บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 มีดบินปี้ลั่ว กระบี่หวงฉวน

                เจ้าเมืองที่ซ่งอวินพูดถึงก็คือนายหญิงแห่งเมืองใต้ดินหวังเฉิง จี้หงหลิง

                วันนั้นหลังจากที่จี้หงหลิงเห็นหมิงอวี่แสดงความสามารถออกมาแล้วนางก็ตัดสินใจจะพบกับเขาหากสามารถเชื่อมสัมพันธภาพที่ดีกับคนที่มีความสามารถจากในราชสำนักได้นางจะได้ประโยชน์อย่างมาก

               เมื่ออาทิตย์ก่อน จี้หงหลิงมาหาหมิงอวี่แล้วแต่เขาเก็บตัวฝึกวิชาอยู่นางก็เลยแอบกลับไป จากนั้นนางก็ไม่สะดวกที่จะมาด้วยตัวเองอีกเลยส่งซ่งอวินมา

               ขอแค่หมิงอวี่เลิกฝึกเมื่อไหร่ก็ให้เรียนเชิญเขามาทันที

               ดังนั้น ซ่งอวินจึงมาหาที่นี่หกวันเต็มทุกครั้งที่มาก็จะนำเอาของขวัญมามอบให้กับหยางเสวี่ยหรงด้วยทำให้หยางเสวี่ยหรงรู้สึกเกรงใจ

               “อวี่เอ๋อร์ เจ้าไปหน่อยเถอะนะ รีบไปรีบกลับ กลับมาแม่จะต้มซุปรากบัวไก่ให้เจ้ากิน”รับของขวัญมาหกวันเต็ม หยางเสวี่ยหรงรับรู้ได้ถึงความจริงใจของผู้ดูแลซ่งก็เลยแนะนำให้หมิงอวี่ไป

               หมิงอวี่เห็นหยางเสวี่ยหรงยิ้มอย่างมีความสุขแสดงว่าทางเมืองใต้ดินหวังเฉิงน่าจะลงทุนลงแรงเอาอกเอาใจนางเต็มที่เหมือนกันเห็นแก่ท่านแม่ ไปก็ได้

               อีกอย่าง ในเมื่อทางนั้นก็รู้แล้วว่าเขาคือองค์ชายสิบเจ็ดคิดว่าไม่น่าจะกล้าทำอะไรเขา

               หมิงอวี่มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการประลองยุทธ์ในช่วงนี้ไม่มีใครกล้าลอบสังหารเขาแน่นอน ส่วนของขวัญลึกลับที่ซ่งอวินพูดถึงหมิงอวี่ไม่ได้คิดถึงเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าเจ้าเมืองที่ซ่งอวินพูดถึงจะเป็นผู้หญิงเขาคิดแค่ว่ามันคือสิ่งของ

               แต่ในความเป็นจริงแล้ว ของขวัญพิเศษลึกลับที่ซ่งอวินพูดถึงนั้นมันไม่ได้ธรรมดาแบบนั้น ...

               “ก็ได้ เจ้านำทางเถอะ”

               ระหว่างที่พูด หมิงอวี่ก็เดินออกจากตำหนักลั่วฮวาไปส่วนผู้ดูแลซ่งที่อยู่ด้านหลังเขาก็พยักหน้าอย่างต่อเนื่องเมื่อหมิงอวี่ขึ้นรถม้าไปแล้วเขาถึงบังคับรถม้าให้ตรงไปยังเมืองใต้ดินหวังเฉิงอย่างรวดเร็ว

               ตลอดการเดินทาง หมิงอวี่ทบทวนฝ่ามือปลิดวิญญาณชุ่ยอวี้อยู่ตลอดเวลาจนเข้าไปสู่ห้วงความคิดโดยไม่รู้ตัว

               จนกระทั่งเขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง รถม้าก็หยุด

               ซ่งอวินเปิดม่านรถม้าออกอย่างนอบน้อม แล้วทำท่าเชิญหมิงอวี่ลงจากรถ“องค์ชายสิบเจ็ด ถึงแล้วพะยะค่ะ”

               หมิงอวี่เดินลงจากรถม้าซ่งอวินก็พาเขาเดินเข้าไปในเมืองใต้ดินหวังเฉิง เขาจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่เขามาคนเดียวแต่ตอนนี้กลับมีซ่งอวินมารับรองและนำทางเขาเข้าไป

               เมืองใต้ดินหวังเฉิงยังคงมีเสียงเอะอะโวยวายเหมือนเดิม การประลองก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีเสียงปะทะดังสนั่นจนหมิงอวี่ต้องเลี้ยวหลังมอง

               เมื่อสามเดือนก่อน เขาเคยยืนอยู่บนลานประลองนั้น แต่ในวันนี้เจ้าเมืองใต้ดินหวังเฉิงกลับเชิญเขามาพบ ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุด

               สรรพสิ่งยังเหมือนเดิม แต่คนเปลี่ยนไปจริงๆ

               เพราะมีซ่งอวินนำทางทำให้เป็นที่สะดุดตาของใครหลายคน เมื่อเห็นว่าคนที่นำทางนั้นคือผู้ดูแลซ่งก็อดตกใจกันไม่ได้

               ซ่งอวินมีความสามารถขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และบารมีอย่างมากในเมืองใต้ดินหวังเฉิง ปกติเดินตัวยืดตรงตลอดแทบไม่ยิ้มแย้มกับใครเลยแต่วันนี้เขากลับเดินโค้งตัวเล็กน้อยและยิ้มแย้มอยู่ข้างกายของชายหนุ่ม

               ที่เกินไปกว่านั้นก็คือชายหนุ่มคนนั้นเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรผู้ดูแลซ่งเท่าไรเลยด้วย...

               “เขาเป็นใครกัน?”

               “อ๋อ! ข้ารู้แล้ว เขา ...เขาคือหมิงอวี่องค์ชายคนที่เอาชนะเยี่ยซีได้ในงานประลองยุทธ์ของราชสำนักเมื่อหลายวันก่อนไง!”

                “เขาเองหรือ?” มีคนร้องตะโกนด้วยความตกใจ“พวกเจ้ารีบดูเร็ว ผู้ดูแลซ่งพาเขาไปยังทางใต้ดิน นั่น ...นั่นมันสถานที่พักของท่านเจ้าเมืองไม่ใช่หรือ?”

               มีคนกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่แล้วพูดว่า“นั่นมันห้องนอนของท่านเจ้าเมืองที่อยู่ใต้สุดของเมืองใต้ดินหวังเฉิง ...พวกเจ้าว่า ท่านเจ้าเมืองให้เขาเข้าไปทำอะไร ...”

               “นั่นมันห้องนอนของท่านเจ้าเมืองเจ้าคิดว่าท่านเจ้าเมืองจะให้เขาเข้าไปทำอะไรล่ะ เจ้าเลิกพูดได้แล้ว”มีอีกคนพูดขึ้นมาด้วยความอิจฉา

               “ ... ”

               เสียงซุบซิบนินทาถึงแม้จะเบามากแต่หมิงอวี่มีประสาทสัมผัสทั้งห้าดีมาก เขาอดยิ้มไม่ได้ ก็แค่ไปเจอคนๆ หนึ่งทำไมจะต้องตกใจแตกตื่นกันขนาดนั้นด้วย

               ซ่งอวินพาหมิงอวี่เดินลงทางใต้ดินไป เมื่อเดินยิ่งลึกไปเรื่อยๆเสียงเหล่านั้นก็หายไป เหลือแค่แสงไฟสองข้างทางและทางเดินแคบๆ เท่านั้น

               ในที่สุด หมิงอวี่ก็เดินมาสุดทางเดิน เห็นประตูใหญ่สีแดงบานหนึ่งประตูสีแดงบานนั้นทำจากไม้อวินมู่ ขอบประตูมีสลักลายดอกไม้สีทอง ส่วนตรงกลางประตูมีตัวอักษรสีดำคำว่า“หลิง” ตัวอักษรธรรมดาแต่ดูมีชีวิต

               ผู้ดูแลซ่งเคาะประตูอยู่ด้านหน้าสามที แล้วพูดอย่างนอบน้อมว่า“ท่านเจ้าเมือง องค์ชายสิบเจ็ดมาถึงแล้วขอรับ”

               “รู้แล้ว ออกไปก่อนเถอะ”

               เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมา ผู้ดูแลซ่งตอบรับว่า “ขอรับ”จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดประตูใหญ่สีแดงออก แล้วทำท่า “เชิญ” หมิงอวี่เข้าไปจนกระทั่งเห็นหมิงอวี่เดินเข้าไปด้านในแล้ว เขาถึงได้ปิดประตูแล้วถอยกลับออกมา

               ที่แท้เจ้าเมืองก็เป็นผู้หญิงหรอกหรือนี่?

               หมิงอวี่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย หลังจากเข้ามาในห้องก็ได้กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกมันเป็นกลิ่นที่หวานมาก แล้วยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ด้วย เพียงสูดดมก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์มาก

               ในห้องไม่ได้กว้างมาก เป็นห้องธรรมดาห้องหนึ่งแต่กลับตกแต่งได้อย่างประณีต

               ในห้องรับแขกใช้สีแดงและดำเป็นหลักมีโต๊ะทรงกลมที่มีกล่องเครื่องแป้งวางอยู่ แล้วยังมีกระจกขอบแดงอยู่ด้วย

               แสดงว่านางต้องเป็นผู้หญิงรักสวยรักงามมากแต่ทำไมต้องพาข้ามาที่ห้องของนางด้วย? หมิงอวี่คิด

               “องค์ชายสิบเจ็ด นั่งพักที่ห้องรับแขกก่อนนะเจ้าคะข้ากำลังอาบน้ำอยู่ สักครู่จะออกไป” เสียงของนางดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้ฟังดูสดใสแต่กลับดูนุ่มนวลรื่นหูอย่างมาก

               หมิงอวี่ได้ยินเสียงน้ำมาจากห้องอาบน้ำที่ดังทะลุม่านมาถึงห้องรับแขกซึ่งตรงนั้นก็สามารถมองเห็นห้องอาบน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

               หน้าต่างห้องอาบน้ำมีผ้าสีแดงบางๆ ปิดอยู่เงาของหญิงสาวที่รูปร่างอ่อนช้อยคนหนึ่งสาดส่องอยู่ด้านบน ดูเย้ายวนใจมาก

               หมิงอวี่กวาดสายตาไปแค่ครู่เดียวก็รีบเก็บสายตากลับมาเขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ค่อยปกติเท่าไร

               ขณะที่เขากำลังคิด ปลายตาก็ดันหันไปเห็นเสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ถูกโยนบนที่นั่งราวกับว่านางรีบเก็บข้าวของแต่ไม่ทันเลยทำตกเอาไว้ ...

               นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

               หมิงอวี่ปลายคิ้วกระตุก เขาเดาเป้าหมายของผู้หญิงคนนั้นจนสับสนวุ่นวายไปหมด

               ในเวลานี้เอง ผู้หญิงหลังผ้าม่านสีแดงก็ลุกขึ้นยืนหลังจากเช็ดตัวไปเล็กน้อยก็เริ่มสวมชุดสีแดงหลวมๆ ปิดหน้าด้วยผ้าสีแดงบางๆแล้วก็เดินออกมา

               นางยังไม่ทันเช็ดผมให้แห้ง ทำให้มีกลิ่นหอมคละคลุ้งอ่อนๆ โชยมาผิวพรรณของนางขาวเนียน บวกกับเสื้อผ้าสีแดงและท่าทางสบายอารมณ์ อีกทั้งรูปร่างที่ดูสมส่วนยิ่งทำให้ไม่อาจละสายตาจากนางไปได้

               “คิดไม่ถึงเลยว่าท่านเจ้าเมืองจะมีอารมณ์สุนทรีย์มากขนาดนี้ปิดหน้าปิดตาให้ดูลึกลับแบบนี้ด้วย” หมิงอวี่ยิ้มแล้วพูด

               ผู้หญิงคนนั้นยิ้มมุมปาก แล้วพูดขึ้นมาว่า “ข้าแค่เกรงว่าหลังจากที่องค์ชายเห็นใบหน้าข้าแล้วจะทนไม่ไหว”

               หากจำเป็นนางก็ไม่ได้รังเกียจที่จะให้หมิงอวี่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางเพราะวินาทีที่หมิงอวี่ได้เห็นใบหน้าของนางก็จะถูกสยบทันที แต่ว่านางไม่อยากรีบนางต้องการให้หมิงอวี่ค่อยๆ ซึมซับความอ่อนโยนของนางไปทีละน้อยจนกระทั่งถอนตัวไม่ขึ้น

               “ฟังดูร้ายจัง” หมิงอวี่ไม่รู้แผนการในใจของนางเลยยังหยอกล้อกลับไปด้วย

               “อิอิ ...”

               หญิงสาวหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “องค์ชายสิบเจ็ดหม่อมฉันจี้หงหลิงนายหญิงแห่งเมืองใต้ดินหวังเฉิง วันนี้รู้สึกดีใจที่ได้พบองค์ชายนะเจ้าคะแต่ว่าเพราะไม่ทันได้เตรียมตัวเลยไม่ได้จัดห้อง ขายหน้าท่านจริงๆ ”

               จี้หงหลิงยื่นมือขวาขาวๆ ออกไปเพื่อจับมือกับหมิงอวี่

               หมิงอวี่ยื่นมือออกไปจับเช่นกัน เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและเรียบเนียนแต่เขาจับไม่นานก็รีบปล่อย จากนั้นก็พูดว่า “ไม่ทราบนายหญิงจี้ต้องการพบข้ามีเรื่องอันใด?”

               ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้จี้หงหลิงไม่ได้แสดงเจตนาให้เขาได้เห็นเลยหมิงอวี่เชื่อว่าจี้หงหลิงคงไม่ได้เชิญเขามาดูนางเริงระบำให้ดูแน่

               “อิอิ วันนี้ที่เชิญองค์ชายมาเพราะต้องการแสดงให้ทรงเห็นว่าหม่อมฉันชื่นชอบในตัวองค์ชายมาก”

               จี้หงหลิงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า“ตั้งแต่ได้เห็นองค์ชายที่งานประลองยุทธ์ของราชสำนัก หม่อมฉันก็รู้สึกว่าองค์ชายนั้นมีเสน่ห์มากดังนั้นหม่อมฉันถึงได้เตรียมของขวัญพิเศษให้องค์ชายสามอย่างหวังว่าองค์ชายจะไม่รังเกียจ”

               ระหว่างที่พูดนางก็พลิกฝ่ามือของสีดำชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนมือของนางทันที

               “ของขวัญชิ้นแรก มีชื่อว่าเกราะแขนเฮยจิน ท่านอย่าได้ทรงดูถูกมันนะ”

               จี้หงหลิงพูดแนะนำต่อว่า “เกราะแขนชิ้นนี้ทำมาจากทองคำสีดำมีน้ำหนักสูงมาก แต่ก็มีความเหนียวทนทานมากเช่นกันไม่เพียงสามารถปกป้องคุ้มกันแขนและมือ มันยังสามารถเก็บสิ่งของได้อีกด้วย”

               จี้หงหลิงสวมเกราะแขนลงบนที่แขนของตัวเอง เกราะนั้นรัดแขนของนางในทันทีด้านหลังของเกราะแขนนั้นมีตัวล็อคสีดำรูปดาว เป็นจุดที่สามารถเก็บของเอาไว้ได้

               “องค์ชายอย่าได้ดูถูกว่ามันเล็กนะเพราะว่ามันมีพื้นที่เก็บของถึงหนึ่งร้อยตารางเมตรและพื้นที่ปิดผนึกมีความเสถียรอย่างยิ่ง เป็นสมบัติที่หาได้ยากยิ่งนักเชียว”

               จี้หงหลิงพูดต่อจากนั้นก็ถอดเกราะแขนเฮยจินออกแล้วยื่นให้กับหมิงอวี่

               หมิงอวี่หยิบเกราะแขนเฮยจินคิดมาดูก็พบว่าที่จี้หงหลิงพูดนั้นเป็นเรื่องจริง

               ถุงเก็บของสามารถเก็บสิ่งของได้เป็นจำนวนมากอีกทั้งมีมิติพื้นที่ภายในที่มีความเสถียรสูง ถือเป็นของที่หาได้ยากยิ่งต้องใช้เงินอย่างน้อยหนึ่งร้อยกว่าล้านเหรียญหยกดำถึงจะสามารถซื้อได้!

                จากนั้นจี้หงหลิงก็พูดต่อว่า “ของขวัญชิ้นต่อไป ก็คือสิ่งนี้”

               ระหว่างที่พูดจี้หงหลิงก็หยิบมีดบินออกมาเล่มหนึ่ง เมื่อวางข้างโต๊ะมีดบินนั้นก็แยกออกเป็นอีกเก้าเล่ม!

                 “มีดบินนี่มีชื่อว่าปี้ลั่ว มีทั้งหมดเก้าเล่ม ทำจากเหล็กดำชั้นดีตัวมีดบางเบา ตัดเหล็กและดินโคลนให้ขาดได้ ข้าจะมอบวิธีการควบคุมของมันให้องค์ชายด้วยขอแค่ทรงท่องคาถาควบคุม ต่อไปก็สามารถควบคุมและใช้งานมันได้ไม่ยาก”

               หมิงอวี่มองไปที่มีดบินนี้อย่างละเอียด มันเป็นมีดบินที่แวววาวมากมีลวดลายสลักที่ประณีต แล้วในตัวมีดก็ยังมีลวดลายที่ดูจากภายนอกก็ยังมองไม่เห็นอีกด้วย

               ลวดลายที่ว่านี้ดูพิถีพิถัน ต้องใช้การเพ่งจิตสำนึกในการควบคุมถึงจะสามารถควบคุมการใช้งานของมันได้ ดังนั้น นอกจากตัวผู้ควบคุมเองแล้วคนอื่นก็ไม่สามารถควบคุมมีดบินนี้ได้

               อีกอย่าง มีดบินนี้ยังดูเบาราวกับมีชีวิตทั้งที่จริงแล้วมันมีน้ำหนักมากต่อให้จี้หงหลิงจะมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งก็ยังไม่สามารถควบคุมมีดบินปี้ลั่วนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นนางก็คงไม่มอบมันให้กับหมิงอวี่เป็นแน่

               เพราะมีดบินปี้ลั่วเป็นศาสตราวุธระดับเก้า!

                หมิงอวี่พูดด้วยเจตนาที่ชัดเจนว่า“ถ้าอย่างนั้นของขวัญชิ้นสุดท้ายของนายหญิงจี้ คืออะไรล่ะ?”

               จี้หงหลิงยิ้ม “องค์ชายอย่างเพิ่งใจร้อนสิข้าจะแนะนำของอย่างสุดท้ายเดี๋ยวนี้เลย”

               พูดจบนางก็พลิกข้อมืออีกครั้ง แล้วหยิบกระดาษหนังแกะสีเหลืองออกมาจากถุงเก็บของแล้วกางออกบนโต๊ะของหมิงอวี่

               “นี่มัน ... ”

               “มันคือแผนที่ของดินแดนอสูรว่านโซ่ว”

               หมิงอวี่สะดุ้ง ทำไมจี้หงหลิงถึงรู้เรื่องของดินแดนอสูรว่านโซ่วด้วย?หรือว่านางรู้เจตนาของหมิงอ๋อง?

               ที่จริงหมิงอวี่คิดมากเกินไป จี้หงหลิงไม่รู้ว่าเขาจะไปดินแดนอสูรว่านโซ่วแต่เพราะในแผนที่ดินแดนอสูรว่านโซ่วนั้น มันมีสุดยอดกระบี่ซ่อนอยู่!

                เล็บสีแดงของจี้หงหลิงชี้ไปที่ด้านมุมซ้ายของแผนที่ แล้วค่อยๆ พูดว่า “ถึงแม้จะได้ยินมาว่าดินแดนอสูรว่านโซ่วนั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตและนี่ก็เป็นแผนที่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ว่าในนี้มันมีบันทึกที่ซ่อนกระบี่ล้ำค่าอยู่”

               “เมื่อห้าปีก่อน ท่านลุงของข้าฝ่าด่านออกมาจากดินแดนอสูรว่านโซ่วแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส อยู่ไม่ถึงครึ่งปีเขาก็ตาย”

               จี้หงหลิงพูดว่า “ก่อนตาย เขามอบมีดบินปี้ลั่วให้ข้า แล้วบอกว่ามีดบินปี้ลั่วนั้นเป็นเปรียบเสมือนตัวช่วยสิ่งที่สำคัญมันคือกระบี่ที่อยู่บนแผนที่”

               สายตาของจี้หงหลิงหนักแน่นมาก นางพูดว่า “ได้ยินมาว่า มันเป็นกระบี่เทวะที่บรรพบุรุษสร้างเอาไว้เพราะสังหารคนชั่วร้ายมานับไม่ถ้วน เลยถือเป็นกระบี่ผดุงคุณธรรมเล่มหนึ่งแต่ก็เพราะเปื้อนเลือดมามากมาย จึงเต็มไปด้วยพลังวิญญาณของคนตายจำนวนมากมันคือกระบี่แห่งความตาย”

               ท่าทางของหมิงอวี่นิ่งไป “ดังนั้น ตำแหน่งที่อยู่ในแผนที่ก็คือที่อยู่ของกระบี่เล่มนั้นใช่ไหม?”

               “ถูกต้อง กระบี่เล่มนี้นี่แหละ มันมีชื่อว่า กระบี่มรณะหวงฉวน”

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน