
????
ยามสายในวันธรรมดา ผู้คนส่วนใหญ่ออกจากบ้านทำงานเสียงอึกทึกจากการก่อสร้างยังคงดำเนินไป แม้ในภาวะา บรรยากาศผิดแปลกเดียวคงเป็เหล่าทหารแคระที่เดินปะปนกับฝูงชน
หมอว่าน อยู่โรงพยาบาลเป็นายแพทย์สวมชุดขาวสะอาดตา ออกจากหน้าที่ก็เป็เพียงหนุ่มน้อยหน้ามนดูสะอาดสะอ้าน สวมเชิ้ตสีครีมคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทหนาสำหรับหน้าหนาว ใส่คู่กับกางเกงขายาวสีน้ำตาล มีหมวกเฟดอร่าอีกใบ ซื้อั้แ่สมัยเรียนหมออยู่ศิริราช
เขาขึ้นรถม้าริมทางนั่งไปลงสถานีลพบุรี เพื่อต่อรถไฟไปตาคลี เส้นทางห้ากิโลเมตรหากเดินเท้าใช้เวลาเกือบชั่วโมง ขณะที่นั่งรถม้าใช้เวลาเพียงสิบนาที มือขาวนวลวางเงินสี่สิบสตางค์ ซื้อตั๋วจากนายสถานี นั่งรอครู่หนึ่งรถไฟก็มา
หมอหนุ่มอยู่ลพบุรีมาสองปีจนกะเวลากลับบ้านได้แม่นยำ แม้แต่เวลารถไฟคลาดเคลื่อน เขายังบอกได้ว่าจะเลื่อนเป็กี่โมง
การนั่งรถไฟไปตาคลีเที่ยวนี้มีทหารฝ่ายอักษะเดินตรวจตราทั้งขบวนอยู่หลายรอบ นึกถึงคำพูดของหมอใหญ่แล้ว ก็สมเหตุสมผลอยู่ เพิ่งมีเสือปล้นฆ่าฝั่งตน ย่อมต้องเข้มงวดกวดขันเป็พิเศษ
คุณหมอนั่งมองป่าไม้ใบหญ้าข้างทาง สายลมหนาวพัดเข้าช่องลมเล็กๆ จนต้องกระชับเสื้อกันหนาวดึงผ้าพันคอออกจากกระเป๋ามาเพิ่มความอบอุ่น
ว่านยาขี้หนาว ตอนเด็กอยู่บ้านคุณแม่ต้องเย็บผ้าห่มสี่ชั้นให้ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับ พอคุณแม่เสีย หลวงเวชวินิจภารกิจรัดตัวทั้งยังต้องดูแลลูกหลงอายุห่างจากหมอหนุ่ม ๑๖ ปี เลยกว้านซื้อเสื้อผ้าหนาๆ คลายหนาวให้เ้าลูกชายมากหน่อยแทน
ชั่วโมงเศษรถจักรไอน้ำก็พามาถึงตาคลี ลงจากม้าเหล็กยังมีนายทหารต่างชาติตัวเตี้ยแคระแกรนคอยตรวจตรา หมอว่านเดินผ่านมาได้ ทว่าหญิงสาวด้านหลังไม่
“กรี้ด เขาจะทำอะไรเ้าคะ ดิฉันบอกแล้วว่าไม่ใช่เสือ ดิฉันเป็แม่ค้าจะเป็โจรได้อย่างไร”
คุณหมอหันมองรอบข้าง นายสถานีวิ่งเข้ามา กระนั้นก็สื่อสารกันลำบาก ไอ้ยุ่นมันจับเนื้อตัวสาวน้อยมันมือ ท่าทางเกินเลยกว่าการตรวจตรา ตำรวจสถานีเข้าไปรั้งมือ พวกมันก็เอาสันปืนกระแทกท้องจนล้มหน้าหงาย ไทยมุงเริ่มชะเง้อตีวงล้อมดูความสับสนอลหม่าน
“ไอ้ฉิบหาย กูจะทนพวกมึงไม่ไหวแล้วหนา” นายตำรวจสบถท่าทางเอาเื่ ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว ปืนยาวก็ยื่นจ่อหน้าผากเสียแล้ว
ฉิบหายจริงๆ คราวนี้จะช่วยอย่างไรดีเล่า
คุณหมอดึงเอาบัตรประจำตัวโรงพยาบาลออกจากกระเป๋า สูดหายใจเข้าก่อนจะเดินหลังตรงเข้าไปหาพวกทหารลูกพระอาทิตย์ ทำใจดีสู้เสือ
“พูดอังกฤษเป็หรือไม่” ถามพวกต่างด้าวเป็ภาษาฝรั่ง
พวกมันทำหน้างง เขาจึงยื่นบัตรให้ดู อย่างน้อยก็มีสัญลักษณ์กาชาด สถานะหมอพยาบาลเป็ข้อยกเว้นในา โดยเฉพาะตอนช่วยคนเจ็บ หากถูกทำร้าย ฝ่ายผู้กระทำถือเป็อาชญากร ทหารชั้นผู้ใหญ่ฝั่งนั้นย่อมไม่เอาไว้
“หล่อนมากับฉัน” ภาษาพูดไม่ได้ ก็ใช้ภาษามือแทน
“มันพล่ามอะไรอยู่วะ” ทหารยุ่นเอ่ยเป็ภาษาบ้านเกิดท่าทางไม่สบอารมณ์
อย่าว่าแต่มันไม่เข้าใจเขาเลย เขาก็ไม่เข้าใจมัน กระนั้นความเยือกเย็นสุขุมในสถานการณ์คับขันย่อมทำให้ศัตรูไม่กล้าบุ่มบ่าม เนื่องจากไม่แน่ใจในสถานะของคู่สนทนา
“ฉัน เป็ หมอ” จิ้มนิ้วให้ดูในบัตรกาชาด
พวกมันหรี่มองตามมือ
“มันบอกว่ามันเป็หมอ”
ว่านยาสังเกตจากสีหน้าฝั่งตรงข้าม มือสากดึงบัตรไปพลิกดูอย่างตั้งใจ คุณหมอใจชื้น คล้ายว่าจะสื่อสารกันรู้เื่ขึ้นมาบ้างแล้ว
“หล่อน เป็ คนไข้ ฉัน” ทำมือเป็เชิงว่าหญิงสาวนั้นมาด้วยกัน ก่อนจะส่งสายตาให้คนรับบทผู้ป่วยกะทันหัน
หญิงชาวบ้านรับลูก หล่อนต้องเลือกระหว่างโป้ปดมดเท็จหรือซื่อสัตย์แต่โดนฉุดคร่า คิดเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตีบทแตกยิ่งกว่านางเอกยี่เก ทำท่าทางครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะสำรอกออกมาเสียตรงนั้น
“มันบอกว่าผู้หญิงเป็คนไข้ของมัน จะเอาอย่างไรดี” ทหารจากแดนบูรพาทำท่าลังเล มือที่จับข้อมือสาวน้อยบีบแน่นจนขึ้นรอย
สายตาคมของหมอว่านกวาดดูการแต่งกายของฝั่งตรงข้าม เป็ทหารชั้นประทวน ทหารแถบนี้นายใหญ่คงอยู่ในค่ายลพบุรี ปล่อยให้มันชั่งใจครู่หนึ่ง
ระหว่างคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ กลิ่นยูเรียก็ลอยเตะจมูก สาวน้อยปัสสาวะราดลงพื้นจนเหลืองอ๋อยเจิ่งนองด้วยความกลัว น้ำสีใสลามกระเด็นไปโดนขาไอ้ทหารแคระ มันเองก็ได้กลิ่นจึงก้มลงดูก่อนจะสะดุ้งโหยง ผลักสาวเข้าใส่หมอหนุ่มแทบไม่ทัน
“บ้าเอ๊ย! อีนี่ฉี่ราด ถ้ากูติดโรคขึ้นมาจะทำยังไงวะ บ้าฉิบ” พวกมันหัวเสียถอยจากวงปัสสาวะไปเกือบหลา ขณะสาวน้อยตัวสั่นกระตุกขึ้นมา
“แม่งเอ้ย! ถ้าอยากได้มากนักก็เอาไป กูหมดอารมณ์”
หนึ่งในนั้นปาบัตรโรงพยาบาลของหมอหนุ่มลงพื้น ยกมือปิดจมูก แม้แต่ปืนยาวที่จ่อหัวตำรวจสถานีก็ถอนออก เหล่าคนไทยมองหน้ากันไปมา นายสถานีเข้าประชิดตัวหมอกระซิบเสียงเบา
“คนไข้จริงหรือครับหมอ”
หมอหนุ่มไม่ตอบคำถามนั้น เพราะไม่รู้ว่าพวกญี่ปุ่นฟังไทยรู้เื่มากน้อย ตอบตามตรงพลอยจะทำเสียเื่ได้
“คุณช่วยผมพาเธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยได้ไหม” เป็อันรู้กันว่าละครฉากนั้นเพียงแสร้งทำ
“เธอเป็อย่างไรบ้าง จะต่อรถหรือต่อเรือ ฉันจะไปส่ง”
“บ้านหนูอยู่ไม่ไกลจ่ะ นั่งเกวียนไปครู่เดียวก็ถึง” เ้าหล่อนตอบ
นายสถานีเองก็ได้ยินชัด พวกเขาจึงพยักหน้าให้กัน อย่างไรต้องผัดผ้านุ่งก่อน กระนั้นยังไม่ทันได้เดินไปไหน นายตำรวจสถานีที่เดิมทีถูกปืนจ่อหัวทักท้วงขึ้นมาก่อน
“คุณหมอครับ บัตรของคุณหมอ” ชายวัยกลางคนเดินไปเก็บบัตรประจำตัวให้ ตาเหลือบเห็นนามสกุลเข้าจึงเอ่ยถาม “เป็ญาติกับหลวงวินิจหรือครับ”
หมอว่านแย้มยิ้ม บิดาตนดังในแถมนี้ เคยรับราชการในโรงพยาบาลศิริราช ก่อนจะผันตัวเป็อาจารย์หมอ ระหว่างนั้นก็ยังเจียดเวลาสลับสับเปลี่ยนมาสุขศาลาคอยช่วยหมอรุ่นลูกให้ทำงานอย่างราบรื่น ช่วยเหลือคนเจ็บแถบอ่างทอง ลพบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท รวมถึงนคร์อยู่หลายปีจนเกษียน ชาวบ้านเรียกหลวงวินิจบ้าง คุณหมอหลวงบ้าง
“ผมเป็ลูกคุณพ่อท่านครับ”
“พุธโธ่ ก็ว่า ท่าทางพูดจาคุ้นตาเหลือเกิน”
“เื่นั้นไม่สำคัญหรอกครับ พวกนั้นยังมองเราอยู่ พาหล่อนไปจากที่นี่ก่อนจะดีกว่า” พอเอ่ยเตือน เ้าหน้าที่สถานีถึงขยับตัว
การเป็หมอถือเป็อภิสิทธิ์ ยิ่งทำงานโรงพยาบาลทหาร ยิ่งรู้จักคนใหญ่คนโตหลากหลาย ถึงไม่แน่ใจว่าเขามีอำนาจในมือหรือไม่ ก็ยังต้องเกรงใจอยู่ดี
????
นายตำรวจสถานีส่งคุณหมอและหญิงสาวขึ้นเกวียน ทีแรกหมอว่านตั้งใจจะแยกกันหน้าสถานี สาวน้อยอยู่แถวนี้ ย่อมเป็คนละทาง
“ทางไปปากน้ำมะขามเฒ่าผ่านบ้านฉันพอดีจ่ะคุณหมอ” เ้าหล่อนว่า “ขอฉันติดเกวียนไปด้วยอีกสักคนได้ไหมจ้ะ ถือว่าเมตตา”
ด้วยเหตุนั้นจึงให้ติดสอยห้อยตามมาด้วย เดินทางกันมาราวเกือบชั่วโมง หญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะขอลง หมอหนุ่มเองก็ไม่ได้ทักท้วงเพียงกระชับเสื้อให้แน่นขึ้น ยิ่งเข้าป่าเข้าดงอากาศยิ่งหนาวเย็น หากไม่ใช่ว่าบ้านอยู่แถบนี้ ยากที่หมอว่านจะกลับมาบ่อยๆ ยิ่ง่หน้าหนาวด้วยแล้ว
“คุณหมอ รักษาอะไรได้บ้างจ้ะ” จู่ๆ ผู้ร่วมทางก็ถามขึ้นมา เสียงอู้อี้ เนื่องจากผ้าคลุมศีรษะซึ่งนำมาปิดบังใบหน้าจากฝุ่นดิน
“หืม” หมอหนุ่มเลิกคิ้ว สงสัยอีกฝ่ายจะชวนคุยกระมัง
“โรคทั่วไปน่ะ”
“เคยเย็บแผลมาก่อนไหมจ้ะ”
“เคยสิ” ตอบคำถามจบ หน้าหมอหนุ่มแทบคะมำ
เกวียนม้าหยุดชะงักกะทันหันเสียจนตัวเกวียนกระชากแรง
“เกิดอะไรขึ้น” คุณหมอหันไปถามสารถีที่มีผ้าขาวม้าคลุมหัวไว้เช่นกัน
ฝั่งนั้นหันมาสบตา นอกจากจะไม่มีคำตอบ เขายังบังเกิดอาการมึนเมาเสียจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ปากคอแห้งผากยากจะเอื้อนเอ่ย
บัดซบ ดอกลำโพงแห้ง พอคิดได้ว่าอะไรเป็ไร หมอว่านก็นอนฟุบหน้าคว่ำไปแล้ว ไม่เฉลียวใจสักนิดเื่การแต่งกายของทั้งสองคนที่คล้ายคลึงราวนัดกันมา ด้วยเป็ธรรมดาของชาวบ้านเวลาเดินทางจะแต่งกายเช่นนี้ มีแต่พวกไปเรียนในเมืองกรุงเสียนานนี่แหละที่นุ่งห่มอย่างฝรั่ง
“ขอโทษนะจ้ะคุณหมอ แต่พวกข้าจำเป็จริงๆ” เสียงใสดังอยู่ข้างหู “ไปพี่ พาคุณหมอไปดูพ่อใหญ่”
พ่อใหญ่หรือ? คำที่ชุมเสือใช้เรียกขานผู้นำ ดูเหมือนเขาจะถูกพวกเสือร้ายต้มจนเปื่อยเข้าให้เสียแล้ว
????