ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

    ตอนที่63 เชื่อฟังผม แล้วรินชาให้ซะ

    ตอนที่63 เชื่อฟังผม แล้วรินชาให้ซะ


            ฉีเล่ยพยักหน้าและกล่าวว่า


            “ผมเข้าใจดีครับ คุณเป็นห่วงเรื่องอนาคตของหลานสาว กลัวว่าจะถูกผู้ชายหลอก แต่ยังไงก็ช่วยอย่าเห็นแก่ตัวจนเกินเหตุด้วยครับ ผมก็ควรมีชีวิตของผม ถูกตรงไหมครับ?”


            ขณะเอ่ยกล่าว ฉีเล่ยก็ลุกขึ้นขากโซฟาและกล่าวว่า


            “งั้นผมขอตัวนะครับ นี่ก็ดึกแล้วผมไม่อยากรบกวน อ่อ...แล้วถ้าจะสั่งให้พวกบอดี้การ์ดจับตัวผมไว้ก็อย่าหวัง ถ้าผมจะฆ่าทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย”


            เหอะ ฉันอุตส่าห์ช่วยชีวิตหลานสาวของคุณ แต่ตอนนี้เรื่องทั้งหมดกลับโกลาหลไปหมด แม้แต่คำขอบคุณฉันก็ยังไม่อยากได้แล้วด้วยซ้ำ ไม่ว่ายังไงต้องกลับบ้านให้ได้ก่อน


            ก็ลองห้ามฉันดูได้ ถ้ามั่นใจในฝีมือตัวเองขนาดนั้น…


            พูดแล้วก็ตลกดีแหะ ตกลงคุณเป็นหนี้ชีวิตผมหรือผมเป็นหนี้ชีวิตคุณกันแน่? เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า?


            การที่ชูเฟิงอี้พยายามทดสอบฉีเล่ยแบบนี้ ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ตัวเขาอย่างมาก สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ฉีเล่ยต้องการที่สุดคือ การออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้โดยเร็ว


            ภายในใจของฉีเล่ยเต็มไปด้วยความหงุดงหงิด


            เขาช่วยเหลือชีวิตคนอื่นด้วยใจจริง แต่สิ่งที่เราได้รับตอบแทนกลับกลายเป็นแบบนี้ แล้วจะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไง?


            ยังดีทีชูเฟิงอี้ยังพอรู้สึกนึก เอ่ยปากขอโทษออกมา ในเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดก็ถือว่ายังพอคุยกันได้ ช่วยให้อารมณ์โกรธของฉีเล่ยเบาบางลงเยอะ


            ต่อให้พวกคุณเป็นตระกูลอดีตขุนนางจีนแล้วยังไง? คิดจะทำอะไรก็ทำได้เหรอ? นี่ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยนะ และที่สำคัญลำพังตัวพวกคุณเองก็ไม่มีปัญญาขังผมไม่ให้ไหนได้ อ่อ...นอกเสียจากพ่อบ้านฟางคนนั้น เขาเป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับฉีเล่ยได้ ถึงแม้พ่อบ้านฟางยังแข็งแกร่งไม่ถึงครึ่งของกวนไห่ผิง แต่นั้นอาจสร้างปัญหาให้ฉีเล่ยอยู่บ้าง โชคยังดีที่อีกฝ่ายอายุมากแล้ว ถ้าตอนยังหนุ่มยังแน่นบอกเลยว่า เขานี่แหละตัวปัญหาใหญ่


            แล้วยังเหลือใครที่หยุดฉันได้อีกล่ะ? อาศัยพวกบอดี้การ์ดเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ปลอกกล้วยเข้าปากแล้ว ฉีเล่ยสามารถเดินจากคฤหาสน์หลังนี้ได้อย่างง่ายดาย


            โดยสรุปสุดท้าย สิ่งที่ชูเฟิงอี้ขู่ไว้กลับไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะหยุดเขาได้จริงๆ 


            ในอีกด้านหนึ่ง จากมุมมองของชูเฟิงอี้ ไม่ว่าในทีแรกฉีเล่ยจะพยายามช่วยเหลือหลานสาวของเธออย่างสุดกำลัง ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาดีหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดหลานสาวของเธอก็ได้รับการช่วยชีวิตไว้แล้ว คงเป็นไปไม่ได้เช่นกันที่จะไม่ตอบแทนความดีความชอบในส่วนนี้ ดังนั้น คงจะปล่อยให้ฉีเล่ยกลับไปมือเปล่าแบบนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด จึงรีบลุกขึ้นเอ่ยปากชวนอีกฝ่ายให้อยู่รับประทานอาหารเย็นด้วยกันก่อน


            นับเป็นโชคดีของฉีเล่ยเช่นกันที่ชูเฟิงอี้ได้ออกตัวบอกว่า พวกตนเป็นตระกูลขุนนางเก่า เพราะหากเทียบกับต่งชีหยุน ตัวฉีเล่ยเองด้อยกว่าทุกด้าน และถ้าตระกูลชูสามารถเป็นศัตรูกับตระกูลต่งได้ นั้นหมายความว่า ทั้งสองตระกูลนี้มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเดียวกัน คงเป็นการดีกว่าที่จะให้ตาแก่สองคนนี้ตีกันเอง


            ถ้าลองพิจารณาให้ถี่ถ้วน ฉีเล่ยเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง เขาไม่ควรไปรุกรานหรือสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับตระกูลชู และยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ชูเฟิงอี้เองก็เอ่ยปากขอโทษขนาดนี้แล้ว ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเองก็ดูจริงใจอย่างมาก ดังนั้นฉีเล่ยจะกล้าปฏิเสธคำชวนรับประทานมือเย็นของอีกฝ่ายได้อย่างไร?


            ชูเฟิงอี้พาฉีเล่ยไปที่ห้องรับประทานอาหาร และสั่งให้พ่อครัวทำอาการคอร์สที่หรูที่สุดเพื่อบริการแก่ฉีเล่ย


            แต่ฉีเล่ยเพิ่งนั่งได้ไม่นาย ชายแก่ก็คิดว่า นี่ยังไม่สมเกียรติพอพร้อมคิดได้ว่า ตนมี้ไวน์เหมาไถที่หมักนานถึง20ปีเก็บไว้อยู่ในห้องไวน์ส่วนตัว พอนึกได้แบบนั้นก็รีบลุกขึ้นไปเอามันมา


            พอชายแก่คนนี้จากออกไป ฉีเล่ยก็ถูกทิ้งให้อยู่บนโต๊ะตามลำพังในห้องรับประทานอาหาร


            ขณะที่ฉีเล่ยกำลังจิบชา ชูซินฮังที่โดนไล่ออกไปก่อนหน้าก็วิ่งตรงเข้ามาหาอีกครั้ง


            ทันทีที่เห็นฉีเล่ยนั่งสุขสบายบนเก้าอี้พลางจิบชาราคาแพงของบ้านตน ในแววตาคู่นั้นของชูซินฮังแทบจะลุกเป็นไฟ เขาพุ่งเข้าไปคว้าจอกชาในมือฉีเล่ยทันที และสบถด่าขึ้นว่า


            “คิดว่าตัวเองเป็นใครห่ะ?! ทำไมยังนั่งหน้าสลอนอยู่ที่นี่อีก! คิดจริงๆเหรอว่าตระกูลชูของฉันจะให้ของขวัญอะไรนาย? แล้วอีกอย่างนะ พี่สาวของฉันก็ไม่ตาต่ำถึงขนาดจะเอาแกเป็นเขยบ้านนี้!”


            มีหรือที่คนหัวรั้นของเขาจะยอมโดนลากออกไปง่ายๆ? พอถูกคุณปู่ตัวเองไล่ไปเสร็จเขาก็แอบเข้ามาใหม่และดักฟังอยู่หลังเสาภายในห้องโถง ทั้งยังได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน


            หลังจากได้ยินว่า ฉีเล่ยปฏิเสธข้อเสนอจากปู่ของเขา ชูซินฮังก็รีบออกจากโถงทันทีไปด้วยความหงุดหงิดและต้องการกลับมาหาทางแก้แค้นไอ้หมอนี่ โดยที่ไม่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างทั้งสองต่อจากนั้น 


            ในสายตาของชูซินฮัง ฉีเล่ยก็แค่ผู้ชายหน้าหล่อคนหนึ่งเท่านั้น


            ในสายตาของชูซินฮัง ทักษะด้านการแพทย์ของฉีเล่ยก็แค่มือสมัครเล่นทั่วไป ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงด้วยซ้ำ


            ในสายตาของชูซินฮัง ฉีเล่ยคนนี้ไร้น้ำยาสิ้นดี


            ดังนั้นแล้ว การที่เห็นไอ้คนไร้น้ำยาอย่างฉีเล่ยวิ่งมาเกาะแข้งเกาะขาสกุลชู ชูซินฮังจึงจำเป็นต้องออกโรงขับไล่อีกฝ่ายให้ไสหัวไปให้จงได้


            ก่อนหน้านี้ฉีเล่ยมองชูซิงฮังในแง่ดีไม่น้อย ที่ถึงขนาดออกตัวเข้ามาปกป้องพี่สาวของตัวเอง หากเขาเป็นอีกฝ่ายคงทำแบบนั้นเช่นกันนั้นแหละ ใครจะอยากให้พี่สาวได้ครองคู่กับผู้ชายไร้คุณสมบัติกัน 


            แต่ในปัจจุบันกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ทั้งๆที่ฉีเล่ยบอกไปแล้วว่า ตัวเขาแต่งงานแล้ว เรื่องระหว่างชูซินซูกับเขาเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่แทนที่เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้จะยอมรามือพร้อมเดินมาขอโทษที่เข้าใจผิด กลับยังจะมาก่อกวนสร้างปัญหาแก่เขาไม่รู้จบ


            นี่เหรอ...สันดานคนรวย?


            ในโลกใบหน้าต่อให้พวกเขามีเงินมากมายมหาศาลแค่ไหน มีทุกอย่างที่ปรารถนา แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ควรคุกคามสิทธิ์ส่วนบุคคลของคนอื่นตามใจชอบ อย่างเช่นเหตุการณ์ในขณะนี้


             พอจับจ้องชูซินฮังที่ยืนอยู่ต่อหน้า เงาสาดสะท้อนจากนัยน์ตาคู่นั้นของฉีเล่ยเผยให้ถึงความผิดหวังโดยสมบูรณ์


            เดิมทีไอ้ฉันก็คิดว่า ถ้าได้เดินทางออกจากเมืองเล็กๆอย่างหนานหยาง คงจะมีโอกาสสัมผัสโลกกว้างที่ผู้คนมีพื้นฐานจิตใจสูงส่งกว่านี้ แต่ที่ไหนได้ สรุปสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี้ยนไปเลย


            ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าสันดานของมนุษย์จะเหมือนกันหมดเลยสินะ โดยเฉพาะกับพวกมีเงินมีอำนาจ คนพวกนี้มักจะสันดานต่ำตมเป็นพิเศษ


            ก็แค่หนุ่มน้อยมีร่ำรวยคนหนึ่ง ขนาดพวกบอดี้การ์ดที่เฝ้ายามอยู่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ยังทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับหนุ่มน้อยตรงหน้า?


            ในครั้งนี้ ฉีเล่ยไม่คิดจะบ่ายเบี่ยงอีกต่อไปแล้ว


            หลังจากสถานการณ์ทุกอย่างมันพัฒนามาถึงขั้นนี้ ฉีเล่ยเองก็อยากเห็นเช่นกันว่า พวกตระกูลชั้นสูงที่เรียกตัวเองว่า มหาเศรษฐีหรือผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ จะมีความสามารถสักแค่ไหนเชียว!


            เหลือบหางตาปลายมองถ้วยชาที่ชูซินฮังแย่งไปตะกี้ในมือ ฉีเล่ยแสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า


            “รินชาให้ผมสิ”


            ชูซินฮังคาดไม่ถึงเลยว่า ฉีเล่ยจะกล้าสั่งให้ตัวเองรินชาให้แบบนี้ แค่คิดก็อดที่จะโมโหไม่ได้แล้ว เขาตะคอกขึ้นลั่นว่า


            “นี่นาย!”


            ฉีเล่ยเหลือบหางตาอีกแวบหนึ่ง


            “อะไร? หูหนวกตั้งแต่ยังอายุน้อยรึไงครับ? ผมสั่งให้รินชา แค่นี้ทำไม่ได้หรอกครับ?”


            ชูซินฮังแสยะยิ้มด้วยความโกรธ


            “นี่นาย! นายกล้าสั่งฉันจริงๆเหรอ?!”


            ฉีเล่ยกล่าวต่ออย่างไม่แยแส


            “ผมเป็นถึงผู้มีบุญคุณของตระกูลชูเชียวนะครับ กับอีแค่รินชายังทำให้ไม่ได้ หรือคนตระกูลชูมันเป็นพวกลืมบุญคุณกันง่ายขนาดนั้น?”


            ชูซินฮังชี้หน้าใส่ฉีเล่ยทันทีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้


            “นี่นาย...นาย...” 


            โดยไม่แยแสสนใจอาการหัวร้อนของชูซินฮังแม้สักนิด ฉีเล่ยกล่าวต่อน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า


            “หุบปากแล้วรินชาให้ผมซะ”


            พอเห็นว่าชูซินฮังยังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหว ฉีเล่ยจึงยิ้มกล่าวต่อว่า


            “ไม่เป็นไร หลังจากกลับไปคงต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นหน่อยแล้ว ธาตุแท้ของคนตระกูลชูก็แค่พวกอกตัญญู ลืมบุญคุณคนอื่น”


            “....ได้! ฉันจะรินชาให้เอง! จะให้นายดื่มจนตายกันไปข้างนี่แหละ!”


            ชูซินฮังโมโหแทบเป็นบ้า แต่ก็ยังวางถ้วนชาลงบนโต๊ะดังปัง และเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบผงชามาเพิ่มให้


            “จำไว้ ตอนนี้ผมเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลชู”


            ฉีเล่ยตะโกนไล่หลังน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย


            “หัดปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณดีๆหน่อย อย่าเอากาน้ำมาฟาดกันล่ะ”


            ชูซินฮังเดินเข้าไปหยิบชา เนื้อตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นเมื่อได้ยิน มือข้างหนึ่งที่กำลังหยิบกาน้ำชาใบหนึ่งถึงกับชะงักไปชั่วขณะ 


            ไอ้หมอนี่มันอ่านความคิดคนอื่นได้รึไง?


            “มันเกินไปแล้ว! ฉันจะคอยดู! นายยังจะอวดดีแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน! รอพี่สาวฉันกลับมาก่อนเถอะ เตรียมโดนเธอจัดการได้เลย!”


            ชูซินฮังกระซิบกระซาบกับตัวเองภายในใจ ขณะใส่ซองชาลงในกา จากนั้นก็ค่อยๆรินใส่ถ้วยหนึ่งไปเสิร์ฟด้วยความโมโห