ริมลำธาร เสียงสายน้ำไหลดังขึ้นไม่ขาดสายยามนี้ร่างของเมิ่งฝานแบกหินที่มีน้ำหนักถึงห้าร้อยจินไว้บนหลังเมิ่งฝานก้าวเดินไปบนลำธารอย่างท้าทายแสงอาทิตย์ร้อนแรงที่สาดส่องลงมา
แม้ว่าพลังสายธารหลั่งสมุทรจะแข็งแกร่งมากพอแล้วแต่เมิ่งฝานก็ยังไม่อยากแสดงพลังของวิชายุทธ์แห่งพลังปราณของตนเองต่อหน้าผู้อื่นเร็วเกินไปจึงไม่ได้ละทิ้งวิชามหาหัตถ์สังหารแต่อย่างใด
แบกของหนักเดินหน้าเมิ่งฝานกัดฟันแน่นเพราะการแบกรับน้ำหนักกว่าห้าร้อยจินใน่เวลาหลายวันมานี้นับเป็ความท้าทายไม่น้อยแม้แต่กู่ฉิงก็ยังฝึกฝนได้ถึงขั้นนี้เท่านั้น หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนมานานหลายวันเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจทำลายหินเหล่านี้ได้แต่ถึงกระนั้นเขาก็สามารถก้าวเดินไปได้ตามที่ใจ้า
คิดเอาไว้ไม่มีผิดการฝึกฝนกระดูกไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ
หลังจากถ่มเืในปากออกมา ในที่สุดเมิ่งฝานจึงล้มลงไปด้วยความเหนื่อยอ่อนขณะเดียวกันเขาก็ใช้ลูกปัดสีดำเพื่อฟื้นฟูพลังอีกครั้งพลังที่แปลกประหลาดแล่นไปทั่วร่างของเมิ่งฝานครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ฟื้นตัวขึ้นมาพร้อมกับเส้นแขนงปราณที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่ใช้ศิลาสลักลายพร้อมกับการฝึกฝนทำให้เมิ่งฝานสามารถดูดซับพลังของลูกปัดได้เร็วยิ่งขึ้นใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเมิ่งฝานก็สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังที่เต็มเปี่ยมแล้ว
ขณะเดียวกันนั้นเมิ่งฝานก็รับข้อมูลจากผนึก และในยามนี้เขาผสานรวมเข้ากับผนึกได้อีกไม่น้อย เด็กหนุ่มยกยิ้มอย่างตื่นเต้นก่อนจะรีบเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับอย่างรวดเร็ว
“วิธีฝึกฝนกระดูก โลหิตแตกแขนง!”
จากข้อมูลที่ได้รับมาเมิ่งฝานพบว่ามันคล้ายคลึงกับครั้งก่อนซึ่งเขาต้องรวบรวมวัตถุดิบสองอย่าง หนึ่งคือหญ้าซานเหวินอีกหนึ่งคือจิตอสูรของสัตว์อสูรระดับสอง จากนั้นจึงนำมาหลอมรวมเป็โลหิตแตกแขนงแล้วชำระล้างกระดูกของตนเอง!
ทันใดนั้นใบหน้าเล็กของเมิ่งฝานก็เผยความรู้สึกที่ทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไปสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขคือคิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้รับวิธีในการฝึกฝนกระดูกหากเื่นี้แพร่งพรายออกไปก็คงจะทำให้ผู้คนมากมายต้องบ้าคลั่ง
กระดูกคือสิ่งที่ลึกลับอย่างยิ่งทั้งยังยากต่อการฝึกฝนอีกด้วยมีเพียงอาศัยพลังปราณของผู้ฝึกฝนในการผสานมันอย่างเชื่องช้าเท่านั้นทว่าโลหิตแตกแขนงกลับสามารถอาศัยพลังภายนอกเข้ามาช่วยเร่งขั้นตอนนี้ได้ถือได้ว่าเป็สิ่งที่เลิศล้ำอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกจนปัญญาก็คือจิตอสูรระดับสองมีราคาไม่ต่ำกว่าพืชวิเศษระดับสองทั้งหญ้าซานเหวินเขาก็ไม่เคยได้รู้จักมาก่อน เงินร้อยเหรียญทองคำในครั้งก่อนถูกใช้จนหมดแล้วยามนี้...เขาไม่มีเงินเลยสักเหรียญ!
เมิ่งฝานส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ในขณะที่กำลังจะกลับไปฝึกฝนอีกครั้งก็มีเสียงไพเราะดังขึ้นที่ข้างกาย
“พี่เมิ่งฝาน ท่านอยู่ที่นี่เองหรือ?”
เสียงนี้ เป็เสียงของกู่ซินเอ๋อร์!
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วสวมเสื้อสีครามของตนเองทันทีแม้ว่าตลอดระยะเวลาสองปีมานี้เขาจะหลบหน้ากู่ซินเอ๋อร์อยู่ตลอด แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าความรู้สึกชอบที่อยู่ในใจนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเพราะฐานะของทั้งสองฝ่ายและพลังที่แตกต่างกันจึงทำให้เมิ่งฝานจำต้องเลี่ยงการพบหน้า
แต่เมื่อมีโอกาสได้พบกันเมิ่งฝานก็อยากให้กู่ซินเอ๋อร์ได้เห็นในด้านที่ดีที่สุดของตนเอง!
ไม่ไกลนัก กู่ซินเอ๋อร์ยืนอย่างนิ่งเงียบนางสวมชุดสีชมพูที่งดงามน่าหลงใหล เมื่อเห็นเมิ่งฝานใบหน้างามพลันมีรอยยิ้มปรากฏจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่เมิ่งฝานที่แท้ท่านก็มาแอบบำเพ็ญตนอยู่ที่นี่นี่เองหากไม่ใช่เพราะหลี่ว์เล่อข้าก็คงจะตามหาท่านไม่พบ!”
เ้าหลี่ว์เล่อที่พูดมาก!
เมิ่งฝานพึมพำขึ้นในใจก่อนจะเอ่ยพร้อมร้อยยิ้มว่า “ใช่แล้วล่ะ ที่นี้คือที่ที่ข้าใช้ฝึกบำเพ็ญตน ทำไมเล่าซินเอ๋อร์มาหาข้าเพราะมีเื่อันใดหรือ?”
“ต้องมีเื่ก่อนถึงจะมาหาท่านได้หรือ?”
กู่ซินเอ๋อร์ส่งเสียงไม่พอใจออกมาจากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปคล้ายกำลังโกรธครู่หนึ่งสีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไปทว่าเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของกู่ซินเอ๋อร์เขาก็รู้ว่าตนเองถูกนางหลอกเข้าเสียแล้ว
เด็กสาวที่แปลกประหลาดนางนี้!
เมิ่งฝานยักไหล่อย่างจนปัญญาเพราะไม่อาจทำอย่างไรได้ในสายตาของเหลยหู่และผู้อื่นกู่ซินเอ๋อร์นับได้ว่าเป็เด็กสาวที่ค่อนข้างพูดน้อยมีเพียงผู้ที่สนิทสนมกันค่อนข้างมากอย่างเมิ่งฝานถึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กสาวผู้นี้ร้ายกาจเพียงใด
ถึงขั้นที่ทำเื่ที่ร้ายกาจในหมู่บ้านเสียด้วยซ้ำ มีอยู่ครั้งหนึ่งนางไปขโมยพืชวิเศษมาจากหน่วยคุ้มกันหมู่บ้านทว่าสิ่งที่เมิ่งฝานแปลกใจก็คือผู้คุ้มกันหมู่บ้านที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวกลับรักและเอ็นดูกู่ซินเอ๋อร์อย่างยิ่งถึงขั้นที่...เคารพยำเกรงเลยทีเดียว!
ทั้งที่ต่อให้เป็บุตรสาวของผู้นำหมู่บ้านก็ไม่จำเป็ต้องเคารพยำเกรงถึงเพียงนี้!
เมิ่งฝานได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจเขาสนใจเพียงอย่างเดียวนั่นคือการบำเพ็ญตนของกู่ซินเอ๋อร์ภายในหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้มีเพียงกู่ซินเอ๋อร์ที่เอาแต่ฝึกฝนวิชายุทธ์ที่ทำให้ขั้นพลังพัฒนาไม่ได้ฝึกฝนวิชาที่ใช้ในการป้องกันตัวใดๆ
กู่ซินเอ๋อร์หัวเราะออกมาครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ามาในครั้งนี้ก็เพราะหวังว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือข้าได้พี่เมิ่งฝานท่านเองก็คงจะรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าอีกครึ่งปีต่อจากนี้จะเป็การประลองประจำเหยียนเฉิง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงทันทีจากนั้นจึงก็พยักหน้าส่งไป เท่าที่เขารู้มาเทือกเขาชิงหลงที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ตั้งอยู่ในอาณาเขตของดินแดนที่มีชื่อว่าอาณาจักรต้าก้าน
.......
มีอาณาเขตที่กว้างขวางใหญ่โตกินพื้นที่หลายร้อยหรืออาจนับพันลี้เป็เสมือนสิ่งมีชีวิตขนาดั์ใหญ่ก็ไม่ปานเพื่อให้ง่ายต่อการปกครองอาณาจักรต้าก้านจึงมีการแบ่งเขตการดูแลออกไปหลายเขตโดยให้จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งหรือไม่ก็องค์กรที่ทรงอิทธิพลไปดูแลและเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ก็มีเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่หนึ่งแห่งเมืองเหยียนเฉิง!
เล่ากันว่าเ้าเมืองเหยียนเฉิงอย่างเหยียนหยางได้บำเพ็ญตนจนอยู่ในขั้นเกลาิญญาระดับเซียนแล้วมีพลังอำนาจในการควบคุมเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แต่ก็ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่เขาไม่อาจควบคุมได้อย่างแท้จริงซึ่งสถานที่เ่าั้แบ่งออกเป็ห้าหมู่บ้านโดยหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ก็คือหนึ่งในจำนวนนั้น
แม้ว่าทั้งห้าหมู่บ้านจะไม่อาจเทียบกับเมืองเหยียนเฉิงได้แต่ทุกหมู่บ้านก็ล้วนแต่มีจอมยุทธ์ขั้นเกลาิญญาอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นจึงได้ทำให้หมู่บ้านเหล่านี้ไม่ถูกเมืองเหยียนเฉิงครอบงำ ในทุกๆ สามปีเมืองเหยียนเฉิงจะจัดการประลองขึ้นมาหนึ่งครั้งในการประลองนี้จะมีการเชื้อเชิญผู้เยาว์ทั้งบุรุษสตรีที่มีอายุต่ำกว่าสิบหกปีเข้าร่วมการประลองล่าสัตว์อสูรเมื่อถึงยามนั้นหากผู้ใดได้รับจิตอสูรมากที่สุดก็จะได้เป็ผู้ชนะ
ยิ่งไปกว่านั้นคือหากการประลองจบลงนอกจากจะได้เห็นฝีมือของกลุ่มผู้บำเพ็ญตนที่แข็งแกร่งแล้วก็ยังจะมีการประลองผู้มากฝีมือหนึ่งร้อยคนแรกเพื่อคัดสรรผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด
การประลองที่ว่านั้นนอกจากของรางวัลจากเมืองเหยียนเฉิงและทั้งห้าหมู่บ้านแล้วนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชื่อเสียง
เพราะมันคือการประลองที่ครึกครื้นยิ่งกว่าการประลองของหมู่บ้านอูเจิ้นเมื่อถึงยามนั้นจะมีพรรควรยุทธ์แห่งพลังปราณที่แข็งแกร่งมาร่วมชมการประลองจำนวนมากและคัดสรรผู้บำเพ็ญตนที่โดดเด่นไปเพื่อเข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์ของตนเองเห็นได้ชัดว่ายิ่งแสดงฝีมือได้ดีมากเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสถูกจับตามองได้มากเท่านั้น
ฉะนั้นแล้วการประลองของเมืองเหยียนเฉิงจึงนับเป็การประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทือกเขาชิงหลงที่จะมีขึ้นในทุกๆสามปี
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองแล้วถามเสียงเข้ม “ทำไมหรือซินเอ๋อร์เ้ามาพูดเื่การประลองของเมืองเหยียนเฉิงยามนี้มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ?”
“ไม่เร็วไปหรอก!”
กู่ซินเอ๋อร์ส่ายหน้าปฏิเสธ จากนั้นก็ย่นคิ้วเอ่ยว่า “พี่เมิ่งฝานท่านเองคงจะรู้ว่าเดิมทีท่านพ่อของข้าก็เคยเป็หนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกให้เป็เ้าเมืองเหยียนเฉิงเช่นกันแต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่เ้าเมืองเหยียนเฉิงคนปัจจุบันอย่างเหยียนหยางไปแม้ว่าหลายปีมานี้ท่านพ่อของข้าจะเก็บตัวอยู่ในอูเจิ้นไม่ยอมออกไปที่ใดแต่ในครานั้นท่านก็ได้สร้างรอยแผลสาหัสไว้บนร่างของเ้าเมืองเหยียนเฉิงจนทำให้เขาผู้นั้นไม่อาจบรรลุขั้นพลังได้อีกดังนั้นหลายปีมานี้เ้าเมืองเหยียนเฉิงจึงทำให้ท่านพ่อของข้าลำบากใจมาโดยตลอดอีกอย่างก็คล้ายกับว่าในครั้งนี้พวกนั้นได้ร่วมมือกับตระกูลทางตะวันออกและตะวันตกด้วยเพราะฉะนั้นแล้ว...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ขึ้นมาในทันใดตัวเขาพอจะรับรู้เื่ราวพวกนี้มาบ้างเช่นกัน หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็เอ่ยถามเสียงเบา
“ซินเอ๋อร์ เ้าอยากให้ข้าทำอย่างไร?”
กู่ซินเอ๋อร์หัวเราะออกมาเสียงเบาจากนั้นแกว่งหมัดของตนเองคล้ายกับกำลังข่มขู่
“ข้าหวังว่าท่านจะไม่คิดถึงเื่ราวเก่าก่อนแล้วหันมาร่วมมือกับพี่สาวของข้าในการประลองครั้งนี้ท่านพ่อของข้าก็รู้แล้วเช่นกันว่าพวกนั้นตั้งใจเพิ่มของรางวัลในการประลองและรอให้พวกเราเข้าไปพ่ายแพ้ถึงที่เดิมทีซินเอ๋อร์ก็เตรียมตัวที่จะลงมือด้วยตนเองแต่ท่านเองก็รู้ว่าวิชายุทธ์ที่ซินเอ๋อร์ฝึกฝนนั้น...หึหึ!เพราะอย่างนี้ข้าจึงหวังว่าท่านพี่เมิ่งฝานจะช่วยกู้หน้าให้กับข้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาการล่าสัตว์อสูรของเมืองเหยียนเฉิงไม่เหมือนกับการประลองของอูเจิ้นเพราะมันเป็การรวมตัวของผู้มากฝีมือจากหมู่บ้านทั้งห้าและในตัวเมืองเหยียนเฉิงมาไว้ด้วยกันหาก้าเอาชนะก็ใช่ว่าจะเป็เื่ง่าย
ต่อให้เป็ผู้ทรงพลังอย่างกู่ฉิงก็เพียงอยู่ในระดับที่สูงหน่อยเท่านั้นไม่ได้อยู่ในขั้นที่สามารถแสดงฝีมือได้อย่างโดดเด่น
หากเมิ่งฝาน้าโดดเด่นในการประลองนี้แล้วนั้นต่อให้มีเวลาอีกครึ่งปีเมิ่งฝานก็รู้ดีว่ายากเย็นไม่น้อยทว่าไม่ใช่เพียงเพราะคำขอร้องของกู่ซินเอ๋อร์แต่มันเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านอูเจิ้นโดยตรงจึงทำให้เมิ่งฝานต้องครุ่นคิดอย่างหนัก
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ได้ ข้าเองก็เป็คนของอูเจิ้นเช่นกัน หากถึงตอนนั้นแล้ว้าให้ข้าลงมือข้าเองก็พร้อมที่จะทำอย่างสุดกำลัง!”
เมื่อได้รับการตอบตกลงจากเมิ่งฝานก็ทำให้กู่ซินเอ๋อร์ดีใจเป็อย่างยิ่งนางจึงพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น “ข้าคิดแล้วเชียวว่าพี่เมิ่งฝานดีที่สุดแล้วในการประลองของหมู่บ้านท่านเก่งมากเลยล่ะ แต่ทำไมท่านพี่ของข้าถึงไม่ชอบท่านกันนะ? ดูเหมือนว่าใน่นี้นางก็เตรียมตัวหาเื่ท่านอีกด้วย!”
กู่ฉิง!
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนแล้วส่ายหน้าอย่างจนปัญญาในทันใดจริงอย่างที่กู่ซินเอ๋อร์บอกผลกระทบที่กู่ฉิงได้รับจากการประลองไม่อาจปล่อยผ่านไปได้เช่นพวกเหลยหู่อย่างไรเสียนางก็ต้องหาวิธีกู้หน้าอยู่แล้ว
เขาจำเป็ต้องเร่งการฝึกบำเพ็ญตนแล้ว เมิ่งฝานทำได้เพียงยิ้มเจื่อนยามใดที่กู่ฉิงบันดาลโทสะเป็เื่ที่ยากจะรับมือไหวเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานมีสีหน้าที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกู่ซินเอ๋อร์ก็ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
นางจ้องมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา “พี่เมิ่งฝาน ท่านไม่ได้พาซินเอ๋อร์ไปเล่นสนุกนานแล้วนะเ้าคะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มบนหน้าของเมิ่งฝานก็แข็งทื่อไปทันทีจากนั้นจึงทำได้เพียงบอกไปอย่างจนปัญญา “นั่นมันเื่เมื่อตอนที่พวกเราเป็เด็กแล้วไม่ใช่หรือ!”
กู่ซินเอ๋อร์ทำปากจู๋แล้วมองเมิ่งฝานด้วยความสีหน้าที่น่าหลงใหลหากเป็เด็กหนุ่มแห่งอูเจิ้นผู้อื่นได้มาเห็นนางในยามนี้ก็คงจะตกตะลึงอย่างมากเลยทีเดียวเพราะถึงแม้ว่ากู่ซินเอ๋อร์ค่อนข้างจะไม่สนใจสิ่งใดแต่นางก็ไม่เคยทำสีหน้าเช่นนี้ให้กับผู้ใด
“พี่เมิ่งฝาน แล้วตอนนี้เล่าเ้าคะ? พรุ่งนี้...ซินเอ๋อร์อยากไปตามหาสิ่งที่ต้องใช้ในการบำเพ็ญตนที่เมืองเหยียนเฉิงข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเป็เด็กนั้น...พี่เมิ่งฝานมักจะไปช่วยข้าตามหานั่นนี่อยู่ตลอด...”
เมื่อนางพูดจบเมิ่งฝานพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันทีเขาไม่อาจมองข้ามหรือแสร้งว่าไม่สนใจท่าทีของกู่ซินเอ๋อร์ในยามนี้ได้เลยแม้แต่น้อยทำได้เพียงพึมพำถึงความร้ายกาจของสตรีตรงหน้าอยู่ในใจแล้วเอ่ยออกไปไปอย่างจนปัญญา
“ก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปเมืองเหยียนเฉิงกับเ้าแต่คุยกันก่อนว่าเ้าต้องเชื่อฟังข้าทุกอย่างเข้าใจหรือไม่?”
“ข้ารู้อยู่แล้ว ซินเอ๋อร์ต้องเชื่อฟังคำพูดของพี่เมิ่งฝานแน่นอน!”
พริบตาใบหน้าของกู่ซินเอ๋อร์ก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาอีกครั้งซึ่งมันต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างลิบลับหลังจากนั้นนางก็หันหลังเดินจากไป
“พี่เมิ่งฝาน ท่านต้องจำไว้ด้วยล่ะ พรุ่งนี้ข้าจะมารอท่านตรงนี้ท่านคงจะไม่ให้ซินเอ๋อร์ต้องรอเก้อหรอกใช่หรือไม่!”
เสียงของกู่ซินเอ๋อร์ดังขึ้นมาอีกครั้งทว่าเมิ่งฝานกลับยิ้มเจื่อนแล้วทำได้เพียงยักไหล่
แม้จะบอกว่าไปกับกู่ซินเอ๋อร์ แต่ความจริงแล้วไม่ว่าอย่างไรเมิ่งฝานก็ต้องเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงอยู่แล้วเพราะนอกจากกู่ซินเอ๋อร์แล้วก็ยังมีความจำเป็อย่างอื่นด้วยนั่นก็คือวัตถุดิบของโลหิตแตกแขนงนั่นเองเกรงว่าคงจะมีเพียงการเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงที่กว้างใหญ่เท่านั้นจึงจะมีวัตถุดิบที่เขาตามหาเพราะเหตุนี้เมิ่งฝานจึงต้องไป!
เมิ่งฝานมองออกไปนอกอูเจิ้นแล้วยกยิ้มที่มุมปากแม้ว่าเขาจะไม่เคยไปที่เมืองเหยียนเฉิงมาก่อนแต่ในยามนั้นที่บิดาของเขามีอายุสิบหกปีก็ไปเผชิญอันตรายที่เมืองซ่างจิงเพียงลำพังเกรงว่า...เขาเองคงจะไม่ด้อยไปกว่าบิดาเท่าใด!