Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 559 สงครามเทวะครั้งที่สอง (2)

สงครามเทวะครั้งที่สอง (2)

 

            เมื่อสภาวะของเหล่าเทพเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด โลกก็แปรเปลี่ยนไป สีฟ้าของท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีขาว ก่อนจะกลายเป็นม่านแสงที่ดูราวกับออโรร่าแผ่ขยายออกไปโดยรอบจนปกคลุมท้องฟ้าในรัศมี 100 กิโลเมตรจนหมดสิ้น

            หมู่เมฆในรัศมี 100 กิโลเมตรก็แปรเปลี่ยน พวกมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปกคลุมท้องฟ้าเอาไว้จนหมด บดบังแสงสว่างทั้งหมดไว้ ก่อนจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็งกระจ่างใสที่เย็นเยียบยิ่งกว่าสิ่งใด

            เพียงชั่วอึดใจแสงสว่างที่หายไปก็กลับคืนมา พร้อมกับหิมะที่โปรยลงมาราวกับสายฝน

            ในเวลาเดียวกันนั้นพื้นแผ่นดินก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ปกคลุมรัศมีในระยะ 1 พันกิโลเมตรทั้งหมด

            ผืนน้ำของทะเลสาบเป็นทั้งความจริงและมายา มันเป็นเหมือนน้ำแต่ไม่ใช่น้ำ แต่มีคุณสมบัติของน้ำอยู่ครบถ้วน

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นนักรบนับหมื่นก็ยังเคลื่อนไหวอยู่บนผืนน้ำได้ราวกับพื้นดิน พายุทรายยังคงโหมกระหน่ำราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากน้ำมายาที่เหมือนจริงนี้

            ในช่วงเวลาเดียวกัน ยามที่แสงสว่างหายไปและกลับคืนมา ท้องฟ้าทางทิศใต้ก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ความมืดที่ก่อตัวขึ้นไม่ได้สลายหายไปเพราะแสงสว่างที่กลับคืนมา หากแต่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นจนทำให้ท้องฟ้าแถบหนึ่งกลายเป็นค่ำคืน

            จากนั้นเพียงชั่วครู่ ‘ดวงอาทิตย์’ มายาก็ปรากฏขึ้น เปลี่ยนยามค่ำคืนให้กลายเป็น ‘สนธยา’ ที่ความมืดมิดและแสงสว่างอยู่คู่กัน

            ความเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ของเหล่าเทพ แต่เกิดจากเจตจำนงอันทรงอำนาจของครึ่งเทพทั้ง 4 ที่ปลดปล่อยพลังออกมาจนถึงขีดสุด

            อำนาจของครึ่งเทพนั้นส่งผลต่อพลังธรรมชาติได้มากกว่าอำนาจของเทพอสูร ส่งผลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

            ต่างจากเทพอสูรที่แม้จะปรากฏขึ้นในพื้นที่เล็กๆ ในลักษณะของภาพมายากึ่งจริงกึ่งลวง หากแต่ทรงพลังยิ่งกว่าและใช้งานได้ง่ายกว่า

            ภาพมายาของเทพอสูรผู้ถือคันธนูกระดูกคือ เหยี่ยวทองคำตัวใหญ่ที่มีช่วงปีกกว้างกว่า 100 เมตร มันกางปีกทั้งสองข้างออกไปด้านข้าง ส่วนหัวยกสูงขึ้น ดวงตาสีทองทอประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องอันทรงอำนาจออกมาหมายจะข่มขวัญศัตรู

            ภาพมายาของเทพอสูรผู้สวมเกราะผลึกทรายทองคำคือ โครงกระดูกมนุษย์ทองคำที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ มันปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงันที่เบื้องหลัง ปลดปล่อยกลิ่นอายของพลังอำนาจที่แข็งแกร่งและแหลมคมของธาตุทองออกมาอย่างเข้มข้น

            ภาพมายาของเทพอสูรคนสุดท้ายผู้สวมใส่ชุดหนังสัตว์ที่เรียบง่าย คือภาพมายาของดวงอาทิตย์สีทองที่เจิดจ้า ห่อหุ้มร่างกายของมันเอาไว้จนทำให้ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตาของมันได้อีก

            ส่วนตัวกัสที่เป็นเทพเทวะนั้น สิ่งที่ก่อตัวขึ้นรอบตัวเขาไม่ได้เป็นเพียงภาพมายากึ่งจริงกึ่งลวง แต่ยังรวมไปถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปลกประหลาด

            ภาพมายาที่ก่อตัวขึ้น คือภาพของดวงตะวันและจันทรา ดวงตะวันสีขาวส่องแสงเจิดจ้า ปลดปล่อยกลิ่นอายของพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง ดวงจันทร์สีดำที่เรืองรองปลดปล่อยพลังแห่งความตายออกมา

            ดวงดาวทั้งสองโคจรรอบตัวกัสเป็นวงกลม แผ่ขยายรัศมีของชีวิตและความตายออกไปรอบทิศทาง จนเกิดเป็นสัญลักษณ์ ‘ไท่จี๋’ ที่แสนลึกลับ

            ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากครึ่งเทพ หรือภาพมายาของเทพอสูร ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในชั่วอึดใจสั้นๆ

            วินาทีที่ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก่อตัวขึ้นจนสมบูรณ์ ทุกคนก็เคลื่อนไหว

            กัสประกบฝ่ามือที่เบื้องหน้า พลังแห่งชีวิตและความตายผสานกันในพริบตาจากนั้นผลักออก แปรเปลี่ยนพลังสองขั้วกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง ส่งมันบินออกไปราวกับลำแสง ทะลวงไปยังเทพอสูรผู้ถือคันศรกระดูก

            ในวินาทีเดียวกันลำแสงสีทองก็ผนึกตัวในคันศรของเทพอสูร มันกลายเป็นลูกศรผลึกทองคำลูกหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งออกไปในเสี้ยววินาที

            กระบี่และลูกศรปะทะกันในชั่วพริบตาแล้วระเบิดออกเป็นแสงสีเทาปนทอง ก่อนจะสูญสลายหายไปในชั่วอึดใจ

            ดวงตาของกัสหรี่ลงเล็กน้อย เขามองดูผลลัพธ์จากการปะทะกันครั้งแรกด้วยกำลังสูงสุดของตัวเอง จากนั้นยกมือขึ้น กระบี่เนตรทองคำก็ส่องแสง

            วินาทีนั้นพายุทรายที่โหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด ก็กลายเป็นโปร่งใส เผยให้เห็นกองทัพนับหมื่นของตระกูลเขี้ยวทองคำที่ซ่อนตัวอยู่ใน

            ทันทีที่มองเห็น กัสก็ยกมือขึ้นอย่างช้าๆ พลังวิญญาณมหาศาลไหลไปรวมกันที่ปลายนิ้วแล้วเปลี่ยนเป็นกระบี่วิญญาณที่เพรียวบางเล่มหนึ่ง

            ตัวกระบี่ยาวเพียงฝ่ามือ มีความหนาเท่ากับข้อนิ้ว ส่วนปลายแหลมคมถึงขีดสุด อีกทั้งยังไม่มีด้ามจับ ทำให้มันมีพลังในการทะลุทะลวงถึงขีดสุด

            เมื่อกระบี่วิญญาณก่อตัวจนสมบูรณ์ กัสก็ชี้นิ้วออกไปด้วยความตั้งใจที่จะส่งกระบี่ออกไปสังหารนักรบทั้งหมดทิ้ง

            แต่ก่อนที่กัสจะได้ลงมือ ลำแสงสีทองก็ถูกส่งออกมาจากคันศรกระดูก พุ่งใส่เขาด้วยความเร็วสูง บีบให้เขาต้องโยกกระบี่เนตรทองคำขึ้นมารับไว้ ก่อนจะเบี่ยงเบนลำแสงลงไปยังพื้นดิน ทำให้มันจมหายลงไปในทะเลสาบมายา

            ทันทีที่กัสเห็นภาพของลำแสงที่จมลงไปในทะเลสาบ กัสก็ตระหนักถึงอันตรายได้ในทันที

            วินาทีต่อมาลำแสงที่จมหายไปก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งจากทิศทางที่แตกต่าง มันยิงตรงเข้าใส่กัสและสองสาวด้วยพลังอำนาจที่มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว

            เห็นแบบนั้นทั้งสามก็จำต้องหลบออกไปด้านข้าง หลบเลี่ยงลำแสงที่ยิงออกมาจากพื้นดิน จากนั้นก็ต้องหลบลำแสงที่ยิงออกมาซ้ำอีกครั้งจากคันศรกระดูก ก่อนจะต้องหลบอีกครั้งเมื่อลำแสงนั้นตกลงสู่พื้นดินและย้อนคืนกลับมาราวกับภาพสะท้อน

            กัสกับสองสาวหลบการโจมตีติดต่อกันเกือบสิบวินาที หลบลำแสงไปหลายสิบสาย ก่อนที่สกายเบรดจะเคลื่อนไหว เธอโบกมือออกไปอย่างเร่งร้อน ม่านแสงสีขาวก็ตกลงมาจากท้องฟ้า ตัดขว้างลำแสงสีทองทั้งหมดเอาไว้

            วินาทีเดียวกันนั้นท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็โบกมือออกไปอย่างแผ่วเบา ม่านหมอกที่หนาทึบก็ปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็นกำแพงขวางกั้นลำแสงสีทองเอาไว้

            เมื่อลำแสงสีทองทะลวงผ่านกำแพงหมอกและม่านแสง พลังของมันก็ลดลงไปเกือบครึ่ง แต่ว่ามันก็ยังทะลวงผ่านอุปสรรคทั้งสองได้ในพริบตา

            กัสเห็นแบบนั้นก็เหยียดยิ้ม จากนั้นโบกมือออกไป หัวสิงโตขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ดูดกลืนลำแสงสีทองเข้าไปอย่างหิวกระหาย ก่อนจะคายมันออกไปพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังกึกก้อง

            วินาทีที่เสียงคำรามดังขึ้น กำแพงหมอกและม่านแสงก็แหวกออกเป็นช่อง เปิดทางให้การโจมตีของกัส ส่งผลให้การโจมตีทั้งหมดที่ถูกบดบังถูกเปิดเผยออกมาในพริบตา

            การโจมตีที่เปิดเผยจึงกลายเป็นซ่อนเร้น แต่ศัตรูก็ไม่ได้ร้อนรน เทพอสูรในเกราะผลึกทองปรากฏขึ้นมาขว้างกั้น จากนั้นซัดหมัดออกไปอย่างเรียบง่าย ระเบิดคลื่นเสียงและลำแสงของกัสจนแตกสลาย

            การต่อสู้หยุดลงชั่วขณะ ดวงตาของกัสสบเข้ากับดวงตาของเทพอสูรในเกราะผลึกทองคำชั่วขณะ จากนั้นวงแหวนวิญญาณก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับกระบี่รากพฤกษาทองคำที่หนักอึ้ง

            อาคมบนตัวกระบี่ถูกกระตุ้นในวินาทีที่มันปรากฏขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักของมันเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า ตัวกระบี่กดลงอย่างรุนแรงบดเข้าใส่วงแหวนวิญญาณ จนทำให้มันเรืองแสงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็ยกมือทั้งสองขึ้นและกดลง กำแพงหมอกที่เย็นเยียบก็ไหลทะลักลงมาจากท้องฟ้าแล้วแผ่ขยายออกไปบนผืนน้ำ ปกคลุมทะเลสาบมายาเอาไว้ในชั่วอึดใจ

            พร้อมกันนั้นสกายเบรดก็ประกบนิ้วต่างกระบี่แล้วแตะลงที่หว่างคิ้วของเธอ เมล็ดพันธุ์กระบี่ที่เธอได้รับมาจากกัสก็ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด

            พริบตานั้นลำแสงสีขาวรูปทรงกระบี่ก็พวยพุ่งออกมาจากหว่างคิ้วของสกายเบรด จนเกิดเป็นกระบี่ผลึกแก้วสีขาวที่ปลดปล่อยพลังชำระล้างออกมาอย่างรุนแรง

            วินาทีเดียวกันนั้นฝ่ามืออีกข้างก็สัมผัสที่หน้าท้องของเธอจากนั้นก็ดึงออก ดาบผลึกแก้วสีขาวก็ปรากฏขึ้น เผยให้เห็นพลังชำระล้างที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าของอุปกรณ์ชีวิต

            ฝ่ามือทั้งสองของสกายเบรดขยับเข้าหากันอย่างช้าๆ เธอลากกระบี่ผลึกแก้วและดาบผลึกแก้วเข้าหากัน ก่อนจะกดมันเข้าด้วยกัน ผสานมันจนกลายเป็นหนึ่ง จนเกิดเป็นดาบสองคนที่เพรียวบางซึ่งปลดปล่อยกลิ่นอายของดาบและกระบี่ออกมาอย่างรุนแรง

            วินาทีที่ดาบก่อตัวจนสมบูรณ์ มือเรียวของสกายเบรดก็คว้าจับที่ด้ามดาบ จากนั้นร่ายรำเพลงดาบที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของเพลงกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็วและดุดัน

            เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ ท้องฟ้าก็ปกคลุมไปด้วยเส้นแสงสีขาวนับไม่ถ้วนสานกันจนกลายเป็นร่างแหขนาดใหญ่ ก่อนที่สกายเบรดจะใช้กระบวนท่าสุดท้ายเพื่อรวมพลังของกระบวนท่าทั้งหมดที่เธอใช้ออกมาให้กลายเป็นหนึ่ง

            วินาทีที่กระบวนท่าสุดท้ายถูกปลดปล่อย การเคลื่อนไหวของสกายเบรดก็เปลี่ยนแปลงไป สภาวะที่รวดเร็วดุดัน กลายเป็นเชื่องช้าและอ่อนโยน

            คมดาบที่เคลื่อนไหวอย่างดุดันจนยากจะมองเห็น กลายเป็นเชื่องช้าราวกับหยุดนิ่ง ยิ่งเวลาผ่านไปการเคลื่อนไหวก็ยิ่งช้า ราวกับกำลังทิ่มแทงผ่านอะไรบางอย่างที่ยากจะทะลวงผ่านไปได้

            ยิ่งคมดาบเคลื่อนตัวออกไปมากเท่าไหร่ พลังสภาวะของสกายเบรดก็เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น เส้นแสงนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้าก็หลั่งไหลเข้ามารวมกันที่คมดาบ ส่งผลให้สภาวะของการทิ่มแทงเพิ่มสูงขึ้นเป็นทบทวี

            คมดาบยิ่งเคลื่อนไหวก็ยิ่งช้า แต่ถึงจะดูเหมือนช้าลงทุกขณะ ทว่าในความเป็นจริงมันไม่ได้ช้าเลย ตั้งแต่วินาทีแรกที่สกายเบรดร่ายรำเพลงดาบ จวบจนกระบวนท่าสุดท้ายถูกปลดปล่อย เวลาที่เธอใช้ไปนั้น มีเพียง 3 วินาทีเท่านั้น

            วินาทีที่คมดาบแทงออกไปจนถึงสุด เส้นแสงนับไม่ถ้วนก็หายไปจนเหลือเพียงลำแสงดาบเส้นเดียวที่พุ่งตรงออกไปเบื้องหน้า ทะลวงเข้าใส่พายุทรายที่เกรี้ยวกราดจนแตกออกเป็นช่อง

            พริบตานั้นค่ายกลพายุทรายที่สร้างจากพลังของนักรบนับหมื่นก็สูญสลาย มันพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

            เมื่อพายุทรายถูกทำลาย กัสที่พยายามสกัดกั้นการโจมตีของศัตรูมาตลอดก็ฉีกยิ้มกว้าง วงแหวนวิญญาณที่เขาซ่อนไว้ทั้งหมดปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า จากนั้นเพียงอึดใจร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น มวลอากาศปริมาณมหาศาลที่ถูกอัดเข้าไปในปอดจนแทบจะกลั่นตัวเป็นของเหลว

            จากนั้นเพียงพริบตาเคล็ดปะทุของวิชาลมหายใจมังกรก็ถูกกระตุ้น มวลอากาศภายในปอดขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว ก่อนจะถูกปลดปล่อยออกไปผ่านลำคอจนเกิดเป็นคลื่นพลังสีขาวที่อัดแน่นไปด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่สามารถแผดเผาทุกสิ่งให้แหลกเป็นฝุ่นผงได้ราวกับเปลวไฟ

            สิ่งนี้คือผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบของวิชาลมหายใจราชสีห์ที่เขาพยายามสร้างขึ้น มันแตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนอย่างชัดเจน

            มวลอากาศสีขาวที่อัดแน่นไปด้วยคลื่นเสียงม้วนกวาดไปด้วยความเร็วสูง มันแผ่ขยายออกไปราวกับเปลวไฟ ระเบิดอากาศโดยรอบด้วยคลื่นความถี่ที่รุนแรง จนเกิดความร้อนมหาศาล

            เพียงชั่วอึดใจ กองทัพนับหมื่นก็ถูกมวลอากาศสีขาวกลืนหายไปจนหมดสิ้น

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ไม่ได้รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากลมหายใจราชสีห์ของเขาไม่อาจเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

            ก่อนที่มวลอากาศที่ร้อนระอุจะไปถึงนักรบทั้งหมื่นคน ทะเลสาบมายาที่ไร้ตัวจนก็กลืนพวกมันทั้งหมดลงไป ก่อนจะรับการโจมตีทั้งหมดของคลื่นเสียงเอาไว้จนทะเลสาบมายาแตกออกเป็นช่องขนาดใหญ่

            กัสมองภาพนี้ด้วยความผิดหวังเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นักเพราะไม่มีทางอยู่แล้วที่ศัตรูของเขาจะยอมปล่อยให้นักรบของตนเองถูกฆ่าโดยไม่ปกป้อง

            สิ่งเดียวที่กัสหวังไว้จากช่วงเวลานี้คือ การโจมตีระลอกที่สองที่ส่งไปยังเทพอสูรจอมทัพที่ถูกตัดขาดจากกองทัพของตน

            วินาทีที่กัสเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มของเขาก็ยกสูงขึ้นอย่างช้าๆ หัวสิงโตจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นจากรอบทิศทาง ก่อนจะอ้าปาก ระเบิดลมหายใจราชสีห์ออกมาพร้อมกัน

            มวลอากาศสีขาวระเบิดออกมาจากรอบทิศทาง ม้วนกวาดเข้าใส่เทพอสูรจอมทัพด้วยความเร็วสูง จนสีหน้าของเทพอสูรผู้ถูกเล่นงานแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว

            การโจมตีของกัสในครั้งนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา อีกทั้งยังระเบิดออกมาจากรอบทิศทาง ในระยะทางที่แสนสั้น การหลบเลี่ยงจึงยากที่จะเกิดขึ้นได้

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเทพอสูรจอมทัพก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนสูญสิ้นความคิด มันหยุดชะงักไปเพียงอึดใจสั้นๆ ก่อนที่หมาป่าทองคำจะระเบิดเสียงคำรามออกมา ปลดปล่อยพลังทำลายล้างด้วยกำลังที่ดิบเถื่อนของอสูร จากนั้นมันก็กระโจนออกไปด้วยความเร็วสูง ทะลวงผ่านจุดที่ถูกระเบิดออกไปอย่างหักโหม

            การบุกฝ่ามวลอากาศที่อัดแน่นไปด้วยคลื่นเสียงออกมานั้น ทำให้ร่างกายส่วนหนึ่งของเทพอสูรจอมทัพและหมาป่าคู่ชีวิตของมันได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก

            ร่างกายส่วนหนึ่งของมันถูกเผาจนกลายเป็นฝุ่น แต่ว่ามันก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตัวของมันเอง หรือหมาป่าคู่ชีวิต

            กัสที่เห็นภาพนี้ก็ตระหนักได้ในทันทีว่าหมาป่าทองคำยักษ์ตัวนี้ เป็น ‘อสูรคู่ชีวิต’ ของเทพอสูรจอมทัพ

            อสูรคู่ชีวิตนั้น เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของอุปกรณ์แห่งชีวิต เป็นการผูกชีวิตของตัวเองเข้ากับอสูร ใช้ซากสังขารของตนเป็นภาชนะของอีกฝ่าย ทำให้ชีวิตของทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง

            ในสภาพเช่นนี้การจะฆ่าเทพอสูรจอมทัพจำต้องฆ่ามันไปพร้อมกับอสูรคู่ชีวิตของมัน หากไม่แล้วต่อให้มันตายไป มันก็สามารถหยิบยืมพลังของอสูรคู่ชีวิตเพื่อฟื้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

            เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็เหยียดยิ้มเพราะเขามองเห็นจุดอ่อนที่สามารถใช้เล่นงานศัตรูได้แล้ว

            แต่กัสก็ต้องเค้นเสียงด้วยความหงุดหงิดเพราะหลังจากลงมือประสบผลครั้งแรก เขาก็ไม่มีโอกาสลงมืออีกเลย

            การโจมตีของเทพทั้ง 5 ทวีความรุนแรงขึ้นในทันที ราวกับพวกมันรู้ว่ากัสมองเห็นจุดอ่อนของเทพอสูรจอมทัพแล้ว พวกมันจึงพยายามสกัดการโจมตีของเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขามีโอกาสเล่นงานเทพอสูรจอมทัพ

            ไม่ว่าจะเป็นธนูแสงสีทอง หอกกระดูก ดวงอาทิตย์มายา หรือแม้แต่ภาพสะท้อนของทะเลสาบมายาที่มักจะจู่โจมเข้ามาจากทิศทางที่ยากต่อการรับมือเสมอ

            การโจมตีที่ถล่มเข้ามานี้ทำให้กัสรับมือได้ยากลำบากเป็นอย่างมาก เขาอยากที่จะหาช่องว่างโจมตีสวนกลับ แต่เมื่อศัตรูลงมือหนักขึ้นถึงจุดหนึ่ง เขาก็ไม่อาจฝืนลงมือได้เพราะทุกครั้งที่มีช่องว่างเกิดขึ้นจากการโจมตีของเขา สกายเบรดและท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็ต้องฝืนรับการโจมตีของศัตรูไปเสียทุกครั้ง

            แม้ว่าทั้งสองจะร่วมมือกันจนสามารถลดความรุนแรงของการโจมตีได้เกือบครึ่ง แต่พลังอีกครึ่งที่เหลือก็ยังรุนแรงพอที่จะทำให้พวกเธอบาดเจ็บ

            ตั้งแต่สงครามเทวะเปิดฉากขึ้น สกายเบรดกับท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทต้องฝืนรับการโจมตีไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้งและมีถึง 3 ครั้งที่พวกเธอต้องกระอักเลือดออกมาเพราะการโจมตีของศัตรู

            อาการบาดเจ็บที่ทั้งสองได้รับนั้นไม่นับว่ารุนแรงนักและด้วยพลังชำระล้างของสกายเบรด การฟื้นฟูของทั้งสองจึงรวดเร็วมาก

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทั้งสองก็ยังสูญเสียพลังไปค่อนข้างมาก ทำให้กัสไม่กล้าฝืนปล่อยให้ทั้งสองรับการโจมตีของศัตรูอีก

            กัสจึงต้องต้านรับการโจมตีต่อไปและสวนกลับทุกครั้งที่มีโอกาส ใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบเพื่อสร้างช่องว่าง เบี่ยงเบนความสนใจ สกัดการโจมตีที่ทรงพลัง ทำให้การต่อสู้กลายเป็นยืดเยื้อ

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ไม่รู้สึกลำบากใจเพราะเขาไม่กลัวว่าพลังเวทจะหมดสิ้นไปอยู่แล้ว เนื่องจากความสามารถในการฟื้นฟูของเขานั้นสูงที่สุดในสนามรบแห่งนี้แล้ว

            ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการพลังธรรมชาติในการฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไป ผิดกับครึ่งเทพและเทพอสูรรายอื่นที่จำต้องดูดซับพลังธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปและเมื่อมีเทพจำนวนมากในสนามรบ การแย่งชิงพลังธรรมชาติก็กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูพลังของทุกคนลดต่ำลงอย่างมาก ผิดกับกัสที่สามารถฟื้นฟูพลังได้ด้วยสารอาหารที่สะสมไว้ในรูปแบบของออริจินฟู้ด

            ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่ต้องกลัวว่าจะสูญเสียพลังมากเกินไป เขาจึงสามารถรักษาความถี่และความรุนแรงในการโจมตีเอาไว้ได้ ผิดกับอีกฝ่ายที่ไม่อาจฝืนลงมือได้มากนักเพราะพวกมันไม่สามารถฟื้นฟูพลังเวทได้เร็วเท่ากับเขา

            ในสภาพเช่นนี้การต่อสู้แบบยืดเยื้อจึงเป็นผลดีต่อกัสมากกว่าอีกฝ่าย ในส่วนนี้แม้ว่าสกายเบรดกับท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทจะต้องประสบกับปัญหาแบบเดียวกัน

            แต่ทั้งสองมีสิ่งประดิษฐ์เทพที่เขาสร้างขึ้น ทำให้พวกเธอสามารถใช้ปราณลึกลับฟื้นฟูพลังเวทที่สูญเสียไปได้อย่างรวดเร็ว

            เมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไปในรูปแบบนี้ เทพทั้ง 5 ก็เริ่มร้อนรน พวกมันหันมาสบตากันครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ

            จากนั้นเทพอสูรผู้ถือคันศรกระดูกก็รั้งสายจนสุดแขนแล้วปล่อยออก เหยี่ยวทองคำมายาที่อยู่เบื้องหลังก็กางปีกออกจนสุดแล้วสะบัดออกไปในวินาทีเดียวกันจนเกิดเป็นลำแสงสีทองนับไม่ถ้วนระเบิดออกไปในพริบตา

            ลำแสงสีทองถล่มลงมาราวกับสายฝน สร้างความตื่นตระหนกให้กับกัสและสองสาวไม่น้อย พวกเขาเร่งเร้าพลังขึ้นถึงขีดสุดเพื่อต้านรับการโจมตีนี้อย่างสุดความสามารถ

            ในวินาทีเดียวกันนั้นเทพอสูรที่สวมเกราะผลึกทองคำซึ่งไม่เคยก้าวออกมาจากกลุ่มก็เคลื่อนไหว

            มันพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูง ไปปรากฏตัวข้างกายของสกายเบรดในชั่วพริบตา พร้อมกับหมัดที่ทรงอำนาจซึ่งผสานพลังของภาพมายาจนกลายเป็นหนึ่ง

            หมัดเลือดเนื้อที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดูกทองคำพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของสกายเบรดด้วยความเร็วสูงจนมวลอากาศแตกปะทุออกมาอย่างรุนแรง

            แต่ก่อนที่หมัดจะปะทะกับแผ่นหลังที่เปิดโล่งของสกายเบรด ร่างกายของเธอก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นดวงแสงสีขาวดวงหนึ่ง

            พริบตาต่อจากนั้นเงาสีดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากเส้นผมของกัส มันระเบิดออกมาเป็นเส้นโค้งเส้นหนึ่ง ตัดผ่านลำคอของเทพอสูรเกราะผลึกทองในพริบตา

            ส่วนหัวของเทพอสูรขาดกระเด็นไปในทันที สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนไปด้วยความตระหนก ราวกับคิดไม่ถึงว่าการโจมตีของศัตรูจะปะทุออกมาได้เร็วและทรงพลังถึงเพียงนี้

            ด้วยร่างกายที่สวมเกราะผลึกทองคำผสานกับภาพมายากระดูกทองคำ พลังป้องกันของมันสามารถเทียบได้กับเทพอสูรในระดับ 9 ดาว

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เงาสีดำที่น่ากลัวนั้นกลับตัดหัวของมันจนขาดได้ในพริบตา

            สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สร้างความตื่นตระหนกให้มันไม่น้อย แต่ยังไม่มากเท่ากับหัวสิงโตที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าและอ้าปาก กลืนส่วนหัวของมันลงไปในอึดใจ

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน