ย้อนกลับมายังภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูร บริเวณบ้านพักที่ตั้งตระหง่านเพียงหลังเดียวของหวงเยี่ย
หลายวันผ่านไป บรรยากาศที่เคยเงียบสงบกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลธรรมดา เหมือนอาณาเขตโดยรอบคล้ายถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลยาวนาน ผืนดินที่ปกติเรียบเนียนและราบเรียบเริ่มสั่นไหว คล้ายมีเส้นชีพจรกำลังเต้นอยู่ใต้พื้นโลก
จากนั้นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์ก็ถือกำเนิดขึ้นต่อหน้าสายตาของผู้คน
ต้นไม้สีเขียวขจีนับหลายสิบต้นแตกหน่อทะลุขึ้นมาจากผืนดินอย่างพร้อมเพรียง ลำต้นของมันสูงชะลูด แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง ใบไม้แต่ละใบเปล่งประกายแสงสีมรกตอ่อนละมุน ราวกับถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังบางอย่างที่บริสุทธิ์ยิ่ง แสงนั้นอบอุ่นจนผู้ที่มองรู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว
กระแสพลังวิญญาณหมุนเวียนอยู่รอบต้นไม้เหล่านั้นเป็นวงกว้าง
กลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกลิ่นพฤกษาสดใหม่ลอยคลุ้งในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเข้าไป ความเหนื่อยล้ากลับคลายลงอย่างประหลาด
สภาพแวดล้อมของอาณาเขตต้องแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
พื้นหญ้าที่เคยธรรมดากลับเขียวสดใสยิ่งกว่าเดิม อากาศรอบด้านสะอาดบริสุทธิ์จนแทบไร้มลทิน
ความแห้งแล้งที่เคยมีอยู่บางส่วนเลือนหายไป คล้ายพื้นที่แห่งนี้ถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นโดยไร้ผู้ใดลงมือแต่งเติม
ภาพที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่านักเรียนชั้นปีหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่โดยรอบอย่างรุนแรง หลายคนถึงกับหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่แล้วเดินออกมามองด้วยสายตาอ้าปากค้าง บางคนใช้เครื่องมือวัดพลังวิญญาณตรวจสอบทันที
ขณะที่บางคนเพียงยืนจ้องต้นไม้เหล่านั้น เหมือนกลัวว่ามันจะหายไปหากกระพริบตา
ไม่นานนัก หัวข้อหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายในเครือข่ายแพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว
《ความอัศจรรย์ของเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ นี่คือผลลัพธ์ในการฝึกฝนพลังวิญญาณของเจ้าชายน้อย!》
หัวข้อนั้นพุ่งขึ้นสู่ลำดับต้นๆของกระดานสนทนาแทบจะในทันที แทนที่หัวข้อการกลับมาของเจ้าชายน้อยอย่างรวดเร็ว
ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแต่ละเครื่องดึงดูดสายตานักเรียนแทบทุกคนภายในมหาวิทยาลัย
ไม่ว่าจะเป็นชั้นปีใด ไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งใด ต่างหยุดชั่วคราวเพื่อกดเข้าไปอ่านรายละเอียด
ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของต้นไม้วิญญาณพฤกษาถูกอัปโหลดอย่างต่อเนื่อง มุมกล้องต่างๆแสดงให้เห็นลำต้นสูงใหญ่ที่เปล่งแสงและกลุ่มพลังวิญญาณที่ลอยวนรอบกิ่งก้านประหนึ่งหมอกสีเขียวเรืองรอง ทำให้ความคิดเห็นหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
《พระเจ้า! ข้าสัมผัสได้เลยว่าถ้ามาฝึกฝนพลังวิญญาณภายใต้ต้นไม้เหล่านี้ ความเร็วในการรวบรวมพลังวิญญาณจะเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า!》
《ไม่ผิด! ไอ้คอมเมนต์บนมันพูดเรื่องจริงเลยละ อัตราการฝึกฝนของข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ》
《เพราะต้นไม้พวกนี้เหมือนหายใจออกมาเป็นกลุ่มก้อนพลังวิญญาณ มันเหมือนเป็นอุปกรณ์ช่วยฝึกฝนแห่งธรรมชาติ》
ข้อความแต่ละบรรทัดสะท้อนความตื่นเต้นอย่างชัดเจน
หลายคนยืนยันตรงกันว่าความเข้มข้นของพลังวิญญาณบริเวณนั้นสูงกว่าพื้นที่ปกติอย่างเห็นได้ชัด การไหลเวียนของพลังเข้าสู่ร่างกายลื่นไหลขึ้น ราวกับไม่มีสิ่งกีดขวางใดขวางทางอีกต่อไป
《อะไรนะ?! นั่นมันเรื่องจริงเหรอเนี่ย หรือว่านี่จะเป็นผลกระทบที่เกิดจากเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพของเจ้าชายน้อยกัน》
《แล้วแบบนี้ถ้าพวกเราไปอยู่ใกล้ชิดกับเขามากยิ่งกว่า พวกเราจะไม่ฝึกฝนได้รวดเร็วขึ้นอีกนับหลายสิบเท่าเลยหรือยังไงกัน?》
คำถามดังกล่าวสร้างกระแสถกเถียงขึ้นทันที หลายคนเริ่มวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้
บางคนตั้งสมมติฐานว่าพลังของเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพสามารถส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ทำให้ธรรมชาติรอบตัวกลายเป็นแหล่งพลังบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ขณะที่บรรดานักเรียนหลายชั้นปีที่ได้มาสัมผัสด้วยตนเอง ทั้งหมดต่างก็อุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“มันไม่เหมือนพื้นที่ฝึกฝนทั่วไปเลย ข้าแค่หลับตาไม่กี่ลมหายใจ พลังในร่างก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหมือนทั้งโลกกำลังช่วยข้าฝึกฝน!”
แต่ละคนรีบจับจองที่นั่งภายใต้ต้นไม้วิญญาณพฤกษาอันสูงใหญ่ บ้างเลือกบริเวณใกล้ลำต้น บ้างขยับเข้าไปใต้ร่มเงาที่แผ่กว้าง นั่งขัดสมาธิ หลับตา และเริ่มหมุนเวียนวิชาขับเคลื่อนพลังทันทีโดยไม่เสียเวลาเลยซักนิด
ไม่นาน อาณาเขตรอบๆบ้านของหวงเยี่ยก็มีนักเรียนมากกว่าหลายร้อยคนขึ้นไปแล้ว
พื้นที่ที่เคยโล่งกว้างกลับเต็มไปด้วยผู้คนในท่านั่งฝึกฝน
บางกลุ่มนั่งเรียงกันเป็นแถว บางคนยืนรอคอยจังหวะที่ผู้อื่นจะลุกขึ้นเพื่อแย่งตำแหน่งที่ดีกว่า
บางบริเวณถึงขั้นเกิดการทะเลาะเบาะแว้งเพราะแย่งที่นั่งกัน
“ตรงนี้ข้ามาก่อน!”
“ใครสนเล่า! ใกล้ลำต้นขนาดนี้พลังเข้มข้นกว่าชัดเจน!”
“ถอยไปหน่อย ข้าต้องการพื้นที่หมุนเวียนพลัง!”
เสียงโต้เถียงดังขึ้นเป็นระยะ แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่พอควบคุมได้
แม้จะมีแรงผลักดันจากความโลภเล็กๆในใจของแต่ละคน ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้คือโอกาสที่หาได้ยาก
เพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่ายิ่งอยู่ใกล้กับต้นไม้วิญญาณเหล่านี้มากเท่าใด การฝึกฝนก็ยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเป็นทุนเดิมเท่านั้น
พลังวิญญาณไหลเวียนหนาแน่นราวกับกระแสน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยความสดชื่น ทุกครั้งที่โคจรพลัง ความก้าวหน้าก็ชัดเจนกว่าปกติหลายเท่า มันจึงทำให้อาณาเขตแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสรวงสวรรค์แห่งการฝึกฝนเลยก็ว่าได้
ส่วนหวงเยี่ยที่กำลังใช้วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับเทพของตนอยู่นั้น ไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายนอกเลยซักนิด
ภายในห้องนอนที่เงียบงัน ร่างของเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอนที่เรียบง่าย มือวางประสานกันอย่างมั่นคง ดวงตาหลับสนิท ใบหน้าสงบนิ่งราวกับสระน้ำยามไร้ลมพัด หากภายในกลับเต็มไปด้วยกระแสพลังที่หมุนวนอย่างมหาศาล
ประกายแสงสีเขียวมรกตวูบวาบออกมาจากผิวกายของเขาเป็นระยะ คล้ายประกายดาราที่กระพริบอยู่ใต้ม่านหมอก ทุกลมหายใจเข้าออกเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่รู้จบ เหมือนธรรมชาติทั้งมวลกำลังตอบรับการเรียกขานของเจตจำนงระดับเทพ
พลังวิญญาณที่เข้มข้นรวมตัวกันจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก่อตัวเป็นภาพเงาลวงตาขนาดมหึมาเหนือศีรษะของเขา
ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขา ลำต้นสูงตระหง่านทะลุขึ้นสู่ความว่างเปล่า รากหยั่งลึกลงสู่พื้นห้องราวกับเชื่อมโยงกับผืนพิภพ ผลิดอกออกผลอย่างต่อเนื่องในชั่วขณะเดียว
ต้นไม้นั้นให้ความรู้สึกคล้ายต้นไม้โลกในตำนาน อันเป็นศูนย์กลางแห่งการกำเนิดและการหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต
กลีบดอกโปร่งแสงร่วงหล่นลงมาอย่างช้าๆ ก่อนจะสลายเป็นละอองพลังบริสุทธิ์
ผลไม้ที่ปรากฏบนกิ่งก้านเปล่งแสงเจิดจ้า เสมือนสัญลักษณ์แห่งปัญญาและพลังอำนาจ
เทพพงไพรอันสง่างามและน่าสะพรึงกลัวได้สำแดงตัวตนผ่านภาพเงานั้น ทำให้พลังวิญญาณทั้งหมดที่ผสานเข้าสู่กายาไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรโลหิตอย่างเป็นระบบ ก่อนจะควบแน่นเข้าสู่มิติจำลองแห่งเจตจำนงระดับเทพที่ซ่อนอยู่ภายในจิตสำนึกของเขา
ภายในมิตินั้น เทพพฤกษาบัญญติดาราศักดิ์สิทธิ์ยืนตระหง่านอยู่กลางความว่างเปล่า กิ่งก้านของมันโบกสบัด ใบไม้ผลิใหม่แตกหน่อขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกครั้งที่ใบไม้หนึ่งใบผลิออกมา คลื่นพลังระดับเทพก็แผ่กระจายออกไปภายนอก
อานุภาพแห่งเจตจำนงระดับเทพกระเพื่อมออกจากร่างของหวงเยี่ยไปทั่วโลกภายนอกอย่างเงียบงัน
ในขณะเดียวกัน คณบดีหวูเหยียนจีผู้เป็นอาจารย์ของชายหนุ่ม ได้เดินทางมาถึงบริเวณบ้านพักพร้อมกับศิษย์ทั้งสี่
หลี่เฉิน ไป๋อวี้ เซียวอวี่ และซ่งอี้
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่อาณาเขต พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดง่ายๆ
อากาศรอบด้านเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนเป็นจังหวะราวกับหัวใจเต้น
หวูเหยียนจีหยุดยืน ดวงตาคมลึกสะท้อนแสงสีเขียวที่กระจายอยู่ในบรรยากาศ ก่อนจะเปิดใช้วิชาสัมผัสวิญญาณ กระแสจิตของเขาแผ่ขยายออกไป ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยละเอียด ทุกการสั่นไหว ทุกการหมุนเวียนของพลัง ล้วนถูกบันทึกเข้าสู่ความรับรู้อย่างแม่นยำ
“นี่น่ะเหรอ.. เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพอันดับที่หนึ่ง”
“แค่ฝึกฝนพลังวิญญาณก็สามารถแปรเปลี่ยนสภาพแวดล้อมธรรมดาให้กลายมาเป็นอาณาเขตฝึกฝนเช่นนี้ได้!”
น้ำเสียงของผู้เป็นอาจารย์หนักแน่นและจริงจัง ไม่มีร่องรอยล้อเล่นแม้แต่น้อย
สายตาของเขาเลื่อนไปยังต้นไม้วิญญาณที่ผุดขึ้นรอบบ้านพัก แววตานั้นเต็มไปด้วยความประเมินและความตระหนัก
หลี่เฉินยืนอยู่ข้างๆได้มีใบหน้าที่แฝงความสงสัยขึ้น
“เอ่อ.. ท่านอาจารย์..”
“ท่านคิดว่านี่เป็นผลกระทบของเจตจำนงระดับเทพของศิษย์น้องจริงๆเหรอครับ?”
“ทำไมศิษย์สัมผัสได้ว่ามันยังคงมีอะไรมากกว่านั้น.. เป็นอะไรที่พวกเราก็ไม่เคยสัมผัสมาก่อน!”
คำพูดของชายหนุ่มทำให้ไป๋อวี้และซ่งอี้หันมามองอย่างพร้อมเพรียง
เซียวอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเพ่งสมาธิรับรู้กระแสพลังที่ลอยวนอยู่
“.............”
หวูเหยียนจีที่รับฟังก็เงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาหรี่ลงอย่างครุ่นคิด และมันเป็นอย่างที่ศิษย์ของตนกล่าวเอาไว้จริงๆ
เพราะกระแสพลังที่หมุนเวียนอยู่รอบบ้านพักไม่ได้มีเพียงความเข้มข้นของธาตุพฤกษาเท่านั้น แต่มันยังมีชั้นของบางสิ่งบางอย่างที่ลึกล้ำมากยิ่งกว่า เสมือนเป็นการผสานของมิติภายในกับโลกภายนอกยังไงยังงั้น