จอมอักขระ จ้าวศาสตรา

    บทที่ 52 เงาลึกลับใต้สายน้ำ

    เอี้ยเสวียนยืนท่ามกลางกองเลือดและซากศพดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นพลังปราณในร่างเริ่มปะทุขึ้นอย่างไม่มีการควบคุม

    "พวกเจ้า..." เสียงของเขาเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง"จะต้องชดใช้!!"

    "ขู่อะไรกัน?"เฮา เฉียงหัวเราะ "เจ้าแค่เด็กหนุ่มบาดเจ็บไม่มีใครช่วย"

    แต่เสียงหัวเราะของเขาหยุดลงเมื่อเห็นพลังปราณสีฟ้าแดงระเบิดออกมาจากร่างของเอี้ยเสวียน

    "นี่มันอะไร?!"เฮา เฉียงสะดุ้ง

    เปลวไฟหยินหยางและพลังปราณสีฟ้าแดงระเบิดออกมาจากร่างของเอี้ยเสวียนรัศมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปมากกว่าหนึ่งลี้รอบตัวของเอี้ยเสวียน

    ทุกสิ่งที่อยู่ในขอบเขตพลังถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตานักฆ่าทั้งหมดที่ล้อมรอบอยู่กลายเป็นฝุ่นผงทันที

    พื้นดินสั่นสะเทือน ราวกับสวรรค์และปฐพีโกรธเกรี้ยวเปลวไฟสีฟ้าแดงลุกท่วมไปทั่วบริเวณ

    "ไม่?เป็นไปไม่ได้?ทำไมเจ้าถึงยังมีพลังขนาดนี้ ..." เฮา เฉียงกรีดร้องก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน

    หลังจากระเบิดพลัง เอี้ยเสวียนรู้สึกว่าพลังปราณในร่างสูญหายไปหมดร่างกายของเขาทรุดฮวบตกลงไปในแม่น้ำอันลึก

    "ข้าเสียใจที่ช่วยพวกท่านไม่ได้! ข้าขอโทษ." เขาพึมพำก่อนจะจมหายไปในความมืด

    ใต้ผิวน้ำ กระแสน้ำวนขนาดใหญ่ดูดร่างของเอี้ยเสวียนลงไปในส่วนลึกก้นแม่น้ำแต่ทันใดนั้น ฟองอากาศขนาดใหญ่สีทองเรืองรองปรากฏขึ้น ครอบร่างของเขาไว้

    ที่ก้นแม่น้ำ ฟองอากาศสีทองเรืองรองห่อหุ้มร่างของเอี้ยเสวียนไว้ราวกับปกป้องรอคอยการตื่นขึ้นอีกครั้ง

    เหนือผิวน้ำ ไฟที่เอี้ยเสวียนปล่อยออกมายังคงลุกโชนอยู่ป่าไผ่ริมแม่น้ำถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น เหลือแต่เถ้าถ่านสีดำ

    แสงจันทร์ส่องลงมาบนผิวน้ำ ลึกลงไปใต้ผิวน้ำที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ร่างของเอี้ยเสวียนนอนนิ่งในความเงียบสงัดใบหน้าสงบราวกับคนที่หลับไหล แต่ภายในร่างกายพลังอันลึกลับกำลังหลั่งไหลและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิด

    และใต้ก้นแม่น้ำ ฟองอากาศทองคำยังคงปกป้องร่างของเอี้ยเสวียนไว้ กลิ่นอายของมังกรเจียวโบราณแผ่กระจายออกมาสัตว์ร้ายในน้ำต่างพากันหลบหนี ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

    บทที่ 51 เงาพรายใต้สายน้ำ

    ใต้ผิวน้ำที่เย็นยะเยือกของแม่น้ำลึกร่างของเอี้ยเสวียนนอนนิ่งราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความลึกลับแห่งโบราณกาลฟองอากาศสีทองที่ล้อมรอบเขานั้นเปล่งประกายระยิบระยับแสงสีทองละอ่อนลอยละลิบในสายน้ำมืดมิด ราวกับดวงดาวเดียวในความมืดมิดไร้ขอบเขต

    กลิ่นอายแห่งมังกรเจียวโบราณแผ่ซ่านออกมาจากฟองอากาศนั้นไม่ใช่เพียงแค่พลังงานแต่เป็นการประกาศอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วก้นแม่น้ำสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในห้วงน้ำลึกต่างรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรถูกล่วงล้ำ

    ปลายักษ์สีดำที่เคยครองอาณาจักรใต้น้ำอย่างเย่อหยิ่งปลานิ้วที่หนาเท่าต้นไผ่ใหญ่ พลันสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวไปทั่วร่างกายมันรีบว่ายหนีไปซ่อนตัวใต้โพรงหินที่ไกลที่สุดไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง

    งูน้ำโบราณที่อยู่มากว่าห้าร้อยปี เจ้าแห่งน่านน้ำนี้มาช้านานร่างยาวสิบห้าเมตร เกล็ดดำแวววาวราวกับเหล็กผลิตแต่ขณะนี้กลับต้องขดตัวซ่อนอยู่ในซอกหินลึก ใต้ท้องน้ำแม้แต่การหายใจยังต้องระวังระไวกลัวเสียงจะไปรบกวนความศักดิ์สิทธิ์ของฟองอากาศทองคำนั้น

    สัตว์ร้ายจิตวิญญาณที่มีแต่ความโลภโมหะและความต้องการการฆ่าล้างผู้อื่นยังต้องหยุดนิ่งไปหมด พลังชีวิตทั้งหมดของพวกมันราวกับถูกหยุดการเต้นของหัวใจก่อนที่จะเริ่มล้อมรอบบริเวณที่เอี้ยเสวียนนอนอยู่เสมือนองค์รักษ์ที่คอยคุ้มครองอยู่ห่างๆ

    น้ำแม่น้ำเองก็ดูเหมือนจะมีความรู้สึกสายน้ำเย็นเยียบไหลผ่านร่างของเอี้ยเสวียนอย่างนุ่มนวล ไม่กล้าแรงเกินไปราวกับเป็นมือที่ระมัดระวังของที่ดูแลลูกป่วยการเคลื่อนไหวของน้ำทุกหยดต่างมีจังหวะที่ประหลาดราวกับกำลังขับร้องบทเพลงบูชาใส่ผู้ยิ่งใหญ่

    ท่ามกลางความเงียบงันอันศักดิ์สิทธิ์ของก้นแม่น้ำ ความมืดมิดที่ครอบคลุมไปทั่วแต่เป็นความมืดมิดที่ดูเหมือนความมืดก่อนที่รุ่งเช้าจะคืบคลานเข้ามาเป็นความมืดที่มีชีวิตจิตใจ เริ่มเคลื่อนไหวอย่างประหลาดจากจุดหนึ่งในน้ำลึกที่สายตาไม่อาจทะลุถึง เงาดำรูปร่างคล้ายหมอกควันเริ่มไหลซึมเข้ามาอย่างช้าๆ

    เงาดำนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตามองด้วยสายตาธรรมดาได้ มันเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างการมีตัวตนและการไม่มีตัวตนระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการ ทุกการเคลื่อนไหวของมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจราวกับน้ำที่ไหลขึ้นสูง หรือควันไฟที่ลอยลงต่ำ

    เงาดำนั้นเคลื่อนไหวเป็นวงกลมรอบฟองอากาศทองคำในทุกรอบที่มันเคลื่อนผ่าน แสงทองจะริบหรี่ลง ราวกับพระจันทร์ที่ถูกเมฆปิดบังแต่ไม่ใช่การปิดบังที่เป็นศัตรูกันเป็นการเคลื่อนไหวที่สื่อถึงความรู้จักและความเคารพอย่างลึกซึ้ง

    เงาดำนั้นเริ่มยื่นส่วนหนึ่งของตัวเองออกมาสัมผัสผิวของฟองอากาศในตอนแรก ฟองอากาศดูเหมือนจะต้านทาน แสงทองเป็นริปผุดรุนแรงขึ้นแต่เมื่อเงาดำไม่แสดงเจตนาร้าย ฟองอากาศจึงค่อยๆ ให้เงาดำซึมผ่านเข้าไปข้างใน

    ในขณะที่เงาดำเคลื่อนผ่านเข้าไปในฟองอากาศสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการผสมผสานแสงทองและความมืดมิดเริ่มหมุนวนรอบกัน กลายเป็นลาดเสียงที่ซับซ้อนและสวยงามราวกับการเต้นรำของลมและฝน ของไฟและน้ำ

    เงาดำแผ่ขยายออกมาครอบคลุมร่างของเอี้ยเสวียนไม่ใช่การปิดบังหรือการครอบงำ แต่เป็นการสัมผัสที่ระมัดระวังและนุ่มนวลราวกับผ้าห่มที่อบอุ่นในคืนหนาว หรือแสงแรกของรุ่งอรุณที่ค่อยๆ ลูบไล้ใบไม้

    คลื่นพลังเย็นยะเยือกแต่ไม่ใช่ความเย็นที่ทำให้หนาวเป็นความเย็นที่ทำให้สงบ ทำให้ใจเป็นสุข เริ่มแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเอี้ยเสวียนลึกลงไปในห้วงความคิดและความทรงจำที่ไม่เคยเปิดให้ใครได้เห็น

    เงาดำเริ่มเดินทางย้อนแม่น้ำแห่งกาลเวลา เดินเข้าไปในจิตวิญญาณของเอี้ยเสวียนทุกการเคลื่อนไหวนั้นนุ่มนวลและระมัดระวัง ไม่เหมือนการบุกรุกหรือการสืบสวนแต่เป็นการเดินทางเพื่อดูทิวทัศน์ต่างๆข้างทาง

    ในห้วงจิตของเอี้ยเสวียน ภาพความทรงจำเริ่มฉายผ่านเป็นเสี้ยวๆราวกับชิ้นส่วนของกระจกที่แตกกระจายแต่ละภาพเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เข้มข้นและสดใส

    ภาพแรกคือความโดดเดี่ยวในวัยเยาว์ เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในสนามฝึกสูงล้อมรอบด้วยคนในตระกูลถึงแม้ว่าตนเองจะมีพรสวรรค์สูงสุด ใต้แสงแดดที่ร้อนระอุเขายังคงฝึกฝนต่อไป แม้เมื่อผู้อื่นเลิกไปแล้ว แม้เมื่อครูมองข้ามแม้เมื่อทุกคนบอกว่าเขาไม่มีความสามารถ

    ภาพที่สองคือความโกรธและเศร้าเสียใจจากการที่คนในตระกูลต่างพากันสละชีวิตเพื่อปกป้องเกียรติของตนและการแก้แค้นที่ทำให้เกิดความโกลาหลไปทั่วของตนในการแข่งขัน ใจเขาไม่โกรธแค้นเขาคิดถึงแต่วิธีที่จะทำให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก

    ภาพที่สามคือการต่อสู้ที่ด่านซีเหมินการสูญเสียปรมาจารย์ฟ่งจิ้นและความสิ้นหวังจากการต่อสู้กับผู้ที่เหนือกว่าไปจนถึงการเผชิญหน้ากับจอมปีศาจอย่างไม่ยอมแพ้และการที่พิทักษ์เมืองเติ่งเซิ่งไว้ได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังคงทำให้เค้าเสียใจอยู่

    ภาพที่สี่คือการสูญเสียของเหล่าองค์รักษ์ที่พยายามปกป้องตนเองจากบรรดานักฆ่าของหอหมื่นโลหิตและในขณะที่ตนเองสิ้นหวังขาดสติได้ระเบิดพลังที่ไม่สามารถควบคุมได้ออกมา

    เงาดำที่เฝ้าสังเกตภาพเหล่านี้ เริ่มมีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปตอนแรกมันเป็นเพียงผู้เสาะหาผู้สืบทอด แต่ยิ่งเห็นจิตวิญญาณของเอี้ยเสวียนมันยิ่งเข้าใจว่าทำไมความสะเทือนใจจึงพาตัวเองมาถึงจุดนี้

    ท่ามกลางความเงียบงันของห้วงจิต เสียงหนึ่งเริ่มดังขึ้นอย่างช้าๆไม่ใช่เสียงที่ดังจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เป็นเสียงที่ก้องสะท้อนจากทุกทิศทางราวกับเสียงที่ดังออกมาจากจิตวิญญาณของเอี้ยเสวียนเอง

    "เด็กคนนี้..."

    เสียงนั้นเก่าแก่ ราวกับดังมาจากกาลเวลาอันแสนไกลเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่สะสมมาเนิ่นนานจนแม้แต่เจ้าของเสียงยังไม่สามารถจดจำได้แต่ในกระแสเสียงที่ดูมีความอบอุ่นแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และความเผด็จการที่ซ่อนอยู่

    "ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นอดีตของข้าในห้วงอดีตของเขา...อดีตของข้าก่อนที่ข้าจะกลายเป็นผู้ทำลาย...ปรากฏขึ้นกับเขาอีกครั้ง"

    เสียงนั้นพูดต่อไป ความเศร้าและความเสียใจแทรกซึมในทุกคำพูด "เด็กคนนี้มีใจที่บริสุทธิ์เหมือนข้าในอดีต มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผู้อื่นไม่ใช่เพื่อการแก้แค้น ไม่ใช่เพื่อความโลภโมหะ...เขาคือสิ่งที่ข้าควรจะเป็น"

    เงาดำเริ่มเข้มข้นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ ปรับรูปร่างของตัวเองกลายเป็นเงาคลื่นไสยาสน์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ และในที่สุดก็ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่ม

    เสียงนั้นออกมาจากเงาร่างที่ปรากฏใหม่ "ข้าคิดว่า...บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่ข้าได้รับการให้โอกาสครั้งที่สองผ่านมือของเขา"

    ในห้วงความคิดที่มืดมิดของเอี้ยเสวียนซึ่งเป็นดินแดนแห่งความฝันและความทรงจำ แสงสีแดงเริ่มส่องประกายขึ้นจากจุดหนึ่งไฟสีแดงนั้นไม่ใช่ไฟแห่งความรุนแรง แต่เป็นแสงแห่งความเศร้าและความรำลึก

    เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นกลางแสงสีแดงที่ค่อยๆ สว่างขึ้นชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ปักด้วยลายเก้าเมฆ สีหน้าสุภาพสงบดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดา แต่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเศร้าอันลึกซึ้งความเศร้าที่ไม่ใช่ของคนธรรมดา

    ผมดำยาวของเขาลอยใต้แสงสีแดงอย่างนุ่มนวล ใบหน้าขาวซีดแต่งดงามทุกส่วนของร่างกายดูเหมือนสมบูรณ์แบบ แต่ก็มีความเศร้าที่ซึมซับไปทุกส่วนความเศร้าที่ไม่ใช่ของมนุษย์ธรรมดาแต่เป็นความเศร้าของผู้ที่เคยมีทุกสิ่งแล้วสูญเสียไป

    ชายหนุ่มผู้นั้นค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะที่หน้าอก ตรงตำแหน่งที่หัวใจอยู่แล้วยิ้มบางๆ ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเหนื่อยหน่าย

    "เจ้าคงสงสัยว่าข้าเป็นใคร" เสียงนุ่มลึกดังขึ้นมีความมั่นใจแต่ก็อ่อนไหว "ข้าคือ...อาชูร่าวิญญาณที่ถูกจองจำระหว่างสวรรค์และปฐพี วิญญาณที่ไม่สามารถขึ้นไปในสวรรค์ได้เพราะบาปที่ข้าสร้างไว้ แต่ก็ไม่ตกนรกได้ เพราะความบริสุทธิ์ที่ข้าเคยมี"

    เขาหยุดพูดชั่วครู่ มองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ "ข้าลอยอยู่ในความว่างเปล่าแห่งการไม่มีที่ไปมานานนับกับกัลป์ เพื่อสำนึกในสิ่งที่ข้าทำและหาหนทางไถ่บาปที่ข้าก่อ"

    แสงสีแดงรอบตัวชายผู้ที่เรียกตนเองว่าอาชูราเริ่มเปลี่ยนแปลงหมุนวนกลายเป็นกระแสน้ำแห่งกาลเวลา ภาพมายาเริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวพวกเขาทุกภาพนั้นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจิตใจ

    "ในยุคบรรพกาลอันไกลโพ้นเมื่อโลกยังแบ่งเป็นดินแดนเก้าอาคม ข้าเคยมีนาม 'ฟางเหยียน' เป็นจักรพรรดิเทพแห่งอัสนีสยบฟ้าผู้ครองพลังสายฟ้าและวายุที่ไม่มีใครเทียบได้"

    ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำและชายหนุ่มในชุดเทพเจ้าสีทองสว่างใส ยืนอยู่กลางอากาศ มือทั้งสองข้างแผ่ออกสายฟ้าสีเงินและสีทองฟาดจากฝ่ามือ ควบคุมเมฆฝนให้กรีดไปตามความต้องการ

    "ข้าไม่ใช่เทพเจ้าที่โหดร้ายข้าใช้พลังของข้าเพื่อปกป้องผู้คนจากสัตว์ร้าย เพื่อนำสายฝนมาให้พืชผลเพื่อไล่ภัยแล้งออกจากดินแดน"

    ภาพเปลี่ยนเป็นฉากที่สวยงาม ชาวบ้านเล็กๆ ยืนขอบคุณใต้ท้องฟ้าข้าวโพดและข้าวสาลีสีทองเต็มไป ผู้คนมีหน้าตาแจ่มใส เด็กๆวิ่งเล่นในสนามหญ้าเขียวชอุ่ม

    "ข้าใช้ชีวิตอย่างสันติในตำหนักเก้าชั้นฟ้า ข้างๆ ข้าคือซูเหยียน ชายาผู้งดงามที่ข้ารักยิ่งกว่าชีวิตและยู่เอ๋อร์ บุตรชายตัวเล็กที่ยิ้มแย้มเสมอ"

    ภาพจิตรนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้หญิงสวยงามในชุดสีฟ้าอ่อนผมดำยาวแสงใสปล่อยมาจุกนัก ใบหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักเธอกอดเด็กชายตัวเล็กไว้ในอ้อม เด็กชายนั้นหัวเราะใสใสตาที่กลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

    "ข้าคิดว่าความสุขนั้นจะคงอยู่ตลอดไปข้าผิด..."

    เสียงของอาชูราเริ่มมีความหดหู่ ภาพมายาเริ่มเปลี่ยนสีจากสีสวยงามเป็นสีเทามืด

    "แล้วพวกมันก็มา...จอมมารแห่งความโกลาหลพวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา พวกเขาคือความชั่วร้ายที่มาจากนอกโลกสิ่งมีชีวิตที่หิวโหยความเจ็บปวดและการทำลายล้าง"

    ภาพเปลี่ยนเป็นฉากที่น่าสยดสยอง สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีรูปร่างแน่นอนไม่มีใบหน้า เต็มไปด้วยหนาม ตาที่เป็นสีแดงร่วงหล่น ไหลพรูจากบินเข้าโจมตีอาณาจักร

    "ข้าต่อสู้อย่างสิ้นชีวิตข้าใช้พลังสายฟ้าทุกเส้นในร่างกายข้าไม่ยอมให้พวกมันได้ก้าวเข้ามาใกล้ครอบครัว"

    ภาพการต่อสู้ที่รุนแรง ฟ้าร้องดังสะเทือน ดินแตกร้าว ภูเขาพังทลายอาชูราโบกแขนเก็บเก่า สายฟ้าใหญ่ที่มีขนาดเท่าต้นไผ่ยักษ์ฟาดใส่จอมมารทีละร้อยหลายร้อยตัว

    "แต่...ด้วยพวกมันมีจำนวนมากมายอย่างนับไม่ถ้วนทำให้บรรดาเทพสวรรค์ต่างๆไม่สามารถต้านทานได้ ส่วนข้าใช้พลังมากเกินไปข้าไม่ได้ระวังด้านหลัง..."

    ภาพที่เป็นฉากสุดท้าย ในขณะที่อาชูราพุ่งไปข้างหน้า จอมมารเล็กๆตัวหนึ่งเล็ดรอดผ่านไป พุ่งเข้าหาตำหนักที่ชายาและบุตรชายกำลังหลบซ่อน

    "ข้าได้ยินเสียงกรีดร้อง...เสียงของคนที่ข้ารักที่สุดในชีวิต"

    อาชูราหยุดพูดชั่วครู่ ทั้งร่างกายเริ่มสั่นเทาภาพมายารอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด

    "เมื่อข้าหันกลับไป...ข้าเห็นซูเหยียนชายาของข้า กำลังใช้ร่างกายปกป้องยู่เอ๋อร์ บุตรชายของเราเธอถูกทิ่มทะลุหน้าอกด้วยเล็บของจอมมาร เลือดไหลเวียนไปทั่วแต่เธอยังยิ้มให้ข้า...ยิ้มให้ข้าในนาทีสุดท้าย"

    ภาพนั้นชัดเจนแล้วเจ็บปวด ผู้หญิงงดงามที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาขณะนี้เลือดไหลเวียนจากมุมปาก แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจเธอยืนปกป้องเด็กชายตัวเล็กไว้เบื้องหลัง

    "ยู่เอ๋อร์...บุตรชายข้า เขาร้องไห้เขาเรียกพ่อ เขาถามว่าทำไมแม่ถึงไม่ลุกขึ้นมาอีก"

    ภาพเด็กชายตัวเล็กนั่งเฝ้าศพแม่ น้ำตาไหลเวียนไม่หยุดสายตาที่เคยเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น กลายเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนความกลัว และความเศร้า

    "ข้าไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขา...ข้าล้มเหลวในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดข้าไม่ใช่จักรพรรดิเทพ ข้าไม่ใช่ผู้ปกป้องข้าเป็นแค่...ชายคนหนึ่งที่ไม่สามารถปกป้องครอบครัวได้"

    ภาพมายารอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท อาชูราค่อยๆยกมือขึ้นครอบใบหน้า ความเศร้าเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

    "ในวินาทีนั้น...ข้าเปลี่ยนไปความเศร้าที่ลึกซึ้งที่สุดกลายเป็นความโกรธที่รุนแรงที่สุดข้าไม่ได้โกรธแค่จอมมารเท่านั้น ข้าโกรธโลกนี้ ข้าโกรธสวรรค์ที่ไม่ช่วยข้าโกรธตัวข้าเองที่อ่อนแอ"

    "สายฟ้าที่เคยเป็นสีเงินและสีทองเพื่อปกป้องกลายเป็นสายฟ้าสีแดงเลือดเพื่อทำลายล้าง ข้าตะโกนใส่ท้องฟ้าข้าสาบานว่าจะฆ่าจอมมารให้หมดสิ้น แม้จะต้องทำลายโลกทั้งใบ"

    ภาพการต่อสู้ที่เปลี่ยนไปอาชูราที่เคยต่อสู้ด้วยเหตุผลและความระมัดระวัง กลายเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่มีเหตุผลสายฟ้าสีแดงเลือดฟาดไปทั่วท้องฟ้า ไม่แยกแยะว่าเป็นศัตรูหรือพันธมิตร

    "ข้าฆ่าจอมมาร...ทีละร้อย ทีละพันทีละหมื่น แต่ยิ่งฆ่ามากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งต้องการฆ่ามากขึ้นข้าไม่ได้ต้องการความยุติธรรมอีกต่อไป ข้าต้องการการทำลายล้าง"

    "ข้าแผดเผาทุกอย่างเพียงเพราะความคิดเดียวคือใครขวางหน้าข้ามันผู้นั้นคือศัตรู”

    ภาพโลกที่ถูกทำลาย ป่าไผ่ที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นเถ้าถ่านภูเขาที่เคยสูงเสียด กลายเป็นซากปรักหักพัง แม่น้ำที่เคยใสกระจ่างกลายเป็นพื้นดินแห้งแล้ง

    "ข้าไม่ใช่จักรพรรดิเทพอีกต่อไปข้าเป็นอาชูร่า...ผู้ที่ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่ปีศาจข้าเป็นความโกรธที่มีร่างกาย ความแค้นที่มีจิตวิญญาณ"

    "ข้าต่อสู้ไปเรื่อยๆ ฆ่าไปเรื่อยๆทำลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจอมมารตัวสุดท้าย จอมมารสวรรค์ที่เป็นจ้าวมวลมารทั้งปวงมันปรากฏตัวขึ้นมาเผชิญหน้าข้า"

    ภาพการต่อสู้ครั้งสุดท้ายปรากฏขึ้น สัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่มีหัวเจ็ดหัวตาที่เป็นสีแดงเลือด ล้อมรอบด้วยเปลวไฟสีม่วงเข้มเผชิญหน้ากับอาชูราที่ร่างกายล้อมรอบด้วยสายฟ้าสีแดงเลือด

    "การต่อสู้ครั้งนั้น...ข้าใช้พลังทุกอย่างที่มีบดขยี้จนจอมมารสิ้นใจในขณะนั้นเมื่อร่างของมันสลายไปนั้นข้าเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวข้าเต็มไปด้วยสิ่งปรักหักพังซากศพของสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องชีวิตต่างๆสูญสิ้นโลกในสายตาข้ามีแต่เลือดและความโศกเศร้า”

    ภาพพลันหยุดนิ่ง อาชูราที่กำลังมองไปรอบๆตัวพลันหยุดสายตาไปที่จุดๆหนึ่งพร้อมทั้งรำพึงขึ้นมาว่า จ

    "ข้าเห็นพวกเขา...ซูเหยียนและยู่เอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นมาข้างหน้าข้า พวกเขาเศร้า...ไม่ใช่เศร้าที่ถูกฆ่าตายแต่เศร้าที่ข้าเปลี่ยนไป"

    ภาพผู้หญิงงดงามและเด็กชายตัวเล็กที่ปรากฏเป็นวิญญาณใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความรักแต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้าใจ

    "ซูเหยียนถามข้าว่า 'เจ้าคิดว่าการแก้แค้นนี้จะนำสิ่งใดกลับคืนมา?' ยู่เอ๋อร์ถามว่า 'พ่อทำลายโลกไปแล้วแล้วผู้คนจะอยู่ที่ไหน?'"

    "ข้าตอบไม่ได้...ข้าไม่ได้ทำเพื่อพวกเขาข้าทำเพื่อความโกรธของตัวเอง ข้าทำลายทุกสิ่งที่ซูเหยียนรักข้าทำลายโลกที่ยู่เอ๋อร์ควรจะได้เติบโต"

    "ข้าจึงตื่นรู้...ข้าไม่ได้แก้แค้นให้ครอบครัวข้าแค่ปล่อยให้ความโกรธของตัวเองควบคุมจิตใจข้ากลายเป็นสิ่งที่ข้าเกลียดชังที่สุด...ผู้ที่ทำลายผู้บริสุทธิ์"

    ภาพเปลี่ยนเป็นอาชูราที่ยืนอยู่ในความว่างเปล่าล้อมรอบด้วยเศษซากของโลกที่ถูกทำลาย

    "ข้าใช้พลังที่เหลือทั้งหมด...ผนึกตัวเอง...ข้าจองจำตัวเองไว้ในห้วงนิรันดร์ระหว่างความมีอยู่และความไม่มีอยู่ ข้าไม่ควรได้ตาย เพราะข้าต้องลงโทษตัวเองตลอดไปแต่ข้าก็ไม่ควรมีชีวิต เพราะข้าไม่สมควรได้รับพรแห่งการมีชีวิต"

    "ข้าลอยอยู่ในความมืดมิดอย่างเดียวดาย...ไม่มีเสียงไม่มีแสง ไม่มีความรู้สึก มีแต่ความคิดที่ไม่หยุดความคิดถึงบาปที่ข้าสร้างไว้"

    "กาลเวลาที่ผ่านผันไปปีแล้วปีเล่า...ข้าเห็นโลกใหม่เกิดขึ้นเห็นชีวิตใหม่เติบโต เห็นผู้คนที่มีความหวัง แต่ข้าไม่สามารถแตะต้องได้ข้าเป็นเพียงผู้เฝ้าดูจากระยะไกล"

    "ข้าเฝ้าดูผู้คนต่อสู้เพื่อปกป้องผู้อื่นเฝ้าดูพวกเขายิ้มแย้ม เฝ้าดูพวกเขาร้องไห้เฝ้าดูพวกเขาตาย...ทุกครั้งที่ข้าเห็นผู้คนสูญเสียครอบครัวข้าก็คิดถึงซูเหยียนและยู่เอ๋อร์"

    "ข้าอยากจะช่วย...แต่ข้าไม่สามารถข้าถูกผนึกไว้ให้ไม่สามารถแตะต้องโลกได้ ข้าสามารถทำได้แค่...เฝ้าดูและเสียใจนี่คือการลงฑัณฑ์ตัวข้าเองให้ทรมานจากการพัดพรากและการจองจำจิตวิญญาณของตัวข้าเองให้โดดเดี่ยว"

    อาชูราหยุดพูดชั่วครู่ก่อนจะมองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

    "จนกระทั่งข้าสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของเจ้า...เจ้าเป็นคนแรกในรอบหลายๆพันปีที่ทำให้ข้ารู้สึกสั่นสะเทือน"

    "ข้าเห็นเจ้าต่อสู้...ไม่ใช่เพื่อความแก้แค้นไม่ใช่เพื่อความโลภโมหะ แต่เพื่อปกป้องผู้อื่นข้าเห็นเจ้าเจ็บปวดเมื่อเห็นผู้อื่นต้องทุกข์ข้าเห็นเจ้าร้องไห้เมื่อไม่สามารถช่วยเหลือได้"

    "เจ้าเป็นเงาสะท้อนของข้าในอดีต...ข้าก่อนที่จะกลายเป็นอาชูร่าข้าเมื่อยังเป็นฟางเหยียนผู้ปกป้อง แต่เจ้าเลือกเส้นทางที่ถูกต้องแม้ในความเจ็บปวด เจ้าก็ไม่ยอมให้มันกลืนกินหัวใจ"

    "เจ้าทำให้ข้าเกิดความหวัง...ความหวังที่ว่าบางทีข้าอาจจะได้รับการไถ่บาปผ่านการกระทำของเจ้า"

    “บางทีบุตรแห่งปาฎิหารย์ที่ข้าเฝ้ารออาจจะเป็นเจ้า!”