เสียงเชียร์และความยินดีที่ดังสนั่นทั่วด่านซีเหมินเมื่อเอี้ยเสวียนฟื้นขึ้นจากอาการบาดเจ็บสาหัสกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บรรยากาศของป้อมปราการแห่งนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเดิมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกลิ่นอายแห่งสงคราม บัดนี้กลับอบอวลด้วยความหวังและความสามัคคี
ดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านเมฆหมอกที่ยังคงปกคลุมเทือกเขาโดยรอบแสงทองอร่ามฉายแผ่ไปทั่วกำแพงเก่าแก่ของด่านซีเหมินทำให้หินแกรนิตสีเทาเปลี่ยนเป็นสีทองระยิบระยับ เสียงกิ่งไผ่โซ่เซาะด้วยลมเบาๆผสานกับเสียงน้ำตกที่ไหลมาจากยอดเขาสูง สร้างเป็นบทเพลงแห่งความสงบที่ทุกคนรอคอยมานาน
หลังการรบครั้งใหญ่ด่านซีเหมินที่เคยเป็นแนวหน้าของสงครามกับกองทัพอสูรเริ่มกลับคืนสู่ความสงบผู้คนทยอยเดินทางกลับสู่สำนักของตนเพื่อรายงานภารกิจทหารและชาวบ้านต่างร่วมกันซ่อมแซมกำแพงและบ้านเรือนที่เสียหาย
ในตลาดเก่าที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งพ่อค้าแม่ค้าเริ่มกางของขายต่างๆ ตั้งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ ยาสมุนไพรไปจนถึงขนมหวานและผลไม้ เสียงโฆษณาขายของดังเว่าแว่วไปทั่วซอกซอย เด็กๆหิ้วตะกร้าเล็กๆ วิ่งไปวิ่งมาช่วยผู้ใหญ่ขายของ ใบหน้าทุกคนเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่น
แม่ทัพลู่เดินตรวจตราความเรียบร้อยด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มต่างจากวันแรกที่เอี้ยเสวียนมาถึงโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนหน้านี้ใบหน้าของเขาจะเคร่งขรึม จ้องมองทุกอย่างด้วยสายตาแหลมคมเหมือนเสือป่าที่พร้อมจะตะครุบศัตรูได้ทุกเมื่อ แต่วันนี้ เขาหยุดพูดคุยกับทหารด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนถามไถ่ความเป็นไปของครอบครัว แนะนำการซ่อมแซมบ้านเรือนและหัวเราะเมื่อได้ยินเรื่องตลกจากลูกน้อง
เขาเองก็รู้สึกโล่งใจที่ด่านซีเหมินสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้มาได้ ช่วงไม่นานมานี้เขายังคิดว่าด่านแห่งนี้อาจจะต้องถูกทำลายด้วยน้ำมือของพวกอสูร แต่ด้วยการปรากฎตัวรวมถึงความสามารถอันน่าประหลาดของเอี้ยเสวียน ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางบรรดาสำนักใหญ่ทั้งสี่ยกเว้นสำนักเงาจักรพรรดิต่างเตรียมตัวกลับไปรายงานสถานะการณ์ที่พบเห็นต่อสำนักของตนอีกทั้งเรื่องที่รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์หลิงซู๋กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรยศมนุษย์เป็นเรื่องใหญ่ดังนั้นทุกคนเตรียมตัวเดินทางกลับ สำนักใหญ่ทั้งสี่ต่างส่งตัวแทนมาแจ้งแก่แม่ทัพลู่และเอียเสวียนแม้จะมีรอยยิ้มที่ฝืนๆ ปะปนอยู่ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณแห่งการปรองดองที่หาได้ยาก
หลี่เทียนและศิษย์จากสำนักใหญ่เดินเข้ามาหาเอี้ยเสวียนพวกเขายืนล้อมวงกัน สีหน้าบางคนยังคงขุ่นเคือง บางคนก็แฝงความริษยาบางคนพยายามยิ้มแต่ดูไม่จริงใจ และบางคนก็อยากจะท้าทายแต่ยังไม่กล้า
"เอี้ยเสวียนเจ้ายังไม่ตายสมกับที่ว่าคนชั่วตายช้าจริงๆ?"ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชด หน้าตาเขียวปนแดงด้วยความอิจฉา"ข้านึกว่าเจ้าจะหลบหน้าพวกเราไปตลอดชีวิตเสียอีกหรือเผื่อว่าจะตายไปเสียทีเพื่อให้พวกเราได้สบายใจ"
เอี้ยเสวียนมองพวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะยิ้มบางๆตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าสงครามใหญ่ขนาดนี้ฝีมืออย่างพวกเจ้ายังมีชีวิตรอดมาได้? ข้านึกว่าพวกเจ้าจะรีบกลับไปซ่อนตัวที่สำนักทันทีที่สงครามเริ่มเสียอีกหรือไม่ก็วิ่งหนีไปดูแลเล็บเท้าของตัวเองที่บ้าน"
ใบหน้าของศิษย์หลายคนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ บางคนกำหมัดแน่นบางคนจ้องตาโต แต่ไม่มีใครกล้าที่จะตอบโต้อย่างเปิดเผยเพราะทุกคนรู้ดีว่าฝีมือของเอี้ยเสวียนในสงครามครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลียนได้
หลี่เทียนกัดฟันแน่น ข้อมือเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธที่ถูกกระทบ"ครั้งนี้ข้าพ่ายแพ้ให้กับเจ้า แต่ในการการแข่งขัน 5 อาณาจักรอีกสามปีข้างหน้าข้าจะแก้แค้นและเป็นผู้ชนะให้จงได้! ข้าจะฝึกฝนจนเป็นบ้าไปเลยก็ได้"
เอี้ยเสวียนพยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเขาแสดงถึงความชื่นชมความมุ่งมั่น "ยินดีเสมอหากเจ้ารอดมาถึงตอนนั้นแล้วกล้าพอที่จะมาสู้กับข้าอีกครั้งแต่อย่าลืมว่าข้าก็จะไม่หยุดฝึกฝนเช่นกัน เจ้าอาจจะต้องวิ่งตามข้าอีกไกล"
ศิษย์อีกคนแทรกขึ้นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว"อย่าคิดว่าชัยชนะครั้งนี้จะทำให้เจ้าชนะไปได้ตลอดกาลพวกข้านี่แหละจะทำให้เจ้าเป็นหินรองเท้าของพวกข้า!เจ้าคงได้เปรียบเพราะโชคดีเท่านั้นเอง"
เอี้ยเสวียนหัวเราะเบาๆ สีหน้าเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นขำขัน "อะไรนะ? เจ้าจะมาเลียขาข้าทำไม? เจ้าเป็นหมาหรือ? แล้วหินรองเท้าเนี่ยถ้าข้าเป็นหินรองเท้าของเจ้าแสดงว่าข้าจะได้เหยียบเจ้าทุกวันเลยใช่มั้ย? นั่นฟังดูไม่เลวนะ"
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดปนขบขันหลี่เทียนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจนเกือบจะระเบิดศิษย์สำนักใหญ่บางคนถึงกับถอนหายใจอย่างหงุดหงิดบางคนก็พยายามหาทางเข้าแทรกแต่ไม่รู้จะพูดอะไรบางคนก็เริ่มรู้สึกว่าเขาพูดผิดไปแล้ว
"เจ้ามันปากดีเหมือนเดิม!"หลี่เทียนตะโกนด้วยเสียงแหบพร่า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอาย"แต่ข้าจะไม่ลืมความอัปยศนี้ เจ้ารอดูซิ!"
"ข้าก็เป็นของข้าแบบนี้แหละ"เอี้ยเสวียนตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย แล้วเหลือบมองหลี่เทียนด้วยสายตาเย็นชา"ถ้าเจ้าไม่ชอบก็อย่าได้มาหาเรื่องข้าสิ แล้วก็อย่าลืมฝึกมากๆ นะไม่งั้นสามปีข้างหน้าจะอับอายกว่านี้อีก"
ทั้งกลุ่มเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ บางคนเอาแต่บ่นใต้ลมหายใจบางคนก็เดินห้วยๆ เหมือนไก่แพ้ไผ่ เสียงฝีเท้าที่เดินหนักๆแสดงถึงความแค้นใจที่เก็บไว้ในใจ
หัวหน้าปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจังผมยาวของเขาปลิวไปมาตามลมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ถูกปักด้วยลายมังกรโบราณดูสง่างามเขามองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่ผสมความชื่นชม ความอยากรู้ และความเป็นห่วง
กล่าวกับเอี้ยเสวียนด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแต่อ่อนโยน "เอี้ยเสวียนการที่เจ้าโดนเนรเทศให้มาที่ด่านซีเหมินเนื่องจากความผิดที่เจ้าได้กระทำในการการประลองคัดเลือกยุทธหนุ่มสาวแห่งอาณาจักรจิ่วเซียวเป็นคำสั่งร่วมจากห้าสำนักใหญ่และราชวงศ์แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วทั้งสี่สำนักและราชวงศ์ต่างก็ไม่ถือโทษโกรธเจ้าอีกหากเจ้าประสงค์จะกลับไปพร้อมกับพวกเราข้าพร้อมที่จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับทุกฝ่ายและรับรองตำแหน่งให้เจ้าที่สูงกว่าเดิม"
เอี้ยเสวียนฟังจบแล้วน้อมกายกล่าวด้วยความเคารพแต่ใบหน้าแสดงถึงความมั่นใจในการตัดสินใจ"ข้าขออยู่ที่ด่านซีเหมินแห่งนี้ต่อไปเถิดข้ารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านของข้าแล้ว และยังมีหลายสิ่งที่ข้าต้องทำให้เสร็จ"
ปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิงถอนหายใจยาวสีหน้าผสมความเข้าใจและความเสียดาย "เจ้าดื้อด้านเหมือนเดิม เอาเถอะอย่างน้อยก็รับเหรียญตรานี้ไว้" เขายื่นเหรียญตรานักจารึกอักขระ 9 ดาวทองให้เอี้ยเสวียน เหรียญทองแวววาวน้อยใหญ่ฝ่ามือปักลายมังกรเก้าตัวโอบรอบอักขระโบราณที่เปล่งแสงระยิบระยับ"
"เหรียญตรานักจารึกอักขระ 9 ดาวทอง!" เอี้ยเสวียนถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจตาเขาเบิกกว้างจนเกือบหลุดออกมา ก่อนที่จะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกังวล"ท่านปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิง ของสิ่งนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกข้ายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ เหรียญนี้มีแต่ปรมาจารย์ระดับยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จึงจะได้รับ"
ปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิงเหลือกตามองบนก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"บัดซบ? ถ้าเจ้ารับไว้ไม่ได้พวกข้าไม่ต้องกลายเป็นว่ารับไว้ไม่ได้กันทุกคนหรือไง? รับไว้แล้วถ้าใครกล้าบอกว่าเจ้ามีคุณสมบัติไม่พอที่จะเป็นนักจารึกอักขระ9 ดาวทอง ให้มันมาหาข้านี่ ข้าเหมียวเยิ่นเฟิง จะทำให้มันรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร" เขาหยุดพักแล้วกล่าวต่อด้วยเสียงอ่อนโยนลง
"อีกอย่างเมื่อเจ้ามีตรานี้เวลากลับไปที่อาณาจักรจิ่วเซียงเจ้าสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ในสาขาของสมาคมฯได้ทุกอย่างแล้วอย่าลืมหากวันใดเจ้าต้องการกลับไปที่เมืองหลวงอย่าลืมไปหาข้าและพวกเราทุกคนเราจะต้อนรับเจ้าอย่างดีที่สุด"
เอี้ยเสวียนรับเหรียญตราด้วยใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณเขายิ้มกว้างขึ้น "ข้าสัญญาว่าจะไม่ลืมความดีของท่านและทุกท่าน"
หลังจากผู้คนทยอยจากไปจนเกือบหมดบรรยากาศของด่านซีเหมินก็เริ่มเงียบสงบลงแม่ทัพลู่เดินเข้ามาหาเอี้ยเสวียนด้วยความสงสัยสีหน้าของเขาแสดงถึงความไม่เข้าใจและความเป็นห่วง
"ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่ เอี้ยเสวียน? โอกาสที่จะได้กลับคืนสู่บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ ถ้าอยู่ที่นี่มันจะเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเจ้าเอง?แทนที่จะอยู่ในสถานที่อันตรายอย่างนี้"
เอี้ยเสวียนเดินไปยังกำแพงด่าน มองไปยังขอบฟ้าที่ขุ่นมัวด้วยเมฆลมลมเซาะผ่านใบหน้าเขาเบาๆ "ข้าต้องการใช้เวลาฝึกฝนที่นี่ให้มากที่สุดยิ่งไปกว่านั้นข้าอยากรู้ว่าพวกเทวบุตรจากยมโลกและหลิงซู๋กำลังวางแผนอะไรอยู่หรือไม่พวกมันหายไปอย่างเงียบเชียบหลังการรบครั้งใหญ่ข้าคิดว่าเราควรจะไปดูที่ฐานทัพของพวกอสูรเสียหน่อยว่าเหลืออะไรทิ้งไว้บ้างนอกจากนั้นข้ายังรู้สึกว่าพื้นที่นี้ยังซ่อนความลับมากมายที่อาจมีประโยชน์ต่อเรา"
แม่ทัพลู่พยักหน้าด้วยความเข้าใจ "นั่นเป็นความคิดที่ดีเอี้ยเสวียน ถ้าอย่างนั้นก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้กับเจ้าเลยข้าจะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่"
เอี้ยเสวียนหัวเราะเบาๆ สีหน้าเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น"ข้าจะซ่อมแซมอักขระทั้งหมด รวมถึงค่ายกลและพัฒนาลูกปัดหยินหยางและธนูพิฆาตอสูร ให้ดียิ่งขึ้นแล้วก็จะลองศึกษาหาทางเชื่อมต่อพลังงานต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว"
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลก "ดียิ่งขึ้น? นี่คือเม็ดเดียวระเบิดทั้งเมืองหรือธนูเดียวทำลายภูเขาได้ทั้งลูก เอาแน่ๆ พวกข้าจะได้เตรียมตัวไม่งั้นพอเจ้าทดลองใหม่ พวกข้าอาจจะโดนลูกหลงได้"
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้องประชุม บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดทุกคนรู้สึกว่าแม้สงครามจะจบลงแล้ว แต่การผจญภัยและความท้าทายใหม่ๆของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เอี้ยเสวียนเดินทางไปยังหุบเขาไร้ขอบเขต เมื่อมาถึงทิวทัศน์ที่ปรากฏต่อหน้าเขายังคงเหมือนเดิมต้นไม้รูปร่างแปลกๆ ก้อนหินที่มีริ้วรอย หมอกหนาทึบที่ให้ความรู้สึกอึดอัดแต่ในครั้งนี้เอี้ยเสวียนกลับรู้สึกว่ามันสมควรจะเป็นเช่นนี้ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปในทางเดินที่พาเชาไปสู่ถ้ำลึกลับด้านใน ทันทีที่ก้าวเข้าไปเอี้ยเสวียนก้อเห็นพิรามิดสีดำขนาดใหญ่ตรงกลางถ้ำก่อนที่จะมีเสียงที่เสมือนกล่าวผ่านกาลเวลาอันแสนนานมา “เจ้ากลับมาแล้วเจ้าหนู”
เอี้ยเสวียนทำท่าคำนับก่อนที่เขาจะนำวัตถุแห่งชีวิตของจอมมารทั้งสองชิ้นปรากฏขึ้นมา“คัมภีร์แห่งบาป”และ”กระบี่ไม้ดอกท้อ”เสียงของจูหลงและไป๋เจ๋อดังขึ้นก่อนที่จะปรากฏเงาร่างขิงสัตว์เทวะทั้งสองขึ้น
"ยังดีที่ข้าสามารถทำภารกิจที่ท่านมอบให้ได้สำเร็จถึงแม้ว่าจะพลาดไปบ้าง”เอี้ยเสวียนยิ้มพร้อมทั้งกล่าวขออภัย
จูหลงกล่าวเสียงกังวาน”ไม่เลยเจ้าหนู! เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมากกว่าที่เจ้าทำได้ขนาดนี้?หรือว่าเวลาของจอมมารจะถึงกาลแล้ว” ก่อนที่ไป๋เจ๋อจะเสริมด้วยสีหน้าห่วงใย"เทวบุตรจากยมโลกและหลิงซู๋ได้หายไปจากบริเวณนี้แล้วคาดว่าพวกมันคงออกตามหาผู้ทรยศมนุษย์คนอื่นๆ รวมถึงวัตถุแห่งชีวิตที่เหลืออยู่พวกมันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ๆ และพลังของพวกมันยังไม่ได้ลดลงเท่าไหร่"
เอี้ยเสวียนยังปรึกษากับทั้งสองเกี่ยวกับบรรดากองทัพครึ่งคนคึ่งอสูรที่ยังอยู่ข้างนอก โดยขอให้ทั้งสองช่วยรับบรรดาครึ่งคนครึ่งอสูรมาอยู่รวมกันเพื่อป้องกันอันตรายเขาเล่าถึงการพบพวกครึ่งคนครึ่งอสูรที่หลงเหลืออยู่ในป่าลึกพวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกบังคับให้กลายร่างไปผิดธรรมชาติบางคนเป็นเด็ก บางคนเป็นสตรี บางคนเป็นชาวบ้านที่ไม่มีความผิด
ไป๋เจ๋อยิ้มด้วยความเมตตา "ข้าจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดพลังของข้าสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความสับสนในจิตใจของพวกเขาได้ข้าจะสอนให้พวกเขาควบคุมตัวเองและใช้ชีวิตอย่างปกติได้"
จูหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ"ข้าจะมอบพลังบางอย่างให้กับพญาวานรต้าเสี่ยเพื่อให้เขาสามารถพัฒนาตนเองได้จนกลายเป็นอสูรเทวะเขาจะเป็นผู้ปกครองพวกครึ่งคนครึ่งอสูรและป้องกันพวกเขาจากอันตราย"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างดีใจมากไป๋เฮ่อและพญาวานรได้รับพลังใหม่จากไป๋เจ๋อและจูหลงทำให้ร่างกายของพวกเขาเปล่งแสงระยิบระยับและพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลพญาวานรในร่างใหม่นี้มีความสูงใหญ่กว่าเดิม แต่สีหน้ากลับอ่อนโยนและมีปัญญาไป๋เฮ่อก็ได้พัฒนาการควบคุมรูปร่างและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ดีขึ้นทั้งสองจึงอยู่ฝึกในหุบเขาไร้ขอบเขตต่อไป
หลังจากจัดการเรื่องสำคัญเหล่านี้เสร็จเอี้ยเสวียนเดินทางไปยังหอคอยทมิฬ ฐานทัพของบรรดาอสูรการเดินทางไปยังที่แห่งนี้ต้องผ่านดินแดนที่รกร้างและเต็มไปด้วยพลังงานลบต้นไม้แห้งเหี่ยว หินผุพัง และกลิ่นอันน่าขยะแขยงยังคงอบอวลอยู่ทั่วพื้นที่
หอคอยทมิฬตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแผ่นดินเปลี่ยว สูงกว่า 500 เมตร ผนังสีดำน่าขนลุก ปักลายแกะสลักรูปอสูรและสัญลักษณ์ลึกลับมากมายเขาสำรวจโครงสร้างอันแข็งแกร่งและพลังงานลึกลับที่แผ่ออกมาพบว่าหอคอยแห่งนี้ถูกสร้างด้วยเทคนิคการจารึกระดับสูงมากและยังคงเก็บสะสมพลังงานจำนวนมหาศาลไว้ภายใน
เขาเดินสำรวจชั้นล่างของหอคอย พบห้องเก็บอาวุธ ห้องเก็บหนังสือคาถาห้องทดลอง และแผนที่ขนาดใหญ่ที่แสดงพื้นที่ต่างๆ ในทวีป
จนเกิดความคิดที่จะเชื่อมต่อหอคอยแห่งนี้เข้ากับด่านซีเหมินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อเขาพบว่าหอคอยทมิฬมีระบบการเชื่อมต่อพลังงานที่ซับซ้อนมากและหากสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมได้จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับด่านซีเหมินได้อย่างมาก
"หากเราสามารถเชื่อมต่อหอคอยทมิฬกับด่านซีเหมินได้อาณาเขตของเราจะกว้างขวางและมั่นคงยิ่งขึ้น"เอี้ยเสวียนกล่าวกับแม่ทัพลู่เมื่อกลับไปรายงานผล"หอคอยแห่งนี้มีระบบป้องกันที่แข็งแกร่งมาก หากเราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับเราอย่างมาก"
แม่ทัพลู่เห็นด้วยทันทีหลังจากฟังรายละเอียด"ข้าจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับรองแม่ทัพทั้งสี่และส่งเรื่องไปยังเมืองหลวงเพื่อขออนุญาตเรื่องใหญ่แบบนี้ต้องได้รับการอนุมัติจากราชสำนักก่อน"
รองแม่ทัพเหวยจิ้นกล่าวติดตลกด้วยน้ำเสียงร่าเริง"ถ้าทำได้จริง ข้าขอจองบ้านหลังใหม่ที่ติดกับหอคอยทมิฬเลยละกัน!จะได้มีบ้านหลังใหญ่สำหรับเก็บของเก่า"
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งบรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความสุขและความหวัง ทุกคนรู้สึกว่าอนาคตเริ่มสดใสขึ้นและการรวมพลังของหอคอยทมิฬกับด่านซีเหมินจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่ง
ในช่วงเวลาที่รอการตอบรับจากราชสำนักเอี้ยเสวียนจะเริ่มจากการเดินสำรวจพื้นที่จริงตรวจสอบสภาพอักขระและค่ายกลเดิมที่เสียหายพร้อมทั้งวิเคราะห์จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของระบบป้องกันเดิมเพื่อวางแผนการซ่อมแซมและปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงวิธีการที่จะให้หอคอยทมิฬกับด่านซีเหมินส่งเสริมซึ่งกันและกัน
การสำรวจนี้ใช้เวลาหลายวัน เขาต้องตรวจสอบกำแพงยาวหลายกิโลเมตรอุโมงค์ใต้ดิน ที่มั่นสำหรับวางธนู ห้องเก็บอาวุธ และจุดต่างๆ ที่สำคัญเขาพบว่ามีหลายจุดที่ต้องการการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนและมีบางจุดที่สามารถปรับปรุงให้แข็งแกร่งกว่าเดิมได้
จากนั้นเอี้ยเสวียนยังวางแผนที่จะวางค่ายกลโดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละจุดให้สนับสนุนกันและกันและสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามสถานการณ์เขาใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาหอคอยทมิฬมาประยุกต์ใช้โดยการสร้างเครือข่ายพลังงานที่เชื่อมต่อกันทั่วทั้งด่าน
ใช้ทุกนาทีในการบ่มเพาะความรู้ที่ได้จากการเห็นนิมิตเขาใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการศึกษาและลงมือปฏิบัติจริงไม่ว่าจะเป็นการจารึกอักขระที่ซับซ้อน การวางค่ายกลที่แยบยลการหลอมศาสตราอันทรงพลัง รวมถึงการฝึกกายา พลังปราณและกระบวนท่าเท้าจตุลักษณ์และฝ่ามือเทวราชที่เขาได้รับมารวมถึงกระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้สักส่วนเดียว
ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นก่อนรุ่งสาง นั่งสมาธิบนหอคอยเพื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวของธรรมชาติและดวงดาวต่อมาหอคอยที่เอี้ยเสวียนใช้ฝึกนี้ถูกคนรุ่นหลังของด่านซีเหมินเรียกขานว่า”หอคอยแห่งการเรียนรู้”แต่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าฝึกการควบคุมลมหายใจและการไหลเวียนของพลังปราณภายในร่างกายเขาพบว่าหลังจากการรบครั้งใหญ่ ร่างกายและจิตใจของเขาได้รับการพัฒนาอย่างมากทำให้สามารถรับรู้และควบคุมพลังงานได้ละเอียดกว่าเดิม
ช่วงกลางวันเขาจะลงมือปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นการจารึกอักขระใหม่การซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ หรือการทดสอบกลไกป้องกันการทำงานเหล่านี้ต้องใช้ความแม่นยำสูง และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอยู่เสมอเพราะหากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดการระเบิดหรือการรั่วไหลของพลังงานอันตราย
ยามค่ำคืนเขาจะฝึกการต่อสู้และการใช้ดาบการฝึกฝนกระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดเพราะแต่ละท่าต้องใช้การควบคุมพลังงานที่ซับซ้อนมาก และหากไม่ระวังอาจเกิดอันตรายต่อตัวเขาเองได้
ขณะเดียวกัน เขาก็ออกตามล่าบรรดาสัตว์อสูรที่ยังหลงเหลืออยู่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ถูกละทิ้งอย่างครึ่งคนครึ่งอสูรการออกล่าเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้คนในพื้นที่เขาไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับนำพวกมันไปยังหุบเขาไร้ขอบเขต
การจับกุมครึ่งคนครึ่งอสูรเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูงเพราะพวกมันยังคงมีความแข็งแกร่งและความดุร้าย แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นมนุษย์อยู่เขาต้องใช้วิธีการที่อ่อนโยนแต่มีประสิทธิภาพโดยใช้อักขระปลอบประโลมจิตใจและอักขระจำกัดการเคลื่อนไหว
ที่นั่นจิ้งจอกเก้าหางได้ใช้ความสามารถพิเศษของตนในการเปลี่ยนแปลงความคิดและลดความโหดร้ายในจิตใจของพวกมันลงทีละน้อยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลานานและต้องทำด้วยความอดทนเพราะจิตใจของครึ่งคนครึ่งอสูรนั้นสับสนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ด้วยพลังจากจูหลงและไป๋เจ๋อพญาวานรต้าเสี่ยก็ได้วิวัฒนาการกลายเป็นอสูรเทวะที่มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถปกครองและควบคุมเหล่าอสูรในพื้นที่ทั้งหมดได้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงหลายสัปดาห์ ร่างกายของเขาค่อยๆเติบโตขึ้น ปัญญาและความรู้เพิ่มขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเขาสามารถสื่อสารและควบคุมอสูรอื่นๆได้
ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายด่านซีเหมินที่เคยเป็นแนวหน้าแห่งสงครามก็ค่อยๆ กลับมาสงบสุขอีกครั้งเสียงเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยในการก่อสร้าง เสียงฆ้องเรียกประชุมและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เล่นเก่งในสวนสาธารณะเล็กๆ ที่เพิ่งสร้างใหม่สร้างบรรยากาศอันอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
"แสงแห่งความหวังฉายชัดขึ้นบนผืนดินแห่งนี้"เสียงของแม่ทัพลู่กล่าวสรุปในที่ประชุมเมื่อสิ้นสัปดาห์"ขอให้ทุกคนจดจำช่วงเวลานี้ไว้ให้ดี เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ยุคที่เราจะไม่ต้องอยู่ในความกลัวอีกต่อไป"
เอี้ยเสวียนยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสงบเขามองดูเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอย่างไร้กังวล เหล่าทหารที่พูดคุยกันอย่างผ่อนคลายและเหล่าปรมาจารย์ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเขารู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจว่า ไม่ว่าอนาคตจะนำความท้าทายใดมาเขาและเพื่อนๆ จะสามารถผ่านพ้นไปได้ เพราะ