ฟางจิ้งใจว้าวุ่นสับสน พวกเขาจดทะเบียนสมรสกันแล้ว หากหย่ากันตอนนี้คงถูกผู้คนหัวเราะเยาะ แม้แต่พ่อของเธอเองก็คงถูกผู้คนตำหนิ
"จิ้งจิ้ง ผมรักคุณนะ คุณไม่รู้สึกเลยเหรอ? หรือว่าคุณลืม่เวลาแห่งความสุขตอนที่เราอยู่ด้วยกันไปแล้ว?"
ฟางจิ้งเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอคงไม่สามารถปฏิเสธความดีที่สวีกังมีต่อเธอ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนอื่นได้!
‘ช่างเถอะ ให้โอกาสเขาอีกครั้งแล้วกัน’ เธอจ้องมองสวีกังด้วยสายตาเ็า "สวีกัง ฉันจะบอกคุณไว้เลยนะ ไม่ว่าเมื่อก่อนคุณจะทำอะไรลงไป เื่นั้นมันผ่านไปแล้ว แต่จากนี้ไป ถ้าคุณทำตัวไม่ดีกับฉัน ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่ จัดการตัวเองให้ดีเถอะ"
พูดจบ ฟางจิ้งก็เดินเข้าไปในห้องหอ หมอบลงบนเตียงเตา น้ำตายังคงไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ วันนี้เป็วันมงคลของเธอ แต่กลับต้องมาเจอเื่แบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถทำเป็ไม่ใส่ใจได้
ตอนนี้เธอไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าคำพูดเ่าั้จริงหรือเท็จ แต่เธอรู้ว่าคำพูดของเด็กสาวจากชนบทคนนั้น เหมือนกับหนามที่ปักลึกเข้าไปในร่างกายของเธอจนไม่สามารถถอนออกได้อีก
เื่นี้ทิ้งรอยแผลเป็ไว้ในใจของเธอ ซึ่งเกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจลบเลือนไปได้
สองพ่อลูกโจวเซี่ยเดินออกมาจากตึกที่พักของพนักงาน แขกในลานบ้านส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงโต๊ะสองตัวที่จองไว้ซึ่งยังมีแขกนั่งรับประทานอาหารอยู่ หลายคนกำลังชนแก้วกับชายคนหนึ่ง "ผู้อำนวยการฟาง มาครับ พวกเราทุกคนขออวยพรให้คุณสักแก้ว ขอให้ลูกสาวของคุณมีความสุขนะครับ"
ผู้อำนวยการฟางอายุประมาณห้าสิบปี รูปร่างท้วม ผมหวีเรียบแปล้ ดูมีสง่าราศีแบบผู้อำนวยการโรงงาน วันนี้เขามีความสุขมาก เขามองว่าสวีกังเป็คนเก่ง ส่วนพ่อสวีก็เป็ลูกน้องเก่าที่ซื่อสัตย์และคิดเห็นตรงกับเขา เขาจึงพอใจในตัวลูกเขยคนนี้อย่างยิ่ง
สองพ่อลูกโจวเซี่ยยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว โจวเซี่ยก็หยิบขวดเหล้าขาวเดินไปตรงหน้าผู้อำนวยการฟาง "ผู้อำนวยการฟาง ฉันเป็อดีตภรรยาของสวีกัง ฉันขอดื่มอวยพรให้ท่านหนึ่งแก้วนะคะ หวังว่าลูกสาวของท่านจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนฉัน ขอให้เธอได้เจอที่พึ่งพิงที่ดีนะคะ"
คนทั้งโต๊ะต่างชะงัก ทุกคนจ้องมองเด็กสาวแปลกหน้าคนนี้ด้วยความเงียบกริบ ใบหน้าของผู้อำนวยการฟางเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำทันที เขาจ้องมองโจวเซี่ยด้วยความโกรธ "แกเป็ยัยเด็กบ้านนอกที่ไหน มาตั้งใจใส่ร้ายลูกเขยฉัน!"
โจวเซี่ยหัวเราะ "ฮ่า ๆ ๆ ผู้อำนวยการฟาง ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ถ้าไม่เชื่อ ท่านลองไปถามลูกสาวท่านดูสิ เธอมีหลักฐานของฉันอยู่ ฉันกับสวีกังแต่งงานกันที่ชนบทั้แ่ครึ่งปีก่อนแล้ว ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็สามารถไปสืบที่หมู่บ้านเราได้ บ้านฉันอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลโจวค่ะ"
คนอื่น ๆ ไม่กล้าพูด ได้แต่ซุบซิบกันเบา ๆ ในสายตามีแต่ความเยาะเย้ย ทำให้ผู้อำนวยการฟางรู้สึกอับอายจนแทบไม่มีที่ยืน อยากจะมุดดินหนีไปเสียให้พ้น ๆ
โจวเซี่ยยังไม่ยอมเลิกรา "เขาได้กลับเข้าเมืองเพราะพ่อฉันช่วยจัดการให้ แถมยังหลอกเอาเงินบ้านฉันไปห้าร้อยหยวน พอเข้าเมืองมาได้ เพื่อที่จะปีนขึ้นที่สูงจากบ้านท่าน เขาก็เริ่มจีบลูกสาวท่าน คนแบบนี้ท่านยังเห็นเป็ของล้ำค่า ผู้อำนวยการฟางคะ สายตาในการมองคนของท่านนี่ใช้ไม่ได้เลยนะคะ?"
ผู้อำนวยการฟางกัดฟันตอบ "ฉันจะตรวจสอบเื่นี้ แต่จะให้เชื่อคำพูดฝ่ายเดียวของเธอไม่ได้หรอกนะ"
โจวเซี่ยยิ้มกว้างอย่างสดใส "ฮึ ๆ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะตรวจสอบไหมฉันไม่สนหรอกค่ะ ฉันแค่หวังดีมาเตือนท่านว่า อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกแล้วยังต้องไปช่วยเขานับเงินอีก! เอาละ ฉันพูดจบแล้ว ที่เหลือเป็เื่ของท่าน ฉันต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว ลาก่อนค่ะ"
พูดจบ สองพ่อลูกก็หันหลังเดินจากไป ส่วนผู้อำนวยการฟางรับประทานอาหารต่อไม่ลงจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะมีคนอยู่เยอะ เขาคงคว่ำโต๊ะไปแล้ว เขาจึงลุกขึ้นเดินเข้าบ้านไปทันที
ครู่ต่อมาก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทดังออกมาจากบ้านตระกูลสวี ต่อมาก็ได้ข่าวว่าสวีกังและฟางจิ้งต่างคุกเข่าขอโทษผู้อำนวยการฟาง แต่ผู้อำนวยการฟางยืนกรานเด็ดขาดว่าต้องหย่า ลูกสาวของเขาจะไปแต่งกับผู้ชายที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วได้อย่างไร
สุดท้ายเป็ฟางจิ้งที่อ้อนวอนอย่างหนัก และบอกว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว ผู้อำนวยการฟางจึงสะบัดหน้าจากไปด้วยความจำใจ ั้แ่นั้นมาเขาก็ไม่ชอบหน้าสวีกังอย่างมาก ความสัมพันธ์ของฟางจิ้งและสวีกังก็เริ่มมีรอยร้าว พวกเขาเริ่มต้นด้วยการหลอกลวง จึงถูกกำหนดมาให้ไม่มีความสุข และเื่ราวหลังจากนั้นก็ถือเป็ผลกรรมที่พวกเขาทำไว้เอง
สองพ่อลูกขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลต่อ โจวเหล่าต้าจ้องมองลูกสาวตลอดเวลา สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย ทำให้โจวเซี่ยรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ ‘หรือว่าพ่อกำมะลอคนนี้จะสังเกตเห็นอะไรเข้าแล้ว?’
โจวเซี่ยยิ้มแห้ง ๆ "พ่อคะ จ้องฉันแบบนั้นทำไมคะ น่ากลัวจัง"
โจวเหล่าต้าทำหน้าจริงจัง "ลูก ลูกยังเป็ลูกพ่ออยู่หรือเปล่า?"
"ทำไมจะไม่ใช่ล่ะคะ? ถ้าไม่ใช่ลูกพ่อแล้วจะเป็ใครได้อีก? พ่อไม่ได้ดีใจจนเพี้ยนไปหรอกนะคะ ถึงได้สงสัยแม้กระทั่งลูกสาวตัวเองแบบนี้"
คำพูดของโจวเซี่ยทำให้โจวเหล่าต้ายิ่งสงสัยมากขึ้น แต่ถึงจะสงสัย เขาก็ไม่ได้เดาไปถึงขั้นที่ว่าโจวเซี่ยไม่ใช่ลูกสาวของเขา เขาแค่รู้สึกแปลกใจเท่านั้น
แต่จะว่าไป เื่ที่พูดก็ถูกจังหวะ เงินก็ได้คืนมา แถมคำพูดจิกกัดนั่นก็คล่องแคล่วมากจริง ๆ ทำให้เขาได้หน้าได้ตาขึ้นเยอะ
"เอาเถอะ ต่อไปลูกก็เป็แบบนี้แหละ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น มีพ่ออยู่ ใครกล้ามารังแกลูก พ่อจะสู้ตายกับมันเอง"
เมื่อได้ยินพ่อพูดเช่นนี้ ในใจของโจวเซี่ยก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที มีชีวิตมาสองชาติภพ ในที่สุดก็ได้ััความรักจากพ่อเสียที ไม่ใช่เื่ง่ายเลย!
เมื่อถึงโรงพยาบาล หลังจากลงทะเบียนแผนกศัลยกรรมกระดูก พวกเขาก็นั่งรอเรียกอยู่ที่ทางเดิน สองพ่อลูกนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงทางเดิน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ก่อนที่โจวเซี่ยจะผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไร จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนเรียกข้าง ๆ "ลูกสาว ตื่นได้แล้ว ถึงคิวลูกแล้ว"
โจวเซี่ยลืมตา แล้วยืนขึ้นอย่างมึน ๆ แต่เพราะไม่ทันระวัง จึงชนเข้ากับรถเข็นคันหนึ่ง โจวเซี่ยไม่ได้เงยหน้ามองแต่รีบขอโทษคนคนนั้นทันที
"ขอโทษค่ะ" พูดจบเธอก็เดินเลี่ยงออกไปและเข้าไปในห้องตรวจ
หลังจากหมอตรวจดู ก็บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้ว ที่เหลือคือต้องพักฟื้นร่างกาย ไม่มีวิธีอื่นอีก
ขณะที่สองพ่อลูกเดินออกมาจากห้องตรวจ ก็ได้ยินเสียงคนอุทาน "อาโจว เป็คุณจริง ๆ ด้วย!"
สองพ่อลูกมองตามเสียงไป และเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นที่มีชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่ ชายหนุ่มที่เข็นรถมีรูปร่างปานกลาง ส่วนชายหนุ่มบนรถเข็นอายุประมาณยี่สิบกว่าปี มีใบหน้าหล่อเหลาคมกริบราวกับถูกแกะสลัก ซึ่งดูโดดเด่นจนน่าใ
โจวเซี่ยแทบจะน้ำลายหก แต่ทว่าคนคนนั้นมีใบหน้าเ็า สายตาเฉียบคมราวกับน้ำแข็งในเดือนธันวาคม เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้คนรู้สึกหนาวสั่น เธอจึงรีบหลบสายตาทันที
‘คนคนนี้คือใครกัน? ดูน่ากลัวชะมัด’
คนที่ทักทายคือชายหนุ่มที่เข็นรถเข็น "อาโจว คุณกับเซี่ยเซี่ยมาโรงพยาบาลเหมือนกันเหรอครับ?"
"ใช่ มาตรวจขาให้เซี่ยเซี่ยน่ะ เหยาเฉิง นายมากับฉินเจิงเหรอ?"
"ครับ วันนี้พามาตรวจหน่อย ขาของพี่เจิง่นี้อาการค่อนข้างหนัก ผู้ใหญ่บ้านเลยให้ผมพาเขามาตรวจดูครับ"
โจวเซี่ยจ้องมองทั้งสองคน พยายามค้นหาความทรงจำในสมอง แต่ก็นึกไม่ออกว่าสองคนนี้คือใคร ในนิยายเื่นั้นไม่มีสองคนนี้ แต่เธออ่านไปได้แค่ครึ่งเื่ก็เลิกอ่านไป ‘หรือว่าจะเป็ตัวละครที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากที่เธอเลิกอ่านไปแล้ว?’
‘หรือว่า การที่เธอทะลุมิติเข้ามาจะทำให้โครงสร้างของนิยายเปลี่ยนไป จึงมีตัวละครใหม่ปรากฏขึ้น?’
โจวเซี่ยก้มหน้าครุ่นคิดในใจ เธอเห็นว่าทั้งสามคนดูสนิทสนมกันมาก โจวเหล่าต้าแสดงท่าทีต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ราวกับรู้สึกผิดต่อฉินเจิงอย่างไรอย่างนั้น โจวเซี่ยไม่อยากเข้าไปเสนอหน้าประจบประแจง และไม่มีอะไรจะคุยกับคนที่ไม่สนิท จึงเดินไปรออยู่ข้าง ๆ เพื่อจะได้เดินทางกลับพร้อมพ่อ
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที โจวเหล่าต้าก็ขอตัวเดินมาทางนี้ โจวเซี่ยหันไปมอง และบังเอิญสบตากับฉินเจิงเข้าพอดี สายตานั้นเ็าจนสามารถแช่แข็งคนได้ ทำให้เธอรีบชักสายตากลับทันควัน
ยิ่งคนคนนั้นเ็า เธอก็ยิ่งเกิดความสนใจในตัวเขามากขึ้น เธอเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกครั้ง และคนคนนั้นก็กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน สายตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ
ต่างฝ่ายต่างใช้สายตาสำรวจซึ่งกันและกัน
เมื่อออกจากโรงพยาบาล สองพ่อลูกแวะซื้อขนมเปี๊ยะ เนื้อ และผลไม้อีกเล็กน้อย นอกจากนี้โจวเซี่ยยังแวะไปที่ร้านขายเมล็ดพันธุ์เพื่อซื้อผักและเมล็ดพันธุ์พืช จากนั้นจึงไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟ นั่งรถเที่ยวค่ำกลับบ้าน กว่าจะถึงในตำบลก็เป็เวลาสองทุ่มกว่าแล้ว สองพ่อลูกจึงต้องเดินเท้ากลับ
สองพ่อลูกเดินคุยกันไปตลอดทาง "พ่อคะ ฉินเจิงคนนั้น พ่อไปรู้จักเขาได้ยังไงเหรอคะ?"
โจวเหล่าต้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ลูกลืมไปได้ยังไง เขาเป็ยุวปัญญาชนที่ลงมาทำงานในชนบทในเขตหมู่บ้านเราไงล่ะ"
"อ๋อ" โจวเซี่ยใจกระตุกวูบ ‘ผู้เขียนคนนี้ขุดหลุมพรางเก่งจริง ๆ ทำไมไม่เคยพูดถึงคนคนนี้เลยนะ?’
อาจจะเป็เพราะผู้เขียนเพิ่งมาเขียนถึงหลังจากเธอเลิกอ่านไปแล้วจริง ๆ เธอเลยไม่ได้เห็นตอนที่ฉินเจิงปรากฏตัว แต่อย่าได้ทำตัวให้พ่อคนนี้สงสัยขึ้นมาอีกดีกว่า "พ่อคะ ฉันรู้สึกว่าหลังจากหัวชนต้นไม้คราวนี้ เหมือนมีบางอย่างที่ฉันจำไม่ได้เลยค่ะ"
โจวเหล่าต้าใจนหยุดเดิน "เซี่ยเซี่ย ลูกจำอะไรไม่ได้อีกบ้าง? ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เรากลับไปเมืองมณฑลอีกรอบไหม จะได้ไม่ทิ้งอาการป่วยไว้ในอนาคต"
"ฉันเองก็ไม่แน่ใจค่ะ แค่รู้สึกว่ามีหลายเื่ที่จำไม่ได้ แต่พ่อไม่ต้องกังวลนะคะ น่าจะเป็เื่ของคนและเหตุการณ์ที่ไม่สำคัญ พ่อกับคุณย่าช่วยเตือนฉันก็พอ ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตหรอกค่ะ"
โจวเหล่าต้ารู้สึกผิดและปวดใจมาก เป็เพราะเขาปกป้องลูกสาวได้ไม่ดีเอง "ต่อไปถ้ามีอะไรที่ไม่รู้ ให้ถามคนในครอบครัวก่อนแล้วค่อยตอบ จะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอา"
"เข้าใจแล้วค่ะ แล้วฉินเจิงคนนั้นเป็คนที่ไหนเหรอคะ?"