำ
“... เป็นทีมที่ดีจริง ๆ ”
“เมื่อกี้นี้โฮปพูดอะไรออกมาหรือเปล่าดอง? ”
ชิ.. ชิบหาย!
เผลอนึกชื่นชมเสียงดังไปหน่อย!
“ปะ.. เปล่า! แค่คิดว่าเธอยังเป็นยัยบ้องเหมือนเดิม ที่ถูกคนลูบหัวนิดหน่อยก็ยิ้มดีใจแล้ว เป็นเด็กหรือยังไงเธอนะ! ”
“ว่ะ… ว่ายังไงนะดอง! ฉันไม่ได้เป็นยัยบ้องนะดอง! ”
“อะ… เอาเป็นว่า ตอนนี้รู้แล้วว่าพวกเรา โดยเฉพาะแฟต กำลังถูกหมายเอาชีวิตอยู่ พ่อแม่ของทุกคนถูกจับตัวไป ส่วนพ่อแม่ของพรุนหายตัวไปอย่างลึกลับอีกครั้ง ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้ พวกเราจะถูกโจมตีอีกครั้งตอนไหนก็ไม่รู้ ดังนั้น---”
“ค่ะ ฉันเองก็เห็นด้วยกับคุณโฮป”
ทุกคนต่างหันหน้าไปที่อาคารสูงห้าชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพร้อมกัน
นั่นคือที่ทำการรัฐบาลของเมืองนี้
“ดังนั้นพวกเราลองไปเยี่ยมพี่น้องของแฟตกันหน่อยดีไหม? ”