(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 147 ไม่ได้อ้วน...แต่แค่จ้ำม่ำ

    ตอนที่ 147 ไม่ได้อ้วน...แต่แค่จ้ำม่ำ



    การที่ไลท์ขอเครื่องสื่อสารพลังเวทจากไวทเคานต์นิค อันที่จริงแล้วตัวเขาไม่ได้อยากได้มันเท่าไหร่นัก เพราะในร้านค้าของระบบนั้นมีจำพวก วิทยุสื่อสารหรือ Walkie talkie ที่ดีกว่าอยู่แล้ว



    ทั้งนี้หากจะนำมาใช้งานในโลก The Gloria ที่มีความละม้ายคล้ายกับยุคกลาง ที่ยังไม่รู้จักเทคโนโลยีใดๆ แทบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมองว่าหากเขานำมันมาใช้งาน ตัวเขาก็อาจที่จะต้องอธิบาย ถึงที่มาที่ไปกับผู้คนที่พบเห็น ให้วุ่นวาย

    เขาจึงเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการ ขอเครื่องสื่อสารที่ทางทหารใช้กัน จากไวทเคานต์นิคเป็นค่าตอบแทนไปเสียเลย



    ครั้นต่อจากนี้หากเขาซื้อ วิทยุสื่อสาร (Walkie talkie) จากร้านค้าในระบบมาใช้งาน เขาก็ได้จะยกอ้างว่า เขาพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องสื่อสารที่เคยได้รับมาจากไวทเคานต์นิค จะได้ไม่ต้องมีใครสงสัยให้วุ่นวายอีกนั่นเอง



    “. . .” ไวทเคานต์นิค ดูอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำขอของไลท์ ซึ่งมันค่อนข้างอยู่ในขอบเขตที่นอกเหนือจากการรับผิดชอบของตนเกินไปเสียหน่อย


    แม้ว่าไวทเคานต์นิคจะเป็นหัวหน้าและผู้ควบคุมสมาคมกิลด์และถือครองตำแหน่งในการทหารอยู่ก็ตาม



    แต่ครั้นจะมอบเทคโนโลยีเครื่องสื่อสารพลังเวทที่ถือเป็นความลับทารการทหารให้กับไลท์เช่นนี้ ดูเหมือนว่าไวทเคานต์นิคก็ไม่อาจที่จะตัดสินใจได้ง่ายๆ หากต้องเทียบกับการให้เงิน


    “ถ้าท่านไวทเคานต์ลำบากใจ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่เห็นว่ามันน่าสนใจดี...เวลาต้องการจะพูดคุยกับคนอื่นจากที่ไกลๆ อย่างที่ไวทเคานต์ทราบหากผมมีพื้นที่อยู่ในหมู่บ้านสายหมอกจริงๆ การมีเครื่องมือสื่อสารอาจจะสะดวกสบายมากขึ้น” ไลท์ได้อธิบายเพิ่มเติม ว่าการที่เขาต้องเครื่องส่งสัญญาณ


    เขาต้องการไปใช้สื่อสารจริงๆ เพื่อความสะดวกสบายก็เท่านั้น ไม่ได้ต้องการเพื่อนำไปให้กับใคร หรือถูกศาสนจักรแห่งแสงและอาณาจักรมังกรทมิฬ ส่งตัวมาเป็นสายลับเพื่อสืบข่าวคราวอย่างที่ไวทเคานต์กำลังกังวล



    “ฉันก็พอรู้ว่าท่านไลท์ คงไม่ได้เป็นสายลับหรือคนที่แอบแฝงตัวมาอยู่ในอาณาจักรลูนาเทียครับ เพียงแต่เครื่องสื่อสารพวกนี้ถือเป็นความลับของอาณาจักร การจะให้กับบุคคลอื่นๆ ดูจะเป็นเรื่องที่ฉันก็ไม่อาจตัดสินใจยกให้ได้ด้วยการตัดสินใจของฉันเพียงลำพัง ฉะนั้นให้เวลาฉันอีกสักหน่อย หากแนวทางแก้ไขน้ำท่วมของท่านไลท์ได้ผล ฉันจะขอเครื่องสื่อสารพวกนี้จากราชาโจเซฟเพื่อเป็นรางวัลให้กับท่านไลท์อย่างแน่นอน”

    ไวทเคานต์นิคพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น พลางให้สัญญากับไลท์ว่าจะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับพระราชาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ


    “อย่าดีกว่าครับ ถ้ามันเป็นความลับแบบนั้นจริงๆ ผมกลัวว่าจะทำให้ท่านไวทเคานต์ต้องปวดหัวเปล่าๆ” ไลท์ไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัวตนมากนัก เพราะเขายังต้องคอยปกป้องเอลล่าและแอล


    ฉะนั้นหากความต้องการของเขา นั้นส่งผลให้เด็กๆ ทั้งสองต้องพลอยเดือดร้อน สู้เขาละทิ้งความต้องการนี้ไปเสียจะดีกว่า



    “ฉันรับปากกับท่านไลท์แล้ว เช่นนั้นฉันจะต้องทำให้ได้...แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ฉันสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับท่านไลท์ได้ในทันที” ไวทเคานต์นิคเปิดใช้พลังเวทเฉพาะตัว ปลดผนึกแหวนเก็บของในมือ


    ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปหยิบเอา ป้ายชื่อของทหารที่ดูเก่าและน่าจะใช้งานไม่ได้แล้ว ออกมาจากช่องเก็บของต่างมิติ


    “สิ่งนี้คือ?” ไลท์มองดูป้ายชื่อของทหารที่สลักชื่อของไวทเคานต์นิค ที่ในตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่ ขุนนางที่มียศศักดิ์เป็นเพียง บารอน ที่เป็นลำดับรองลงมาจากไวทเคานต์ในตอนนี้

    “มันคือเครื่องส่งสัญญาณของฉันที่พังเสียหายไปแล้ว...แต่อย่าได้คิดว่าฉันจะให้ของพังๆ กับท่านไลท์เชียวนะ เพราะถึงแม้ว่าเจ้าสิ่งนี้มันจะพังเสียหายไปแล้ว ข้างในของมันกลับยังหลงเหลือพลังเวทที่ใช้เป็นแกนหลักของเครื่องส่งสัญญาณในปัจจุบันอยู่เล็กน้อย ฉันขอมอบสิ่งนี้ให้กับท่านไลท์ไว้ใช้ศึกษาก็แล้วกัน” พูดจบป้ายชื่อเก่าๆ ของไวทเคานต์นิค ก็ยัดใส่ในมือของไลท์


    ก่อนที่ตัวของพ่อครัวหนุ่มจะเดินกลับมายังบ้านพักที่ป่านนี้ ทุกคนต่างเข้านอนกันไปหมดแล้ว

    แม้แต่จิม ที่สะลึมสะลือเดินกลับมาก่อนหน้าไลท์เพียงไม่กี่นาที ป่านนี้ก็นอนกรนเสียงดัง ประสานไปกับเสียงกรนของโทมัสผู้เป็นเจ้านายของตัวเองไปแล้ว



    ไลท์กลับมายังห้องพักของตัวเอง เขานั่งลงบนโต๊ะพร้อมกับวางป้ายชื่อของท่านไวทเคานต์ที่มันคือเครื่องส่งสัญญาณด้วยใบหน้าที่ เต็มไปด้วยคำพูดมากมาย

    โดยหนึ่งในคำพูดภายในหัวของไลท์ ก็มีความหมายดังต่อปนี้ ‘ฉันไม่มีพลังเวทแล้วจะตรวจสอบ ใช้งานหรือซ่อมมันยังไง?’ ไลท์อดไม่ได้ที่จะ ขำหน้าแห้งๆ

    แม้ไวทเคานต์นิคจะบอกว่าเครื่องส่งสัญญาณนี้ไม่ใช่ขยะ...กลับกันในมุมมองของไลท์มันคือ ขยะของแท้เลยนั่นเอง



    ปรอย~! เจ้าโปริ่งเมื่อรับรู้ได้ถึงเจ้านายของมันที่กลับมา มันที่นอนหลับอยู่บนหัวนอนของไลท์ ก็ได้ตื่นขึ้น


    เจ้าสไลม์ยังคงสดใสร่าเริงเหมือนเช่นทุกที ดวงตาที่ใสแจ๋วและไร้เดียงสาของมัน ได้ทำให้ไลท์ต้องอุ้มมันไปเสียทุกที


    เจ้าโปริ่งมองดูป้ายชื่อบนโต๊ะ สลับกับมองหน้าไลท์อยู่สักพักใหญ่ๆ “สิ่งนี้แกกินไม่ได้ ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลย...แล้วแกนะ รู้สึกจะอ้วนเกินไปแล้วนะ ดูหนักๆ ขึ้นด้วย” ไลท์ที่อุ้มเจ้าโปริ่งอยู่ ออกแรงบีบเจ้าโปริ่งเล็กน้อยเพื่อที่จะทำให้มันอึดอัด



    แน่นอนว่าเจ้าโปริ่งที่เป็นสไลม์ ร่างกายของมันไม่มีทางที่จะรู้สึกถึงแรงบีบหรืออึดอัดอะไรอยู่แล้ว แต่มันก็แสร้งใช้ปากที่ไม่มีซี่ฟันของมัน งับเอาแขนของไลท์ไปคำหนึ่ง ที่บังอาจมาบอกว่ามันอ้วนเกินไปนั่นเอง



    “โอเคๆ แกไม่ได้อ้วนแต่แค่จ้ำม่ำสินะ” ไลท์ที่รับรู้ความคิดของเจ้าโปริ่ง ด้วยจิตที่ผูกกัน ทำให้เขาหยอกล้อเล่นกับเจ้าโปริ่งได้อย่างสนุกสนาน

    และในขณะที่ไลท์กำลังจะขึ้นไปนอนบนเตียงนั่นเอง เจ้าโปริ่งก็คว้าป้ายชื่อของไวทเคานต์นิคที่เป็นเครื่องส่งสัญญาณที่วางอยู่บนโต๊ะ

    คว้าหมับเข้าให้! ก่อนจะกลืนลงไปด้วยใบหน้าที่มีความสุข


    “เดี๋ยวก่อนนะ!” อย่างที่บอกว่าไลท์นั้นรับรู้ได้ถึงความคิดของเจ้าโปริ่ง ในทันทีที่เจ้าสไลมสีชมพูสดใส ได้กลืนป้ายชื่อลงไปในท้องของมัน

    ปฏิกิริยาในตัวของเจ้าโปริ่งก็ดูเหมือนจะไปกระตุ้นพลังเวทที่หลงเหลืออยู่ในเครื่องส่งสัญญาณขึ้นมาในฉับพลัน



    ใช่แล้ว...เจ้าโปริ่งสามารถกระตุ้นเครื่องส่งสัญญาณที่พังเสียหายไปแล้ว ให้กลับมาใช้งานได้


    ด้วยความที่ว่า ในการต่อสู้กับไวทเคานต์นิคที่ป่าดาราฉาย ในการโจมตีครั้งสุดท้าย ที่ขุนนางวัยกลางคนเผลอปล่อยพลังเวททำลายล้างออกมาเพื่อปิดฉากการต่อสู้

    ไลท์ได้สั่งให้เจ้าโปริ่งนั้นกินพลังทำลายล้างนั้นเข้าไปในตัว เพื่อช่วยเหลือนักผจญภัยที่อยู่รอบๆ ให้ไม่โดนลูกหลง



    จึงทำให้เจ้าโปริ่งนั้นมีพลังเวทของไวทเคานต์นิคไหลเวียนอยู่ในตัว เป็นเสมือนคลังที่มันใช้เก็บสะสมพลังเวทที่น่าอร่อยๆ ซึ่งในตอนนี้มีตั้งแต่ พลังเวทของโทมัส จิม เอลล่า แอล คาห์นและคนอื่นๆ อีกมากมาย ที่มันเคยได้กินพลังเวทของอีกฝ่ายเข้าไป



    ฉะนั้นในทันทีที่พลังเวทของไวทเคานต์นิคในตัวของเจ้าโปริ่ง ได้สัมผัสถึงแกนพลังเวทจากเครื่องส่งสัญญาณ มันก็ช่วยทำให้แกนพลังเวทที่หลงเหลือพลังเวทอยู่น้อยนิดได้รับการเติมเต็มกลับขึ้นมาดั้งเดิม เหมือนกับได้รับการชาร์จไฟ อะไรทำนองนั้น


    “ถุ้ย...ก้องแก้ง” เจ้าโปริ่งได้บ้วนป้ายชื่อที่ได้กินเข้าไปออกมา ก่อนที่มันจะใช้สายตามองไลท์อย่างมีเลศนัยว่า


    ‘มันนั้นเก่งและมีประโยชน์มากใช่ไหมล่ะ? งั้นก็เอาอาหารมาให้มันอีกเยอะๆ สิ มันจะได้เป็นเจ้าโปริ่งที่แสนจ้ำม่ำ’


    “แกนี้จริงๆ เลย...พรุ่งนี้ค่อยตื่นมากิน ตกลงไหม” ไลท์ถึงจะดุใส่เจ้าโปริ่งที่กำลังกระโดดเล่นไปมา แต่เขาก็ลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู

    เพราะเจ้าโปริ่งไม่ต่างอะไรกับหมาน้อยที่ดื้อแต่ก็ขี้อ้อนเลยสักนิด



    ไลท์หยิบเอาป้ายชื่อที่ได้รับการซ่อมแซมจากเจ้าโปริ่งขึ้นมาถือไว้ แต่ทว่าเขาก็ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการใช้งานมันอยู่ดี เพราะเขาไม่มีพลังเวท

    ระหว่างที่เขาจนใจอยู่นั่นเอง จู่ๆ ระบบที่เฝ้าดูอยู่นานแล้ว ก็พลันถอนหายใจออกมา

    ‘เฮ้อ…ระบบขอแนะนำว่าให้เจ้าของร่างรีบกลับเข้ามาในระบบเดี๋ยวนี้’ มันไม่เชิงเป็นคำสั่งจากระบบ มันดูเป็นคำพูดที่ดูเหมือนจะหมดความอดทนกับไลท์เสียมากกว่า



    ไลท์ปฏิบัติตามคำพูดของระบบอย่างว่าง่าย เพราะไหนๆ เขาก็จะเข้านอนอยู่แล้วเพราะพรุ่งนี้ร้านอาหารจะกลับมาเปิดขายตามปกติ จึงถือโอกาสหนีลุกขึ้นไปนอนเพื่อเข้าสู่ระบบไปเสียเลย



    ไลท์ได้เข้าไปในร้านค้าของระบบที่เขานั้นคุ้นชินกับที่แห่งนี้แล้ว ซึ่งในครั้งนี้เขาไม่ได้หาซื้อของหรือตั้งใจจะมาสุ่มกาชา

    หากแต่เข้ามาเพราะระบบได้เรียกขานนั่นเอง


    ‘เครื่องมือสื่อสารที่เจ้าของร่างได้รับมา มีพลังเวทจากโลกใบนี้ไหลเวียนอยู่ หากเจ้าของร่างต้องการที่จะใช้มัน ให้ลองนำเครื่องมือสื่อสารนี้ ไปใส่ใน วิทยุสื่อสาร (Walkie talkie) นั้นก็สามารถที่จะใช้งานได้แล้ว’


    โดยบนโต๊ะในร้านค้าของระบบก็พลันมี วิทยุสื่อสาร รูปร่างทันสมัยที่เขาเคยเห็นในโลกก่อน วางเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้ว


    ไลท์หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา แกะเอาฝาหลังที่เคยเป็นที่ใส่ถ่านออกมา ก่อนจะนำป้ายชื่อของท่านไวทเคานต์นิคที่เป็น สื่อกลางสำหรับใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร ใส่แทนถ่านเข้าไป


    ผลปรากฏว่า ‘ครืด~! แจ้งจากหน่วยปฏิบัติการที่ป่าดาราฉาย ขอชี้แจงให้สมาคมกิลด์ได้รับทราบ ท่านไวทเคานต์ได้สามารถปราบพิชิตสัตว์อสูรหมาป่าสีชาด ได้สำเร็จแล้ว...ครืด’


    ‘สมาคมกิลด์นักผจญภัย รับทราบแล้ว...ขอปิดการออกล่าอสูรหมาป่าสีชาด ลงแต่เพียงเท่านี้ ทางเราจะส่งรางวัลให้กับนักผจญภัยที่เข้าร่วมการออกล่านี้ให้กับสมาคมกิลด์ที่พวกเขาสังกัดในเร็ววัน’


    ทันทีที่ไลท์เสียบป้ายเข้าไปในวิทยุสื่อสาร (Walkie talkie) เขาก็พลันได้ยินถึงเสียงพูดคุยกันของสมาคมกิลด์นักผจญภัย กับอีกเสียงหนึ่งที่ฟังดูคุ้นหู ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเสียงของหัวหน้าหน่วย ที่ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ของป่าดาราฉายให้กับสมาคมกิลด์ได้รับรู้ ว่า อสูรหมาป่าสีชาดได้ถูกสังหารลงแล้วนั่นเอง



    “งั้นแสดงว่า ถ้าผมซื้อ วิทยุสื่อสารนี้ไปก็จะสามารถพูดคุยกับคนในโลกนี้ได้ใช่หรือไม่?”

    “ใช่ วิทยุสื่อสารจากร้านค้าในระบบสามารถรับพลังเวทจากคนในโลกนี้ได้ ขอเพียงเจ้าของร่าง สามารถสร้างแกนพลังเวทแบบเดียวกันนี้ลงไปได้” น้ำเสียงของระบบดูจะเบาใจลงไปได้มาก กว่าจะทำให้ไลท์นั้นเข้าใจถึงการแปลงพลังเวทให้เข้ากับของในร้านค้าจากระบบ ที่นอกเหนือจากวิทยุสื่อสารแล้ว ยังมีอีกหลากหลายอย่างที่ไลท์สามารถนำมาใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ขอแค่มีพลังเวทค่อยหล่อเลี้ยงเป็นพลังงานให้กับมันแล้ว


    สิ่งเหล่านี้ก็จะสามารถนำมาใช้งานได้ในโลก The Gloria ได้เช่นกัน ขอเพียงแค่ไลท์เลื่อนขึ้นระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อปลดล็อก ร้านค้าให้เติบโตขึ้น

    เขาก็สามารถที่ใช้งานมันได้แล้ว ด้วยวิธีที่คล้ายกันนี่



    ไลท์เมื่อรู้ว่าเขาสามารถหาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้โดยใช้พลังเวทมาเป็นตัวให้พลังงาน ใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้ม ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่เช้าวันใหม่จะเริ่มต้นเหมือนเช่นทุกที


    ‘ร้านอาหารสามเวลากลับมาเปิดแล้ว!’



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy