บทที่ 63 เสียงลึกลับ (1)
สติของสายฝนกลับมาแจ่มชัด เขาพบว่าตนเองเวลานี้ไม่ได้อยู่ในที่พักอาศัยอีกต่อไป เขาอยู่ที่ไหนไม่รู้ มันมืดมากจนแม้กระทั่งสายตาระดับหนึ่งก็ไม่อาจมองเห็นได้ สายฝนต้องการขยับต่อทว่าวินาทีถัดมาเขาพลันตกตะลึง เขาไม่สามารถขยับร่างกายได้! ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดร่างกายก็ไม่ขยับ เรื่องนี้ทำให้สายฝนรู้สึกไม่สบายใจ คำถามมากมายปรากฏขึ้นในหัว เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ที่นี่คือที่ไหน? เขามาที่นี่ได้อย่างไร?
‘บัดซบ! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?!’ สายฝนคิดในใจพลางพยายามบังคับร่างกายให้ขยับ หนึ่งนาทีผ่านไป สามนาทีผ่านไป สิบนาทีผ่านไป ร่างกายยังคงไม่ขยับเช่นเดิม สายฝนถอนหายใจและได้แต่ยอมแพ้ พยายามต่อไปก็มีแต่เหนื่อยเปล่าๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย วินาทีนี้สายฝนรู้สึกราวกับร่างกายไม่ใช่ของตัวเขาเอง
“ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะต้องอยู่ที่นี่” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมๆกับเกิดแสงสว่างจากทิศทางหนึ่ง ทันใดนั้นหัวสายฝนก็ขยับไปเอง การมองเห็นของเขาหยุดอยู่ที่ที่แสงสว่างปรากฏ สายฝนพบว่าตรงแสงสว่างนั้นเป็นประตูที่ถูกเปิดออก มันเป็นไปไม่ได้ที่ประตูอยู่ๆจะเปิดเอง สายฝนรีบมองหาคนที่ทำให้ประตูเปิดทันที เขาเห็นชายชราคนหนึ่งเดินผ่านประตูมาทางที่ตัวเขาอยู่
‘ชายแก่คนนี้เป็นใครวะ?’ คิดในใจเช่นนั้น ฉับพลันความระมัดระวังตัวของสายฝนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ดูท่าทางแล้วชายชราคนนี้น่าจะอันตราย สายฝนเจอมาบ่อยแล้วในนิยาย ตัวละครแก่ๆแบบนี้มักเป็นบุคคลสุดแกร่ง บางทีชายชราที่สายฝนเห็นอยู่ในตอนนี้อาจเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่หรือปีศาจร้ายกระหายเลือดผู้สังหารคนมาแล้วนับล้านคนก็ได้
อีกเหตุผลหนึ่งที่สายฝนระมัดระวังตัวมากขนาดนี้คือเขาคาดว่าชายชราตรงหน้าเขาจะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้แน่ๆ เป็นไปได้มั้ยว่าชายชราคนนี้จะเป็นคนลักพาตัวเขามาที่แห่งนี้? สายฝนทำเพียงคาดเดาภายในใจ เขาไม่ได้กล่าวถามชายชราไปตรงๆ ไม่ใช่เพราะไม่อยากถาม สายฝนอยากถามสิ่งที่เขาสงสัยมากๆแต่เขาไม่สามารถขยับปากพูดได้เนี่ยสิ
‘การไม่สามารถพูดอะไรได้มันช่างทรมานจริงๆ’ นี่คือความคิดสายฝนในเวลานี้ ในเวลาเดียวกับที่สายฝนคิดชายชราก็เดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ ยิ่งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้สายฝนก็ยิ่งตึงเครียด เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถอะไรบ้าง? ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ระดับได?
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?” วินาทีนั้นพลันเกิดเสียงขึ้น ได้ยินเสียงนี้สายฝนก็อดตกใจไม่ได้ นี่ไม่ใช่เสียงของชายชรา เสียงชายชรากับเสียงนี้ไม่มีความเหมือนกันเลย เสียงที่สายฝนได้ยินเมื่อครู่นั้นให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่ราวกับคนที่พูดคือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอยู่ใต้การปกครองซึ่งแตกต่างจากเสียงของชายชรา เสียงของชายชราฟังดูธรรมดาไม่มีพลังหรืออำนาจในนํ้าเสียงแม้แต่น้อย
‘แล้วนี่มันคือเสียงของใครกัน?’ ขณะที่สายฝนกำลังคิด เสียงนั้นซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจปกครองพลันดังขึ้นอีกครั้ง “ข้าคิดว่าตนเองไม่น่าจะเหลือร่องรอยเอาใว้แล้วนะ เจ้านี่ช่างตามหาคนเก่งจริงๆ” สิ้นสุดคำกล่าว ร่างกายสายฝนก็เคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน โชคดีที่เขาไม่สามารถพูดได้ไม่งั้นเขาคงเปร่งคำหยาบคายออกมาแล้วแน่นอน
‘เกิดอะไรขึ้นวะ?’ ร่างกายสายฝนลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ ภายในจิตใจเขาพลันปรากฏเสียงคนอื่นซึ่งไม่ใช่เสียงสายฝน ‘หึ! ดูเจ้าตกใจสิ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตกใจด้วยเรื่องเพียงแค่นี้ ช่างน่าสงสารเสียจริง ด้วยพลังแค่นี้เจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับใครเขาได้?’ เมื่อได้ยินสิ่งที่เสียงนั้นพูดหัวใจสายฝนก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
สิ่งที่เสียงนั้นกล่าวคือความจริง เขาอ่อนแอเกินไป หากไม่มีปัจจัยภายนอกช่วยตัวเขาก็ไม่ต่างจากคนอื่นในระดับเดียวกัน ไม่สิ อาจจะด้อยกว่าด้วยซํ้า คำกล่าวของเสียงลึกลับได้โจมตีหัวใจสายฝนอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกว่าตนเองนั้นไร้ค่า หากเป็นเสียงคนอื่นสายฝนจะไม่สนใจมันแม้แต่น้อย เขาจะเมินเฉยมัน ทว่ากับเสียงนี้สายฝนไม่สามารถทำเป็นไม่สนใจมันได้ เหตุผลนั้นไม่รู้ว่าทำไม แต่เสียงนี้มีอำนาจประหลาดที่ทำให้สายฝนต้องสนใจมันแม้จะไม่อยากสนใจก็ตาม อีกทั้งเสียงนี้ยังให้ความรู้สึกทั้งไม่คุ้นเคยและคุ้ยเคยกับเขา ความรู้สึกขัดแย้งแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนตอนสายฝนเรียกประตูเส้นทางโบราณออกมา ตอนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเวลานี้มาก
‘หรือนี่คือการโจมตีทางความคิด?’ สายฝนคิดแต่วินาทีถัดมาความคิดนี้ก็ถูกทิ้งลงถังขยะทันที เสียงลึกลับซึ่งคล้ายกับเสียงผู้ชายดังขึ้นอีกครั้ง ‘ไม่ใช่! หยุดคิดอะไรโง่ๆแบบนั้นได้แล้ว ด้วยความสามารถของข้า ข้าจำเป็นต้องใช้การโจมตีทางความคิดใส่เจ้าด้วยรึไง? ไม่ต้องถามว่าทำไมเสียงของข้าถึงอยู่ในหัวเจ้า ต่อจากนี้ข้าจะให้เจ้าดูบางอย่าง บางทีการที่เจ้าได้ดูสิ่งที่ข้าเตรียมใว้เจ้าอาจเข้าใจบางเรื่องมากขึ้นกว่าเกิน ส่วนจะเข้าใจได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความโง่ของเจ้า หากเจ้าโง่สุดๆเจ้าก็เข้าใจได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าโง่ไม่มากนักเจ้าก็อาจเข้าใจเรื่องบางอย่างได้ในระดับหนึ่ง’
‘โง่? คำก็โง่สองคำก็โง่ ไอ้บ้าเอ้ยแกจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้วโว้ยย! อย่าให้ฉั…..’ วินาทีนั้นสายฝนพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้เขาจึงรีบหยุดสิ่งที่กำลังกล่าวในใจทันที เขาลืมคิดไปเลยว่าเสียงลึกลับมันก็ได้ยินสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาด้วย สายฝนรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที อีกฝ่ายจะทำอะไรเขาหรือไม่? เขายังไม่อยากตายตอนนี้ อีกฝ่ายมีพลังมากกว่าเขามากมายมหาศาลอย่างแน่นอนถ้าอีกฝ่ายคิดสังหารเขามันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของสายฝนจะไร้ค่า เสียงลึกลับไม่ได้ทำอะไรอันตรายกับสายฝน มันทำเพียงแค่พูดด้วยเสียงเย็นชาเล็กน้อย ‘ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเป็น… อืม ถ้าไม่ใช่เพราะข้ากำลังอารมณ์ดีชีวิตน้อยๆของเจ้าคงจะต้องสูญสิ้นด้วยนํ้ามือของข้าผู้นี้ไปแล้ว!’ เสียงนี้นอกจากความเย็นชาเล็กน้อยแล้วมันยังมีแรงกดดันแฝงเอาใว้ด้วย
‘แข็งแกร่งมาก!’ สายฝนตกใจอีกครั้งเมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันจากเสียงลึกลับ แรงกดดันนี้แข็งแกร่งมาก! ในชีวิตนี้ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันแข็งแกร่งขนาดนี้ ทว่าโชคดีถึงแม้แรงกดดันจากเสียงลึกลับจะแข็งแกร่งแต่มันก็ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเขาแม้แต่น้อย สายฝนเชื่อว่าด้วยแรงกดดันระดับนี้มันสามารถสังหารระดับสี่หรือระดับห้าได้อย่างง่ายๆเลยหากมันต้องการ ถ้ามันอยากสังหารเขามันคงทำไปนานแล้ว ไม่เสียเวลามาจนถึงตอนนี้หรอก
แน่นอนนี่เป็นเพียงความเชื่อของสายฝนเท่านั้น เขาไม่เคยเจอระดับสี่หรือระดับห้ามาก่อนดังนั้นจึงไม่รู้ความแข็งแกร่งที่แน่ชัดของระดับสีและระดับห้า เพราะถ้าสายฝนรู้เขาจะไม่มีทางเชื่ออย่างงั้นแน่ เพราะถ้าเขาเชื่ออย่างงั้นมันก็เท่ากับว่าดูถูกแรงกดดันจากเสียงลึกลับเกินไป แรงกดดันที่สายฝนสัมผัสได้นั้นความจริงแล้วมันสามารถสังหารระดับเจ็ดได้อย่างง่ายๆเลยต่างหาก และคิดดูว่าความแข็งแกร่งของแต่ละระดับนั้นห่างกันแค่ไหน แค่คิดก็รู้แล้วว่าสิ่งที่สายฝนเชื่อน่ะดูถูกแรงกดดันนี้เกินไป
---
บทที่ 63 เสียงลึกลับ (1)