“ช้าก่อนศิษย์พี่ทุกท่าน ข้าคิดว่าคุณชายท่านนี้คงมิได้ตั้งใจ โปรดอย่าถือสาเอาความเขาเลย อีกทั้งคุณชายก็ได้ยังเอ่ยขอโทษต่อข้าแล้ว พวกเราควรใจกว้างไปเขาไปเถอะ”
ท่ามกลางความตรึงเครียดที่เกิดขึ้นพลันมีเสียงสวรรค์จากหญิงงามนางหนึ่งเปล่งออกมา นางผู้นี้คือผู้ที่ถูกเดินชนจนล้มลงกับพื้น เพียงแต่ท่าทีและคำพูดคำจามิได้แสดงถึงความไม่พอใจแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำนางถึงขนาดเป็นผู้ที่เอ่ยปากให้ปล่อยตัวเหมาเว่ยด้วยตัวเอง เห็นทีเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะพอมีทางคลี่คลายไปในทางที่ดีเป็นแน่
“ใช่ๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจเดินชนจริงๆ”เหมาเว่ยรีบกล่าวเสริมขึ้นเมื่อเริ่มมองเห็นโอกาส’ทั้งงดงามทั้งใจดีและมีเหตุผล’
เหมาเว่ยเริ่มให้ความสนใจกับหญิงงามผู้ที่เขาเดินชนมากยิ่งขึ้น นางเป็นสาวน้อยอายุไม่เกินสิบแปดปี รูปร่างเล็กริมฝีปากเรียวบาง มีเส้นผมดำยาวสลวยตัดกับผิวกายขาวผ่องราวกับเนื้อหยกชั้นดี ดวงตาคู่โตเป็นประกายชำเลืองมองเหมาเว่ยเล็กๆก่อนจะถูกพยุงร่างขึ้นจากพื้นโดยหญิงสาวอีกนางหนึ่ง
“เจ้าจะใจดีเกินไปแล้วนะศิษย์น้อง อย่างน้อยก็ให้ข้า.....”หญิงสาวนางหนึ่งมีท่าทียังไม่ยอมเลิกโดยง่าย หากแต่ก็ถูกสาวน้อยผู้ที่ถูกชนกล่าวแทรกขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะยุติ
“ศิษย์พี่ ปล่อยเข้าไปเถอะ อีกอย่างนี่ก็ถึงเวลาต้องกลับแล้ว หากชักช้าท่านอาจารย์จะเอาโทษพวกเราได้”หญิงงามกล่าวจบก็เร่งหันหลังเดินนำหญิงสาวทุกคนออกไป นางไม่แม้แต่จะถามไถ่หรือให้ความสนใจแก่เหมาเว่ยแม้แต่น้อย”ไปกันเถอะ”
“ครั้งนี้ถือว่าเจ้าโชคดี เห็นแก่ศิษย์น้อง พวกเราจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง ชิ!!”
“พี่น้องทุกคนไป!”
‘นึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว’เหมาเว่ยรีบลุกขึ้นโดยที่สายตาจดจ่อจ้องมองตามหลังหญิงงาม แต่ท้ายที่สุดก็อดกลั้นความต้องการของตนไว้มิได้ จึงเปล่งเสียงไล่หลังตามไปแต่ก็ไร้การตอบรับ”เดี๋ยวก่อนแม่นาง เจ้าชื่ออะไร? ข้าหมาเว่ย ไม่ใช่ๆ เหมาเว่ย โธ่ ไม่สนใจกันเลยหรอเนี่ย”
“คุณชาย ข้าว่าท่านอย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า”ชายร่างเล็กผู้หนึ่งส่งเสียงเอ่ยเตือนเหมาเว่ยพร้อมทั้งก้าวเข้าไปใกล้
“หาเรื่อง? หมายความว่าไง?”เหมาเว่ยหันไปมองหน้าเจ้าของเสียง และจากชุดแต่งกายที่เห็นบ่งบอกว่าเป็นชาวบ้านในแถบนั้น
“ท่านคงจะเป็นคนจากที่อื่นสินะ รู้รึไม่ว่าพวกนางมิใช่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา พวกนางเป็นผู้ฝึกยุทธของนิกายปุบผาหยกอันโด่งดังเชียวนะ ข้าขอเตือนท่านให้อยู่ห่างจากพวกนางให้มากที่สุดอย่าเอาชีวิตไปเลี่ยงเลย”ชาวบ้านผู้ที่เข้ามาเตือนเล่าถึงกลุ่มหญิงสาวเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นิกายปุบผาหยกคืออะไร?”
“นี่ท่านไม่รู้จักหรอกเรอะ แต่เอาเป็นว่าทำตามที่ข้าแนะนำ อย่าเข้าไปใกล้พวกนางเด็ดขาด ข้าขอตัวไปล่ะ ถ้าไม่เชื่อคำพูดข้า สักวันท่านอาจถูกฆ่าตายไม่รู้ตัว”ชาวบ้านคนดังกล่าวส่ายหัวเล็กๆก่อนจะเดินจากไป
“ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ยังไงข้าก็ขอบใจท่านมากนะ ท่านน้า..”
ระหว่างนั้น เหมาเว่ยเร่งละความสนใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดพลางมุ่งต่อไปยังเป้าหมายเดิม แม้ว่าเรื่องในครั้งนี้เขาอาจจะเป็นฝ่ายถูกหาเรื่องก็ตามที แต่การปล่อยให้เรื่องดังกล่าวผ่านเช่นนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เขาเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเปลี่ยนเป็นเพศเดียวกัน เหมาเว่ยคงจะไม่ยอมปล่อยไปโดยง่ายต้องหาทางเอาคืนภายหลังเป็นแน่
แม้เหมาเว่ยจะเป็นผู้ที่มิได้มีนิสัยโหดร้าย แต่ก็ถือเป็นผู้ที่เจ้าคิดเจ้าแค้นและไม่ยอมอยู่เฉยหากเขาเป็นฝ่ายถูกรังแก อีกทั้งการจะใช้อาวุธปืนที่นำตัวมาด้วยเพื่อจบปัญหาก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ควร
เพราะอย่างน้อยจุดที่เขาอยู่ยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน การจะเปิดเผยอาวุธที่ไม่มีอยู่บนโลกแห่งนี้ย่อมถือว่าเป็นสิ่งที่ควรระวัง หากไม่แน่ใจว่ามีความสามารถมากพอที่จะปกป้องเอาไว้ ก็นับว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยอาวุธอันแปลกใหม่ต่อหน้าผู้คนอย่างแน่แท้
‘ถ้าไม่เห็นแก่ที่เป็นหญิง ข้าคงจะต้องหาทางเอาคืนแจกลูกปืนให้ไปอมเล่นกันคนละเม็ดลองเม็ด’เหมาเว่ยนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพลางก้าวเท้าเดินมาจนถึงเรือนไม้แห่งหนึ่ง”คงจะเป็นที่นี่”
ท้ายที่สุดหลังจากที่เดินมาบนถนนจนสุดทาง เหมาเว่ยก็ได้พบกับเรือนไม้ขนาดใหญ่สองชั้น การตกแต่งภายนอกดูงดงามมากกว่าบ้านเรือนที่ผ่านมาเป็นไหนๆ เขาก้าวเข้าไปบอกกับผู้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเพื่อขอพบกับเจ้าของที่แห่งนี้ และในที่สุดก็ถูกเชิญเข้าไปเมื่อแจ้งว่าต้องการจะมาขอเช่าโรงเตี๊ยมที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน
“เชิญ...!”
เหมาเว่ยเดินเข้าไปตามคำเชิญก่อนที่จะถูกนำไปห้องรับแขกด้านใน ชั่วครู่เขาก็ได้พบกับชายแก่มีอายุท่าทางใจดีเชิญให้นั่งลงและเริ่มเจรจา จากราคาที่ชายแก่เสนอมานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ข้อเสนอแรกคือการซื้อขาดโดยที่มีราคาสูงถึง 2,500 ตำลึงทอง ส่วนข้อเสนอที่สองนั้น เป็นการให้เช่าโดยคิดต่อเดือน เดือนละ 9 ตำลึงทองเลยทีเดียว
“ว่าอย่างไร คุณชายสนใจจะเช่าหรือจะซื้อดีล่ะ?”ชายแก่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม’โรงเตี๊ยมถูกทิ้งร้างมานาน นี่เป็นโอกาสที่ข้าจะสามารถทำเงินกับมันได้’
‘คงต้องขอเช่าก่อนอยู่แล้วล่ะ เงินจากถุงที่ได้มาวันก่อนเหลือแค่สิบตำลึงทองและห้าสิบตำลึงเท่านั้น ยังดีนะที่พอจะเช่าได้หนึ่งเดือน ยังไงข้าก็คงต้องเสี่ยงดูสักตั้ง’เหมาเว่ยฉีกยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป”ข้าขอเช่าที่นั่นสักหนึ่งเดือนก่อนนะท่านเศรษฐี หากการค้ารุ่งเรืองค่อยว่ากันใหม่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตกลง”ชายแก่หันไปทางด้านหนึ่งพลางตะโกนออกไปว่า”เด็กๆ ไปเอาสัญญาเช่ามา”
หลังจากนั้น การทำสัญญาเช่าโรงเตี๊ยมร้างก็เป็นไปด้วยดี เหมาเว่ยรีบอ่านสิ่งที่ระบุในสัญญาอย่างถี่ถ้วน แต่เขาก็ยังรู้สึกแปลกใจเมื่อสามารถเข้าใจถึงตัวอักษรเหล่านั้นได้ เพราะอย่างไรผู้ที่มาจากโลกอื่นอย่างเขา ก็ไม่น่าจะเข้าใจความหมายหลายๆสิ่งที่มีอยู่บนโลกแห่งนี้มิใช่หรือ?
‘คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกสินะที่ข้าสามารถเข้าใจความหมายตัวอักษรเหล่านี้ได้ แต่ถึงขนาดโต้ตอบพูดคุยกับผู้อื่นก็ยังทำได้ จะมัวไปคิดให้ปวดหัวทำไมกันล่ะ’เหมาเว่ยรีบลงชื่อทำสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าโดยทันที
ต่อมาหลังจากที่การทำสัญญาเสร็จสิ้น เหมาเว่ยก็เร่งเดินทางกลับมาที่โรงเตี๊ยมและเตรียมซ่อมแซมทำความสะอาดต่อทันที เขาได้ติดประกาศรับสมัครคนงานโดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 10 ตำลึงต่อเดือน จนได้คนมาช่วยงานในตำแหน่งเสี่ยวเอ้อสองคนโดยที่ทั้งคู่ยังเป็นพี่น้องกันอีกด้วย และจากการสอบถามเบื้องต้น ในความคิดส่วนตัวของเหมาเว่ยก็มองว่าทั้งคู่สามารถไว้ใจได้รับดับหนึ่ง
“อาปิง อาเปียว พวกเจ้าเริ่มงานวันนี้เลยได้ไหม?”
“ได้ขอรับ เถ้าแก่ ขอเพียงมีที่พัก กินอิ่มนอนหลับ พวกเราสองพี่น้องพร้อมทำงานให้ท่านอย่างเต็มที่”อาปิงตกปากรับคำอย่างไม่ลังเล
“ท่านพี่ในที่สุด เราพี่น้องก็มีงานทำมีข้าวกินแล้ว”อาเปียวผู้เป็นน้องกอดคอผู้เป็นพี่พลางหลั่งน้ำตาออกมาเล็กๆ
คนงานใหม่ของเหมาเว่ยนั้น ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ตั้งแต่แรก เมื่อไม่กี่เดือนก่อนทั้งบิดาและมารดาของสองพี่น้องได้ถูกสัตว์ปีศาจสังหารตาย จึงส่งผลให้ทั้งคู่ต้องออกดิ้นรนหางานทำ ขายแรงแลกกับเงินจนมาพบกับใบประกาศที่เพิ่งจะถูกติดไว้ได้ไม่นาน
“งั้นก็ดี รีบช่วยกันทำความสะอาดซ่อมแซมที่นี่ให้เสร็จ ข้าต้องการจะเปิดกิจการให้เร็วที่สุด”เหมาเว่ยไม่เพียงจะสั่งให้ทั้งสองช่วยกันทำงาน ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ช่วยเหลืออีกแรงรีบทำความสะอาดและซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด
ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจครั้งก่อนก็ทำให้เขาทราบว่า ของใช้ในห้องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเตียง ผ้าม่านตกแต่งหรืออื่นๆอีกมากล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพดีแม้จะเก่าไปบ้าง ส่วนที่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่สุดคือส่วนที่ใช้ในการปลดทุกข์ของโลกใบนี้ มันช่างน่าพิศวงสร้างความตกใจให้แก่เขาเป็นอย่างมาก
สถานที่ที่ถูกเรียกว่าห้องน้ำถูกแยกให้ตั้งอยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยม เป็นห้องไม้แคบๆที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆติดๆกัน และโถนั่งสำหรับถ่ายหนักยังเป็นแผ่นไม้ที่ถูกก่อขึ้นจากพื้นเล็กๆโดยมีรูอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านล่างจะมีถังไม้รองรับของเสียเอาไว้และสามารถนำออกไปเททิ้งได้ภายหลัง
‘ห้องน้ำเป็นสิ่งที่ข้าต้องปรับปรุงเป็นอันดับแรก’เหมาเว่ยส่ายหัวเมื่อเห็นสภาพห้องปลดทุกข์โดยยังไม่กล้าลองใช้เอง"เฮ่ออ"
.
.
.
สามวันผ่านไปในช่วงเช้า ก็ถึงฤกษ์งามยามดีที่โรงเตี๊ยมของเหมาเว่ยจะเปิดกิจการ โดยที่เขาได้ตั้งชื่อโดยใช้คำที่มีเสียงพ้องง่ายๆว่า หมี่เหลือง
“ในที่สุดก็ถึงเวลานี้สักที อาปิงเจ้าช่วยออกไปยืนเรียกแขกหน่อยเร็ว ส่วนอาเปียวเจ้ารอตอนรับด้านใน เดี๋ยวข้าจะเข้าไปเตรียมของในครัวให้พร้อมที่สุด”เหมาเว่ยเดินกลับเข้าไปยังด้านในเมื่อสั่งงานเสี่ยวเอ้อทั้งสองจนครบ’ฮ่า ฮ่า ฮ่า โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ขายแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเส้นสีเหลือง ชื่อนี้นับว่าเหมาะสมแล้ว หรือถ้าหากคิดชื่อใหม่ได้ค่อยเปลี่ยนภายหลังก็ได้’
การเปิดโรงเตี๊ยมใหม่ก็มิได้มีการจัดงานเมื่อเงินที่เหลือมีไม่มากพอ เมนูหลักของที่นี่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ถูกนำมาจากต่างโลก ซึ่งก่อนหน้านี้เหมาเว่ยได้ใช้ 1 ตำลึงทองที่เหลือไปอย่างคุ้มค่า โดยที่วันก่อนเขาลอบเดินทางกลับโลกของตนเพื่อนำตำลึงทองกลับไปขายให้กับร้านรับซื้อทองคำ จนได้เงินทุนมาก้อนหนึ่งเพื่อหาซื้อวัตถุและเครื่องใช้ต่างๆมาจากโลกเดิม ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หมูสับ เครื่องปรุงและเครื่องครัวใหม่
เมนูที่มีขายในโรงเตี๊ยมมีเพียงแค่สองเมนู อย่างแรกคือบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรสหมูสับที่จะถูกปรุงขึ้นอย่างง่ายๆโดยการเติมผัก ไข่ไก่และหมูสับที่ผ่านการหมัดมาเป็นอย่างดี
ส่วนเมนูอย่างที่สองก็คือบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง ซึ่งที่แตกต่างกันก็จะเป็นกุ้งสดๆตัวโตที่จะถูกเติมเพิ่มเข้าไป แต่เมื่อของเหล่านี้มาจากโลกอื่นจึงส่งผลให้ภายในครัวจะถูกปิดเป็นความลับ และเหมาเว่ยก็จะทำหน้าที่เป็นพ่อครัวไปด้วย
ซึ่งเมื่อนับถึงต้นทุนและค่าตอบแทนที่มอบให้แก่สองพี่น้องเสี่ยวเอ้อไปแล้ว เงินของเหมาเว่ยในยามนี้เหลืออยู่เพียง 30 ตำลึงเท่านั้น ทั้งเงินในโลกของเขาที่ต้องซื้อของใช้ใหม่อีกหลายอย่างรวมทั้งน้ำสะอาดที่ต้องถูกมากักตุนไว้ จึงทำให้เขาแทบจะกล่าวได้ว่าเกือบหมดตัวกันเลยทีเดียว
‘มาถึงขั้นนี้แล้ว หากินกับโรงเตี๊ยมรอไปก่อน ถ้ากิจการดีขึ้นค่อยหาทางฝึกฝนทีหลังก็ได้ อย่างไรต้องมีทุนสักก้อนเพื่อใช้ในยามจำเป็น แล้วโรงเตี๊ยมก็นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี’