รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    นางเอกที่โดนนางร้ายรังแก

             

            การได้เข้าร่วมกับจักรพรรดินีโอสถอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด

             

            เซี่ยจื่อโจวคิดคำนวณในหัวบางทีมันอาจจะดีเสียยิ่งกว่าการชักชวนท่านมาเป็นผู้อาวุโสของตระกูลเซี่ยเสียอีก

             

            เพราะหากนางถือว่าตระกูลเซี่ยเป็นคนของนางบางทีอาจจะยอมหลอมโอสถให้ตระกูลเซี่ยฟรีๆก็ได้

             

            เหล่าตัวแทนของขุมอำนาจอื่นก็คิดได้เช่นนี้เหมือนกัน

             

            พวกเขาบางคนคิดอยากจะขอเข้าร่วมกับไป่ฟานเซียนเช่นเดียวกับที่มีเหล่าผู้ฝึกตนเข้าร่วมกับตระกูลใหญ่ทั้งสี่  บางทีในอนาคต “ตระกูลไป่”อาจจะกลายเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลที่ห้าก็ได้

             

            แต่ไม่ต้องถึงมือไป่ฟานเซียนแค่เหล่าผู้ติดตามของนางที่เขม่นมาก็ทำให้พวกเขาเลิกความคิดนี้ได้แล้ว

             

             

            สถานการณ์ภายในห้องเริ่มก้าวเข้าสู่สภาวะปกติ  แตกต่างเพียงแค่ที่ด้านหน้าของห้องมีที่นั่งเพิ่มขึ้นมาหนึ่งที่เป็นที่นั่งของเซี่ยจื่อโจวที่ถูกส่งให้ไปช่วยถังเทียนจี๋ดำเนินงาน

             

            นายใหญ่ของทั้งสองตระกูลกลับกลายเป็นสนิทกันได้ไม่ยากเซี่ยจื่อโจวพูดคุยไม่กี่คำก็เรียกขายถังเทียนจี๋ที่อายุมากกว่าว่าพี่ถังได้สนิทปากแล้ว

             

            เมื่อตระกูลเซี่ยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการแย่งชิงในครั้งนี้อีกต่อไปตัวแทนของขุมอำนาจอื่นก็เริ่มเสนอข้อเสนอของตัวเองออกมาบ้าง

             

            เพียงแต่ข้อเสนอทุกอย่างล้วนถูกปัดตกลงไปทั้งสิ้นไป่ฟานเซียนไม่ได้ว่างพอที่จะมาสนใจในสมบัติหรือทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยพวกนี้

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของงานมองสถานการณ์ตรงหน้าเขาหันไปมองพลตรีโจวที่นั่งจิบน้ำอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ

             

            โจวห้าวหยุนตั้งแต่เข้ามาในห้องก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย  ท่าทางของเขาทำให้หลิวเยี่ยนเฟยประหลาดใจ จากนิสัยแล้วโจวห้าวหยุนคนนี้ไม่มีทางที่จะมีท่าทีแบบนี้ได้

             

            โดยปกติเขาคงจะใช้อำนาจของกองทัพไม่ก็ตระกูลเพื่อต่อรองไปแล้ว

             

            นอกจากนี้เขายังทำท่าเหมือนกำลังรอคอยอะไรสักอย่างอยู่เงียบๆ

             

             

            “มองผมทำไมเหรอนายพลหลิว?” โจวห้าวหยุนยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก

             

            หลิวเยี่ยนเฟยเลื่อนสายตาออกไป

             

            “ผมแค่คิดว่ามันแปลกดีที่คุณจะทำตัวเรียบร้อยแบบนี้” 

             

            ชายหนุ่มแซะกลับไปทีหนึ่ง  ซึ่งนั่นก็สามารถทำให้พลตรีโจวหัวเราะเบาๆออกมาได้เขาดันแว่นตาให้เข้าที่แล้วจ้องหลิวเยี่ยนเฟยอย่างมีเลศนัย

             

            “...มันแค่ยังไม่ถึงเวลาของผมต่างหาก”

             

             

            ทันทีที่เขาพูดจบที่ด้านนอกของโรงแรมก็เริ่มเกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมา

             

            เสียงอึกทึกครึกโครมดังอยู่ครู่หนึ่งประตูห้องรับรองแห่งนี้ก็ถูกเปิดขึ้นดังโครม ก่อนที่จะมีผู้ชายคนหนึ่งที่รูปร่างใหญ่โตและหัวโล้นเลี่ยนเดินเข้ามาในห้องนี้ด้วยท่าทางโกรธแค้น ด้านหลังของเขามีคนกลุ่มหนึ่งที่ถือกล้องตามมาด้วย

             

            เป็นผู้กำกับหวัง  เขาถูกสั่งให้มาทำข่าวที่นี่เพราะมีการแจ้งว่าจะเกิดเรื่องราวบางอย่าง

             

            ดูจากแรงกดดันที่ออกมาจากตัวชายร่างโตผู้คนก็สามารถรับรู้ได้เลยว่าชายคนนี้เป็นจอมยุทธ์ระดับสูง

             

            มีบางคนที่จำได้เขาหันไปซุบซิบกับสหายที่อยู่ด้านข้าง

             

            “นั่นไม่ใช่นายใหญ่ตระกูลอันหรอกเหรอ?”

             

            “ใช่ๆ...คุณชายอันพึ่งจะโดนทำร้ายไปเมื่อกี้นี้เอง”

             

            “หรือเขาจะมาแก้แค้นให้ลูกชาย”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยหรี่ตาลงเขาคิดว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง  เพราะเขาเองก็พอจะจดจำตระกูลอันนี้ได้บ้าง

             

            ถ้าจำไม่ผิดตระกูลอันแทบจะอยู่ใต้สุดของประเทศ

     

            แต่นี่ถ้านับเวลาตั้งแต่ที่คุณชายอันคนนั้นถูกหามออกไป  การมาถึงของนายใหญ่อันคนนี้ออกจะเร็วเกินไปสักหน่อยไหม?

             

            สิ่งที่หลิวเยี่ยนเฟยคิดนั้นถูกต้อง ก่อนหน้านี้คุณชายอันมาเป็นตัวแทนบิดาจากทางใต้ เขายังต้องใช้เวลานั่งรถมาทั้งคืนเพื่อเดินทางมายังหมู่บ้านใต้เมฆาแห่งนี้   ไม่เหมือนกับตระกูลเซี่ยที่อยู่ใกล้กว่า  

             

            นอกจากนี้ทำไมถึงมีสื่ออย่างกลุ่มของผู้กำกับหวังมาอยู่ที่นี่ด้วย? 

             

             

            “...นี่เกี่ยวข้องกับคุณใช่ไหม?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยถามโจวห้าวหยุนเสียงเบาซึ่งทางฝั่งพลตรีกลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น

             

            “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ...แต่ดูเหมือนว่าจะมีงานให้คุณทำแล้วนะนายพลหลิว”

             

             

             

             

            ทันทีที่เข้ามาถึงนายใหญ่อันก็พุ่งไปยังด้านหน้าห้องอย่างรวดเร็ว ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเขาจ้องไปที่ไป่ฟานเซียนอย่างไม่กลัวเกรง

             

            “ผมต้องการคำอธิบาย!”

             

            นายใหญ่อันกอดอกเขาตั้งคำถามกับไป่ฟานเซียน

             

            “ลูกชายผมทำผิดอะไรเขายังไม่ได้ลงมือเลยด้วยซ้ำ แต่คนของคุณกลับทำร้ายเขาจนบาดเจ็บแบบนี้!”

             

            เขาพูดขณะเดียวกันก็เหลือบไปมองทางเจิ้งเหรินอี้และเซี่ยซูเหยา ผู้กำกับหวังที่เห็นสถานการณ์กำลังจะเริ่มรุนแรงก็สั่งให้คนของตนถ่ายทอดทุกอย่างออกไป

             

            ผู้ชมในช่องทางออนไลน์นั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆยิ่งรู้ว่ามีตัวตนระดับปรมาจารย์หลายคนมาเกี่ยวข้องมันก็ยิ่งดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาดูมากขึ้นไปอีก

             

            แล้วนอกจากนี้ที่ชายคนนั้นพูดคืออะไร?

             

            ใครทำร้ายใครจนบาดเจ็บสาหัส?

             

            ถังเทียนจี๋และเซี่ยจื่อโจวรับรู้ได้ในทันทีว่าท่าจะไม่ดีแล้วหากเรื่องพวกนี้มีสื่อมาร่วมด้วยมันจะจัดการได้ยากยิ่งกว่าเดิมมากๆ

             

            แต่ก่อนที่นายใหญ่ของทั้งสองตระกูลจะเดินไปห้ามการถ่ายทอดสดก็มีเสียงของชายชราดังขึ้นมาจากทางหน้าประตูอีกครั้ง

             

            “ใช่แล้วท่านปรมาจารย์ไป่พวกเราเองก็ต้องการคำอธิบาย”

             

            ผู้คนทั้งภายในห้องและจากทางอินเตอร์เน็ตล้วนตกตะลึงพวกเขานึกไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะมา

             

            เพราะผู้ที่เดินเข้ามาก็คือปรมาจารย์อีกหนึ่งคน

             

             

            พยัคฆ์ภูผาปรมาจารย์หานจุนโป๋!

             

             

            ปรมาจารย์หานเดินนำหน้ามาอย่างผ่าเผยแม้ใบหน้าของเขาจะซีดเล็กน้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ ส่วนคนที่เดินตามมานั้นมีหลายคนที่ไม่รู้จัก

             

            แต่กับตัวถังเทียนจี๋นั้นเขารู้ดีเป็นอย่างยิ่ง

             

            คุณชายตระกูลอี้อี้ฟาน

             

            และติงคังหมิงผู้อาวุโสตระกูลติง!

             

            พวกเขาคือกลุ่มคนที่ไปหาเรื่องที่บ้านตระกูลถังในวันนั้น!

             

            อี้ฟานนั้นแม้จะเป็นถึงคุณชายจากตระกูลที่มีชื่อเสียงแต่เมื่อมาถึงที่นี่เขากลับเป็นแค่คนตัวเล็กๆเขามองไปยังไป่ฟานเซียนแล้วเผลอสะดุ้งโหยงขณะที่สองมือเผลอไปกุมบริเวณเป้ากางเกงเอาไว้โดยไม่ตั้งใจ

             

            ติงคังหมิงก็เช่นกันเพียงแต่เขาไม่ได้แสดงออกชัดเจนอย่างคนหนุ่มเช่นอี้ฟาน เขาพยายามเก็บอาการเอาไว้ขณะที่กำลังประเมินสถานการณ์

             

            ครั้งนี้ถือว่าเขาเลือกข้างชัดเจนแล้ว

             

            ถ้าปรมาจารย์หานทำสำเร็จนอกจากจะรักษาตัวเองได้ ตัวเขาก็อาจจะได้ลาภก้อนใหญ่

             

            เขาเองก็ได้เห็นสรรพคุณของโอสถ“พลิกสวรรค์ ฟื้นชะตา” เม็ดนั้นแล้วเหมือนกัน

             

             

            “พวกคุณต้องการอะไร...”

             

            เป็นถังเทียนจี๋ที่เดินออกมารับหน้าตอนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง อย่างน้อยเขาจะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีอย่างถี่ถ้วน

             

            “ถังเทียนจี๋พวกเราไม่ได้มาหาเรื่อง”

             

            หานจุนโป๋ยิ้มเขาหันไปทางกล้องที่ถ่ายอยู่และเมื่อสบโอกาสก็ไอค่อกแค่กเอาเลือดออกมากองหนึ่ง

             

            “แค่กๆฉันแค่มาเรียกร้องความเป็นธรรมจากปรมาจารย์ไป่”

             

            เมื่อเหล่าผู้ชมเห็นเลือดและสีหน้าที่อ่อนแอของตัวตนที่สูงส่งอย่างหานจุนโป๋สถานการณ์ก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมาทันที

             

            “ปรมาจารย์หานบาดเจ็บ?”

             

            “ดูแล้วน่าจะร้ายแรงไม่เบาเลยนะ...”

             

            “แล้วเขามีธุระอะไรกับปรมาจารย์ไป่ล่ะ?”

             

            “เมื่อกี้เขาพูดว่าจะมาเรียกร้องความเป็นธรรม...”

             

            ความคิดเห็นในโลกออนไลน์กลายเป็นสับสนวุ่นวายเพราะก่อนหน้าปรมาจารย์หานก็มีผู้ชายตัวใหญ่หัวโล้นพูดแบบนี้เช่นกัน

             

            “ปรมาจารย์หานคุณจะพูดอะไรโปรดคิดให้ถี่ถ้วนก่อนด้วย”

             

            เป็นเซี่ยจื่อโจวที่ก้าวออกมาขวางสีหน้าของเขาเย็นชา แม้ว่าพลังฝึกตนของเขาจะไม่เทียบอีกฝ่ายแต่ในฐานะของนายใหญ่ของตระกูลใหญ่ทั้งสี่เช่นเดียวกันเขามีคุณสมบัติมากพอที่จะมาเผชิญหน้ากับหานจุนโป๋

             

            หานจุนโป๋ค่อนข้างประหลาดใจที่มาเห็นเซี่ยจื่อโจวที่นี่  ตอนแรกเขารู้เพียงว่ามีแค่เซี่ยซูเหยาที่อยู่กับไป่ฟานเซียน ทำไมแค่ไม่ถึงชั่วโมงนายใหญ่ตระกูลเซี่ยถึงมาอยู่ที่นี่ได้

             

            หานจุนโป๋ลอบกังวลนิดหน่อยตัวตนของเซี่ยจื่อโจวค่อนข้างจะสูงส่งอิทธิพลทางภาคเหนือของเขาและความสามารถเป็นของจริง  เขาไม่ได้มาแก้ปัญหาด้วย “กำลัง”ดังนั้นเซี่ยจื่อโจวจึงรับมือยากกว่าเซี่ยซูเหยาเสียอีกในวันนี้

             

            “ฉันคิดถี่ถ้วนดีแล้วนายใหญ่เซี่ย” หานจุนโป๋ให้เกียรติเขาด้วยการเรียกด้วยตำแหน่ง  เพราะถึงเซี่ยจื่อโจวมิได้เป็นปรมาจารย์เช่นเดียวกันแต่ก็เป็นหัวหน้าของสี่ตระกูลใหญ่เหมือนกับเขา

             

            “...แต่ทำไมผมถึงคิดว่าคุณกำลังมาก่อเรื่อง?”นายใหญ่เซี่ยกดดันด้วยคำพูด เมื่อโลกออนไลน์เห็นการปรากฏตัวของนายใหญ่แห่งภาคเหนือคนนี้ก็ตื่นเต้นอีกครั้ง

             

            “...ฉันมาก่อเรื่องที่ไหนกัน?”

             

            หานจุนโป๋ทำท่าทางคล้ายกับหนักอกหนักใจเขาเบนสายตาไปจับจ้องยังไป่ฟานเซียนแล้วพูดว่า

             

            “ฉันแค่เป็นตัวแทนของคนที่ต้องการความรับผิดชอบจากปรมาจารย์ไป่ต่างหาก”

             

            คำพูดของเขาทำให้ผู้คนสับสนงงงวยชายชราจึงก้าวไปด้านหน้าแล้วตบไหล่นายใหญ่อันเบาๆ

             

            “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายใหญ่อันพึ่งจะบรรลุระดับปรมาจารย์ได้ไม่นาน แต่มาวันนี้กลับโดนคนของปรมาจารย์ไป่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสไม่รู้ว่าจะกลับมาปกติได้หรือไม่?"

             

            ชายชราเล่าด้วยท่าทางน่าสงสารเขาเหลือบไปมองยังกล้องที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

             

            ซึ่งคำพูดของหานจุนโป๋ก็สามารถทำให้โลกออนไลน์ลุกเป็นไฟนอกจากเรื่องที่โดนทำร้ายแล้วการที่มีปรมาจารย์อีกหนึ่งคนถือกำเนิดขึ้นกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

             

            “...แบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า?”

             

            “ใช่แล้วปรมาจารย์หลายคนรุมปรมาจารย์หน้าใหม่แค่คนเดียวเนี่ยนะ”

             

            “พวกเขากลัวว่าคุณชายอันจะเก่งกาจข้ามหน้าข้ามตาพวกเขาหรือไง?”

             

            หานเจิ้นตงที่อยู่ด้านหลังมองการแสดงของบิดาด้วยรอยยิ้มขณะเดียวกันก็มองความคิดเห็นในโลกออนไลน์ที่เขาได้ทำการจ้างคนของตัวเองส่วนหนึ่งให้ไปช่วยสร้างกระแสให้เกิดความเห็นด้านลบขึ้นมา

             

            ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันได้ผลจากแค่ไม่กี่คน ตอนนี้เริ่มมีคนจำนวนมากคล้อยตามความเห็นของพวกเขาแล้วยิ่งทางไป่ฟานเซียนไม่สามารถออกมาแก้ตัวได้ในตอนนี้จำนวนคนที่จะถูกเขาปั่นหัวก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

             

            เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าความจริงก่อนหน้านี้มันเป็นอย่างไรถ้ากระแสของคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรพวกเขาก็พร้อมที่จะเลือกเชื่อตามนั้น

             

             

            “ไม่ใช่แค่คุณชายอันคนเดียวหรอกนะ...”

             

            หานจุนโป๋พูดด้วยเสียงเศร้าเขาปลดเสื้อคลุมตัวเองออกเผยให้เห็นแผลเรื้อรังบนร่างกายที่ดูแล้วรุนแรงเช่นเดียวกัน

             

            “ฉันเองก็ได้แผลนี้มาจากท่านปรมาจารย์ไป่”

             

            ผู้ชมทั้งในห้องและทางโลกออนไลน์ล้วนมองแผลที่เกิดขึ้นอย่างตกใจแต่ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มตื่นตระหนก ก้มีคนพูดขัดเอาไว้เยก่อน

             

            “การปะทะกันระหว่างผู้ฝึกตนคือเรื่องธรรมดา บาดแผลกับผู้ฝึกตนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปไม่ได้หวังว่าพวกคุณจะยังไม่ลืมเรื่องนี้”

             

            เซี่ยจื่อโจวเหลือบมองบาดแผลนั้นแล้วพูดเสียงเย็นเขาดึงสติผู้คนในโลกออนไลน์ที่กำลังโดนความคิดเห็นชักจูงให้กลับมาได้ทันด้วยท่าทางและคำพูดที่น่าเชื่อถือเซี่ยซูเหยาแอบพยักหน้าเบาๆ

             

            ถือว่าการที่เธอเรียกตัวน้องชายมาในวันนี้ไม่เสียเปล่า

             

            “ใช่แล้ว...พวกเราเป็นผู้ฝึกตนนะ”

             

            “การบาดเจ็บเป็นเรื่องปกติธรรมดาถ้าพวกเรามาเอาเรื่องทุกครั้งที่มีแผล ก็กลับไปเป็นคนธรรมดาเถอะ”

             

            เพราะโลกของผู้ฝึกตนก็เป็นเช่นนี้  แม้จะมีกฎหมายเรื่องการทำร้ายร่างกาย แต่ส่วนมากถ้าเป็นเรื่องราวระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกันพวกเขาจะไม่เก็บไปคิดมากถ้ามันไม่ได้ร้ายแรงขนาดพิการหรือเสียชีวิต

             

            เมื่อเห็นว่าเรื่องราวดูจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิดหานเจิ้นตงแอบมองไปยังนายใหญ่ตระกูลเซี่ยที่ออกมาแก้ต่างให้ไป่ฟานเซียนได้ไม่หยุดเขาคนนี้กลายเป็นปัญหาอย่างที่คาดไว้จริงๆ

             

            ไป่ฟานเซียนไปหาคนแบบนี้มาเป็นพรรคพวกได้อย่างไร?

             

            หานจุนโป๋เองก็เข้าใจปัญหานี้แล้วเช่นกัน   ชายชราจึงต้องดำเนินแผนการต่อไป

             

            เขาหันไปส่งสัญญาณทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนสองสามคนเดินเข้ามา เพียงแต่เขาไม่ได้เข้ามาตัวเปล่าเขาเข็นเอารถเข็นสองคันเข้ามาในห้องนี้ด้วย

             

            คันแรกคนที่นั่งมาคือชายร่างใหญ่ที่พึ่งจะออกไปก่อนหน้านี้คุณชายอัน บนร่างของเขาพันแผลไว้เต็มไปหมด โดยเฉพาะที่แขนซึ่งอาการหนักกว่าที่อื่น

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่เห็นภาพนั้นพลันหรี่ตาลง

             

            พวกเขารักษากันเร็วขนาดนั้นเลย?

             

            นี่มันอย่างกับมีหมอและพยาบาลมารอรับอยู่ที่หน้าโรงแรมเลยนะ?

             

            แต่ผู้ชมที่ดูผ่านกล้องล้วนแสดงออกด้วยความตกใจเพราะอาการของชายคนนี้ดูจะหนักหนากว่าที่ได้ยินมาเมื่อกี้นี้มาก

             

             

            ส่วนรถเข็นคันต่อไปนั้นมีร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีผ้าพันแผลทั้งตัวเธอหลับตาลงอย่างไม่ได้สติขณะที่คิ้วขมวดเป็นปมคล้ายกับกำลังเจ็บปวด

             

            “นั่นคือหลานสาวของฉัน...”ที่ขอบตาของหานจุนโป๋มีน้ำตารื้นขึ้นมา เขาเดินไปจับแขนที่มีผ้าพันแผลของหานเซี่ยวยี่ด้วยท่าทางที่ดูน่าสงสารจับใจ

             

            “เธอเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นที่8 ตัวเล็กๆ...เธอทั้งอ่อนโยนและสุภาพนอบน้อม”

             

            “แต่ในวันนั้นที่เธอไปเยี่ยมเยียนตระกูลถังแทนฉัน...เธอกลับโดนท่านปรมาจารย์ไป่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส!”

             

            ท่าทางที่หานจุนโป๋จับจ้องไปยังไป่ฟานเซียนด้วยความโกรธเคืองนั้นสามารถจับใจผู้ชมได้อยู่หมัด

             

            มันราวกับเขากำลังเจ็บปวดแทนหลานสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจอยู่จริงๆ 

             

            แม้แต่ลูกของเขาอย่างหานเจิ้นตงยังคิดไม่ถึงว่าคุณพ่อที่แก่ชราของตนจะเล่นละครได้เก่งฉกาจแบบนี้

             

            นี่มันอย่างกับนางเอกที่โดนนางร้ายรังแกในละครน้ำเน่าพวกนั้นชัดๆ!

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน