ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 35 หนังสือหมั้นหมายเล่า

    “ระวัง!”

    เพียะ! ปัง!

    แส้หวดฟาดกระแทกใส่โต๊ะของฮวาชิงเหยียนจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ 

    ฮวาชิงเหยียนเบี่ยงตัวหลบออกไปได้ทันท่วงที

    จ้าวหลิงเฟิงไม่ได้ขัดขวางจวินอู๋ย่าแม้แต่น้อย เขาเพียงถอยไปยืนข้างๆ เหล่าคุณชายจากตระกูลใหญ่ แล้วร่วมชมเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างใจเย็น

    ฝูงชนที่มุงดูต่างพากันแตกกระจายออกจากบริเวณทันทีด้วยความตกใจ ส่วนต้าโถวกับพวกแม้จะโกรธแต่ก็ไม่กล้าเข้าขวาง ด้วยทั้งฐานะขององค์หญิงเจ็ด และฝีมือระดับหกของนางซึ่งสูงกว่าพวกเขาถึงสามขั้น

    พวกเขารีบเข้าไปในร้านเพื่อไปตามผู้ดูแลร้านหลิน หวังว่าท่านผู้ดูแลจะช่วยขอร้ององค์หญิงเจ็ดไว้ได้บ้าง เพราะดูแล้ววันนี้ฮวาชิงเหยียนคงหนีเคราะห์กรรมไม่พ้น

    ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ณ ห้องส่วนตัวชั้นบนของโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากเงินกำลังนั่งจิบชาอยู่เบื้องหลังหน้าต่าง บรรยากาศสงบนิ่ง แววตาคมลึกของเขามองเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างไร้อารมณ์ ราวกับเป็นเพียงผู้ชมคนหนึ่ง

    หากอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ คงสังเกตเห็นแน่ชัดว่า...ทุกคราที่แส้ขององค์หญิงเจ็ดกำลังจะฟาดใส่ร่างของฮวาชิงเหยียน ชายหน้ากากเงินผู้นั้นจะหยุดมือชั่วขณะ และราวกับพร้อมจะขว้างถ้วยชาออกไปได้ทุกเมื่อ

    ส่วนฮวาชิงเหยียนกลับสามารถหลบการโจมตีได้ทุกครั้งอย่างเหลือเชื่อ ราวกับมีสัญชาตญาณลึกล้ำคอยเตือน

    แต่เดิมทุกคนล้วนคิดว่าฮวาชิงเหยียนต้องถูกฟาดตายไปแล้วเป็นแน่ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับโชคดีอย่างน่าประหลาด เพราะนางสามารถหลบหลีกแส้ขององค์หญิงเจ็ดได้ทุกครั้ง

    จ้าวหลิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามั่นใจว่าฮวาชิงเหยียนไม่มีพลังปราณ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่านางรับมือทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งผู้กุมความเหนือกว่าไว้อยู่

    “ฮวาชิงเหยียนคนไร้ค่า! หากยังกล้าหลบอีกข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บหนักกว่าเดิมแน่!”

    จวินอู๋ย่าที่ฟาดแส้ไม่ถูกเลยสักครั้งเดือดดาลอย่างยิ่ง

    ฮวาชิงเหยียนกลับหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “หากองค์หญิงไม่อยากให้ข้าหลบ เช่นนั้นข้าก็คงต้องรับไว้ด้วยความเต็มใจแล้ว”

    ทันทีที่ฮวาชิงเหยียนพูดจบก็คว้าแส้ของจวินอู๋ย่าไว้ได้อย่างแม่นยำ

    จวินอู๋ย่ารู้สึกได้ว่าแส้ถูกกระตุกแรงจนนางเกือบเสียหลักล้มลง จึงออกแรงดึงกลับพลางตวาดเสียงดังลั่น “ฮวาชิงเหยียน! เจ้าปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ!”

    ฮวาชิงเหยียนหัวเราะเยาะเย้ย ก่อนสะบัดแส้ในมือตอบโต้กลับไป

    “โอ๊ย! เจ็บนะ!” จวินอู๋ย่ากรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด รู้สึกถึงแรงนั้นสะเทือนจนชาไปถึงข้อศอก นางจึงเผลอปล่อยมือโดยไม่รู้ตัว

    ฮวาชิงเหยียนออกแรงดึงแส้เข้าหาตนเอง ลองสะบัดเบาๆ ตรวจสอบความยืดหยุ่น ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ถึงจะหนักไปหน่อย แต่ก็ถือว่าใช้ได้ ข้าคงต้องรับไว้ก่อนละนะเจ้าคะ”

    ฮวาชิงเหยียนพูดจบ แววตาพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน ก่อนจะสะบัดแส้ไปทางองค์หญิงเจ็ดด้วยแรงมหาศาลในทันที

    จวินอู๋ย่าชะงักงันไปชั่วขณะ เบิกตามองแส้ที่ฟาดตรงเข้าหาตัวด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทัน ด้วยขยับกายหลบไม่ทัน จึงทำได้เพียงกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว “กรี๊ดดดด!”

    ทว่า...ความเจ็บปวดที่ควรจะกระแทกใส่กลับไม่มาเยือน นางลืมตาขึ้นอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะเห็นแผ่นหลังในอาภรณ์สีขาวกว้างของบุรุษผู้หนึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้า แผ่นหลังนั้นมั่นคงจนให้ความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยโดยไม่รู้ตัว

    “พี่หลิงเฟิง” จวินอู๋ย่าเอ่ยเสียงแผ่วด้วยดวงตาเคลิบเคลิ้ม

    ใบหน้าของจ้าวหลิงเฟิงกลับเคร่งขรึม เขากำแส้ในมือของฮวาชิงเหยียนแน่น แอบใช้พลังดึงหวังแย่งมา แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าแรงของนางมหาศาลผิดคาด เขาใช้พลังถึงสามส่วนแล้วยังไม่อาจเขยื้อนได้

    ต้องรู้ก่อนว่าผู้ที่มีฝีมือระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดในแคว้นนี้นอกจากเขาแล้ว ก็มีเพียงอ๋องเก้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงเขาได้

    ระหว่างที่เขากำลังตกตะลึง ฮวาชิงเหยียนก็สะบัดแส้จนแรงสะท้อนกลับไปอีกครา 

    จ้าวหลิงเฟิงรู้สึกมือนั้นชาไปชั่ววูบ ก่อนจะนิ้วคลายออกโดยไม่รู้ตัว

    รู้ตัวอีกทีแส้ก็หลุดจากมือไปเสียแล้ว ใบหน้าของเขาบึ้งตึงทันที ใครจะคิดว่าแส้เส้นนั้นจะฟาดกลับมาอย่างฉับพลันราวสายฟ้าแลบ

    จ้าวหลิงเฟิงรีบพาจวินอู๋ย่าหลบออกไปในทันที ทว่าเขากลับรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยที่หนังศีรษะ ที่แท้ก็เพราะมีเส้นผมบางส่วนหลบแส้ของฮวาชิงเหยียนไม่พ้น จึงถูกตวัดกระชากหลุดติดไปด้วย

    เขายังเห็นอีกว่า ฮวาชิงเหยียนหยิบเส้นผมที่เกี่ยวติดไปออกมาจากปลายแส้ ก่อนจะเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างไม่แยแส

    สีหน้าของจ้าวหลิงเฟิงมืดครึ้มลงทันที ผลักองค์หญิงเจ็ดที่ยืนเคลิบเคลิ้มออกห่างจากตัว ดวงตาเปล่งประกายแววสังหาร เขาจับด้ามกระบี่ที่อยู่ตรงเอวก่อนจะชักออกจากฝักช้าๆ

    ด้านชั้นสามของโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม หลังชายสวมหน้ากากเงินที่นั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างเห็นภาพฮวาชิงเหยียนเก็บเส้นผมของชายอื่นไว้ในอกเสื้อ มือที่ถือถ้วยชาก็กำแน่นเล็กน้อย ถึงจะกำด้วยแรงเพียงนิด ทว่าถ้วยชากลับแหลกสลายเป็นผงในชั่วพริบตา

    เด็กรับใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างกายเห็นดังนั้นก็รีบยื่นผ้าเช็ดมือ พร้อมเทน้ำชาใส่ถ้วยหยกอีกใบให้ใหม่

    ชายหน้ากากเงินรับถ้วยชามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง หากแต่สายตาที่มองไปยังจ้าวหลิงเฟิงนั้นคมดุจปลายมีด

    จ้าวหลิงเฟิงซึ่งไม่ได้รับรู้ถึงสายตาอำมหิตที่จับจ้องมาจากอีกฝั่ง ชักกระบี่ออกจากฝักจนเสียงแหลมสูงดังแหวกอากาศสะท้านไปทั่วบริเวณ

    “กระบี่สะท้าน! กระบี่ของคุณชายจ้าวเป็นอาวุธระดับแปด!”

    “จบเห่แล้ว! คราวนี้นักหลอมโอสถฮวาไม่รอดแน่ คุณชายจ้าวฝีมือระดับก่อแก่นปราณสูงสุด ซ้ำยังมีอาวุธระดับแปด เพียงดาบเดียวก็ฟันคนขาดเป็นสองท่อน!”

    จ้าวหลิงเฟิงจ้องฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาเย็นชา พลางกล่าวอย่างยโส “เจ้ากำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว! วันนี้คุณชายผู้นี้จะผดุงความยุติธรรมเอง!”

    ฮวาชิงเหยียน “...”

    ข้ากำเริบเสิบสาน? สมองของจ้าวหลิงเฟิงโดนสัตว์อสูรเหยียบมาหรือไร คนที่กำเริบเสิบสานก่อนคือไม่ใช่พวกเขาหรือ

    ฮวาชิงเหยียนแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชกับความไร้ยางอายของจ้าวหลิงเฟิงและพรรคพวก ทว่านางไม่มีเวลาแม้แต่จะหัวเราะ เพราะร่างของจ้าวหลิงเฟิงหายวับไปในพริบตา ขณะที่ความรู้สึกตื่นตระหนกแล่นวาบขึ้นในใจ ด้านหลังก็ปรากฏแรงกดดันรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก นางรีบพลิกกายหลบไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณ

    ปัง!

    กระบี่ของจ้าวหลิงเฟิงฟาดลงพื้นจนแผ่นหินปูทางแยกเป็นรอยลึกหลายฉื่อ [1]  

    ฝูงชนที่มุงดูถึงกับเย็นวาบไปทั้งร่าง หากกระบี่เล่มนั้นฟาดลงบนร่างของฮวาชิงเหยียนจริงๆ นางคงถูกผ่าเป็นสองท่อนไปแล้ว

    ฮวาชิงเหยียนมองรอยแยกบนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้วยไม่คาดคิดว่าผู้ฝึกตนของโลกนี้จะทรงพลังถึงเพียงนี้ นางยังไม่ทันคิดอะไรต่อ กระบี่ของจ้าวหลิงเฟิงก็พุ่งเข้ามาตรงหน้านางอีกครั้ง!

    ฮวาชิงเหยียนตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึง

    เร็วเกินไปแล้ว!

    กระบี่นี้...นางหลบไม่พ้น!

    ฮวาชิงเหยียนรู้สึกได้ถึงเงามรณะอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าอีกไม่ถึงเสี้ยววิวิญญาณของนางจะถูกพรากไป

    ไม่! ข้าไม่ยอม! ได้โอกาสเกิดใหม่ทั้งที จะตายตอนนี้ได้อย่างไร หรือหากจะตาย ก็ต้องลากเขาลงนรกไปด้วย!

    ฮวาชิงเหยียนโคจรพลังจิตทั้งหมดอย่างบ้าคลั่ง ถึงศีรษะจะราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทงจนแทบสิ้นสติ แต่ยังไม่ลืมใช้พลังจิตจู่โจมใส่จ้าวหลิงเฟิงกลับไป!

    ปัง! โครม!

    เสียงกระบี่กระทบพื้นกับเสียงโลหะตกกระแทกดังสนั่น 

    จ้าวหลิงเฟิงคำรามด้วยเสียงเย็นยะเยือก “ใคร! ออกมาเดี๋ยวนี้!”

    เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนศีรษะถูกเข็มแหลมแทงอย่างแรงจนปวดร้าว ในเวลาเดียวกัน ยันต์ป้องกันที่ติดตัวไว้พลันร้อนผ่าวขึ้นมา เขารู้ทันทีว่าตนเพิ่งรอดชีวิตมาอย่างหวุดหวิด มิฉะนั้นคงต้องตายตกไปแล้ว

    แต่เขามองผู้ที่โจมตีไม่เห็นแม้เพียงเงา

    หรือว่ามีผู้สูงส่งจากแคว้นหลงลี่ปรากฏตัวขึ้นแล้ว? 

    สีหน้าของจ้าวหลิงเฟิงมืดหม่นลงทันตา

    ตอนผู้คนที่ยืนมุงอยู่ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นฮวาชิงเหยียนนอนนิ่งบนพื้น มุมปากมีเลือดไหลซึมโดยมีกระบี่ของจ้าวหลิงเฟิงตกอยู่ข้างกายนาง อีกทั้งรอบกระบี่นั้นยังเต็มไปด้วยผงฝุ่นที่แตกละเอียดจนดูไม่ออกว่าเดิมเป็นสิ่งใด

    หากคนสนิทของชายหน้ากากเงินอยู่ที่นี่ คงกล่าวว่าผงฝุ่นนี้ไม่ต่างจากถ้วยหยกที่นายของเขาบีบจนแหลกไปก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย

    “โอ้ ทำไมคนเยอะเช่นนี้เล่า”

    ขณะจ้าวหลิงเฟิงกวาดสายตาเย็นเยียบไปรอบๆ ก็มีเสียงเจือด้วยความยียวนดังขึ้นจากฝูงชน

    ทันทีที่ฝูงชนแหวกทางให้ ก็เห็นอ๋องเก้าในอาภรณ์สีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินเข้ามาพร้อมเหล่าองครักษ์อย่างไม่เร่งร้อน

    เมื่ออ๋องเก้าเห็นฮวาชิงเหยียนนอนนิ่งอยู่กับพื้นก็เลิกคิ้วด้วยความฉงน ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังชั้นสามของโรงน้ำชาอีกฝั่งอย่างสงสัย

    “แปลกนัก...พี่สะใภ้เจ็ดบาดเจ็บจนสลบไป แล้วพี่เจ็ดของข้าไปไหนเล่า หรือว่าไม่ได้อยู่ในโรงน้ำชา? แต่เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปจวนเขา ก็ไม่เห็นว่า...”

    “ท่านอาเก้า!”

    เมื่อจวินอู๋ย่าเห็นอ๋องเก้า นางก็ตรงเข้ามากอดแขนเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น

    อ๋องเก้าชะงักเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มกล่าวอย่างสนิทสนม

    “อา...อู๋ย่าเองหรือ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

    จวินอู๋ย่าได้ยินเขาถามเช่นนั้นก็สะบัดหน้าแล้วพูดด้วยท่าทีฮึดฮัด “ท่านไม่รู้หรือว่าฮวาชิงเหยียนผู้นั้นหน้าด้านแค่ไหน! นางกล้าใช้ชื่อเสียงของพี่เย่ว์โหรวมาหลอกชาวบ้าน ข้ากับพี่หลิงเฟิงก็เลยลงโทษนางโดยจะตีให้ขาหัก จากนั้นค่อยลากนางไปขออภัยพี่เย่ว์โหรว ดีนักที่ท่านมา ท่านช่วยสั่งให้ทหารตีขานาง แล้วลากนางไปให้พี่เย่ว์โหรวด้วยกันได้หรือไม่!”

    อ๋องเก้าได้ยินคำพูดไร้เดียงสาแต่ช่างยั่วโมโหนั้นก็แทบอยากฟาดนางให้สลบ เขาคิดในใจ 

    จวินอู๋ย่านี่กล้าหาญเกินคนจริงๆ ใจกล้ารังแกคนของพี่เจ็ดไม่พอ ยังดึงข้าไปเป็นพวกอีก! หากพี่เจ็ดมาเห็นเข้า ข้าจะไม่โดนหั่นเป็นหมื่นชิ้นหรือ!

    สีหน้าของอ๋องเก้าพลันเคร่งขรึม เขากล่าวตักเตือนอย่างจริงจัง “อู๋ย่า เจ้าเอ่ยถ้อยคำอันโหดร้ายเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร เจ้าเป็นใคร จำฐานะตนเองได้หรือไม่ แล้วนี่เจ้าลอบหนีออกจากวังมาอีกแล้วใช่หรือไม่ หากพี่ชายเรารู้เข้า เจ้าไม่รอดแน่ รีบกลับวังไปเสียเถิด”

    จวินอู๋ย่าเหลือบมองจ้าวหลิงเฟิงอย่างเสียดาย แล้วแสร้งกล่าว “แล้วฮวาชิงเหยียนคนไร้ค่าผู้นั้นเล่า จะปล่อยนางไว้เฉยๆ หรือ”

    “เงียบ! เจ้าจะเรียกผู้อื่นว่า ‘คนไร้ค่า’ ส่งเดชเช่นนี้ไม่ได้! กลับวังเดี๋ยวนี้!”

    จ้าวหลิงเฟิงประสานมือคารวะอ๋องเก้า พลางกล่าวเสียงนุ่ม “จริงอย่างที่อ๋องเก้ากล่าว องค์หญิงเจ็ดกลับวังก่อนเถิด ข้าน้อยไม่ได้จะไปไหน หากองค์หญิงอยากพบก็ยังมีโอกาสอีกมากขอรับ”

    จวินอู๋ย่าซึ่งหน้าแดงระเรื่อก้มหน้ารับคำอย่างเขินอาย

    “ชะ...เช่นนั้นพี่หลิงเฟิงช่วยไปส่งข้าที่วังได้หรือไม่”

    จ้าวหลิงเฟิงยิ้มบางอย่างสุภาพ ก่อนจะตอบอย่างอ่อนโยน “เป็นเกียรติของข้าน้อยขอรับ”

    เขากล่าวจบก็เดินไปเก็บกระบี่โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองฮวาชิงเหยียนซึ่งนอนนิ่งอยู่ จากนั้นเดินไปส่งจวินอู๋ย่าทันที

    พวกต้าโถวรีบวิ่งเข้ามาพยุงฮวาชิงเหยียนเข้าไปในร้าน

    อ๋องเก้าเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ก้าวตามไป เพียงเงยหน้ามองโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามอีกครั้งด้วยความฉงน แล้วก็พบว่าสายตาของพี่เจ็ดของเขายังคงจ้องมองฮวาชิงเหยียนที่กำลังถูกหามเข้าไป

    อ๋องเก้าจึงทะยานขึ้นไปยังชั้นสามในทันที

    “พี่เจ็ด ท่านชอบนางจริงหรือไม่ เหตุใดถึงปล่อยให้พี่สะใภ้เจ็ดโดนซ้อมจนบาดเจ็บปางตายอยู่ตรงนั้นเล่า ข้าอุตส่าห์ไปเอาหนังสือหมั้นหมายของพี่สะใภ้มาให้ อย่าบอกนะว่าท่านไม่คิดจะแต่งกับนาง? ข้าเจรจากับฮวาฮูหยินเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังบอกว่าวันที่เก้าเดือนหกท่านจะไปรับตัวพี่สะใภ้เข้าจวนไปแล้วด้วย!”

    อ๋องเจ็ดเหลือบตาอันลุ่มลึกมองน้องชายพลางเอ่ยด้วยเสียงเย็นช้า “หนังสือหมั้นหมายเล่า”

    อ๋องเก้าไม่รู้ว่าพี่ชายกำลังคิดสิ่งใด จึงรีบหยิบหนังสือหมั้นหมายส่งไปให้โดยไม่ลังเล ทว่ากลับจับจ้องของในมือพี่ชายอย่างตื่นตระหนก ราวกับกลัวว่าเขาจะฉีกทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น

     

    เชิงอรรถ^ฉื่อ เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ 33 เซนติเมตร 

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294