“สิบลมหายใจ?ไสหัวไป? ฮ่าๆ ไอ้หนูเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? อีกอย่างเจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการกล่าวอ้างบรรพบุรุษของข้าจะเป็นเช่นไร?”
ฉูหงหยางหัวเราะออกมาก่อนที่ความดุร้ายจะปรากฏขึ้นการที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ออกจากปากของเด็กคนหนึ่งทำให้เขาอยากจะหัวเราะจนฟันหัก!เรื่องพรสวรรค์ของเย่ฉีนั้นแน่นอนว่าเขายอมรับแต่ส่วนหนึ่งก็มาจากวิธีการพิเศษที่เย่ฉีใช้ ตัวเขาฉูหงหยางล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าของยุคนี้อีกทั้งพี่ชายของเขาก็คือหนึ่งในผู้นำทัพอันยิ่งใหญ่!
“ต่อให้เจ้าจะสามารถเข้าไปในตำหนักได้แล้วอย่างไร?เจ้าคิดจริงๆว่าจะสามารถต่อต้านข้าได้?”
ฉูหงหยางกล่าวออกมาอย่างเยาะเย้ยทว่าเสียงตอบกลับที่ต้องการได้ยินจากอีกฝ่ายยังคงเงียบกริบเช่นเดิมซึ่งมันทำให้เขาหงุดหงิดเป็นอย่างมากทว่าทันทีที่เขาก้าวเข้าไปบนสะพานน้ำก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะเสียงของเย่ฉีที่ดังออกมาอย่างแผ่วเบา
“สิบลมหายใจแล้ว...เมื่อไม่รักชีวิตข้าก็จะสงเคราะห์ให้”
ที่ประตูทางเข้าตำหนักเสียงอันแผ่วเบาค่อยชัดเจนขึ้นพร้อมกับร่างเงาที่ค่อยๆฉายชัดปรากฏขึ้นเป็นเด็กชายคนหนึ่งในชุดสีขาวสายตาของเย่ฉีที่มองไปยังพวกฉูหงหยางยังคงสงบนิ่งเช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลงราวกับในสายตาของเขาคนเหล่านี้ล้วนไม่มีค่าใดๆเลย
ท่ามกลางเสียงฝ่าเท้าของอีกฝ่ายที่ใกล้เข้ามาก็ยิ่งทำให้ฉูหงหยางรู้สึกหงุดหงิดจนเกิดเป็นความโกรธสำหรับเขาการเมินเฉยและสายตาเช่นนี้คือสิ่งที่เกลียดมากที่สุด!จิตสังหารอันรุนแรงเริ่มปะทุขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายเลือดของซากศพความโกรธเกรี้ยวของฉูหงหยางนำมาซึ่งเสียงกรีดร้องของสายลมอย่างโหยหวน
“ไปจับมาให้ข้า!”
ฉูหงหยางคำรามต่ำออกมาในลำคอก่อนที่ผู้ติดตามของเขาทั้งสี่จะกลายเป็นเงาดำสี่สายพุ่งไปยังเย่ฉีอย่างรวดเร็วสามบุรุษหนึ่งสตรีคว้ามือที่เหมือนกรงเล็บออกไปหมายจะขยุ้มคว้าเอาตัวเหยื่อแต่ในเวลาเดียวกันแรงกดดันระลอกหนึ่งที่ทรงพลังก็กระจายฟุ้งออกมาจากตัวของเย่ฉีทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาต้องหยุดชะงักลงเพราะกำแพงบางอย่างที่กั้นขวางอยู่เบื้องหน้า
“ผีซากศพ...ไม่คิดว่าหลังจากเจ้าผีน้อยหายไปจะเป็นผีซากศพที่ปกครองโลกวิญญาณ”
คำพูดของเย่ฉีไม่ดังนักแต่ก็พอที่จะทำให้ฉูหงหยางได้ยินและสั่นสะท้านไปทั้งร่าง!ริมฝีบางของเขาสั่นระริกพร้อมกับความต้องการที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองสายตาที่มองไปยังเย่ฉียิ่งมาก็ยิ่งดำมืดมากขึ้นในมือของฉูหงหยางปรากฏเป็นไม้ท่อนหนึ่งที่ดูผุพังและมีเขียว
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน...แต่วันนี้ต่อให้ต้องล่วงเกินใครเจ้าก็ต้องตาย!”
หมอกสีเขียวพลันกระจายออกมาจากตัวของฉูหงหยางก่อนจะปกคลุมไปทั่วทั้งร่างของเขาจนเหมือนกับกลุ่มควันเรื่องผีซากศพคือความลับอันใหญ่หลวงของพวกเขาและไม่สามารถให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้มิเช่นนั้นมันจะนำพาหายนะเข้ามาและผลสุดท้ายพวกเขาจะต้องถูกกวาดล้างออกไปดังนั้นในเวลานี้ฉูหงหยางจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะจัดการกับเย่ฉีโดยแลกทุกอย่างที่มี
ทว่าสำหรับเย่ฉีแล้วคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย...กลับกันเพราะสายตาของเย่ฉีมุ่งตรงไปยังทางทิศเหนือที่ตอนนี้กำลังมีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากถนนทิศเหนือคนกลุ่มนี้นำโดยหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีแน่นอนว่าพวกเขาคือต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงส่วนที่เหลืออีกสามคนล้วนเป็นคนของนิกายมังกรนพเก้า
ก่อนหน้านี้เย่ฉีได้รู้มาแล้วว่าหลี่หลิงเทียนรับทั้งสองเป็นศิษย์ดังนั้นตัวเขาก็เปรียบกับอาจารย์ลุงกระมัง?ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงหลี่หลิงเทียนจะกำชับให้ทั้งสองเรียกเย่ฉีว่าศิษย์น้องเพื่อความสนุกแต่พวกเขาย่อมไม่กล้า!แม้แต่หลี่หลิงเทียนยังไม่กล้าขัดคำพูดเย่ฉีแล้วมีหรือที่พวกเขาจะกล้าแส่หาเรื่อง?
“ในเมื่อเจ้านั่นลงทุนมอบโลหิตให้กับพวกเจ้าตัวข้าในฐานะผู้อาวุโสก็จะมอบของขวัญให้พวกเจ้าสักเล็กน้อย”
เสียงของเย่ฉีดังก้องขึ้นมาในหัวของต้วนหลิงเทียนและเสวียชิงทำให้ทั้งสองประหลาดใจอย่างไรก็ตามความรู้สึกบางอย่างได้บอกกับพวกเขาว่านี่คือวาสนาที่น้อยครั้งจะพานพบในชีวิตนี้และมันทำให้ทั้งสองจรดสายตาไปยังร่างของเย่ฉีอย่างตั้งใจและเพ่งสมาธิถึงขีดสุด
“ในเมื่อพวกเจ้าใช้ดาบเป็นอาวุธข้าก็จะแสดงให้เห็นถึงวิถีเต๋าของดาบสุดท้ายพวกเจ้าจะเลือกเดินไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่ตัวของพวกเจ้าเองจงตั้งใจและจดจำให้มั่น...นี่ก็คือวิถีอันลึกล้ำของเส้นทางเต๋าแห่งดาบ!”
กลิ่นอายของเย่ฉีปะทุขึ้นในเวลานั้นส่งผลให้กลุ่มหมอกควันสีเขียวที่กำลังพุ่งเข้ามาถูกผลักดันออกไปเช่นเดียวกับเงาดำทั้งสี่สาย!ดวงดาราสีทองหนึ่งดวงได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขาก่อนจะแตกกระจายออกเป็นละอองสีทองม้วนวนรอบสิ่งที่อยู่ด้านใน
ถึงแม้ว่าจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แต่ตอนนี้ก็ถูกเติมเต็มถึงเก้าส่วนแล้วในเวลานี้จิตวิญญาณดาบของเย่ฉีที่ถูกฟูมฟักอยู่ภายในดาราที่สี่นั้นได้เติบโตจนสมบูรณ์พร้อมจากด้ามดาบที่ผุพังบัดนี้ได้กลายเป็นดาบใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ที่มีรูปร่างโค้งงอราวกับคมเขี้ยวของอสูรร้าย
จิตวิญญาณดาบเล่มนี้มีต้นแบบมาจากเขี้ยวมังกรครามของเย่ฉีในชีวิตที่แล้วมันคือหนึ่งในดาบที่ดีที่สุดของจักวาลนี้อย่างแน่นอน มือเล็กๆ ของเย่ฉีค่อยๆยกขึ้นจับไปยังด้ามดาบที่ใหญ่โตซึ่งขัดกับรูปลักษณ์ของเขาอยู่บ้าง
“หนึ่งเต๋าหลอมรวมเป็นหนึ่งดาบ...สีเหลืองคือแรกสัมผัส...สัมผัสการคงอยู่ของเต๋า!”
ฟู่ว!ดาบเล่มเขื่องที่เย่ฉีกำลังถืออยู่นั้นพลันเกิดเป็นประกายเปลวเพลิงสีเหลืองลุกโชนขึ้นมาปกคลุมทั้งตัวดาบอย่างน่าอัศจรรย์!
“สีเขียวคือหยั่งรู้...แสวงหาในวิถีทางของเต๋า!”
พรึ่บ!ประกายไฟสีเขียวอีกหนึ่งชั้นปะทุขึ้นมาห้อมล้อมไฟสีเหลืองทำให้บรรยากาศโดยรอบเกิดเป็นสายลมแปรปรวนส่งเสียงร้องอันน่าหวาดกลัวออกมา!
“สีฟ้าคือลึกล้ำ...ไตร่ตรองในเต๋าจนถ่องแท้!”
ปุ!ครั้งนี้เป็นชั้นสีฟ้าที่ปะทุขึ้นเหมือนกับลาวาและยังสร้างแรงกดดันหลายระลอกให้กระจายออกไปเป็นวงคลื่นทิ้งรอยลึกไว้บนบงกชหยกแต่ละอันที่ถูกสัมผัสการเกิดขึ้นของชั้นสีฟ้านี้ทำให้ใบหน้าของผู้ที่อยู่ในสระหยกราตรีกลายเป็นซีดขาวในทันที
“สีขาวคือผสานฟ้าดิน...จิตวิญญาณและร่างกายผสานกันก่อเกิดเป็นหนึ่งเต๋า!”
ปัง!
ครั้งนี้เป็นละอองแสงสีขาวที่กระจายออกมาและปกคลุมไปทั่วทั้งสระ!ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่กล้าจะขยับตัวการปรากฏขึ้นของจิตวิญญาณสีขาวนั้นมากพอที่จะสั่นคลอนความคิดทั้งหมดของพวกเขาอำนาจเช่นนี้มีมากเกินที่จะต่อต้าน!แม้แต่ผู้นำทัพบางคนที่มีจิตวิญญาณสีขาวก็ยังรู้สึกว่าเต๋าของเขาถูกละอองแสงสีขาวนี้กำลังสะกดข่มอยู่!
“นี่ก็คือสี่ชั้นจิตวิญญาณของการกำเนิดเต๋าทว่าสิ่งที่ข้าจะมอบให้พวกเจ้านั้นไม่ใช่เส้นทางอันเล็กจ้อยเช่นนี้จงจดจำให้ดีอย่างคลาดสายตานี่ก็คือชั้นที่ห้าของการกำเนิดเต๋า...จิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบ!”
ในเวลานั้นประกายไฟทั้งหมดได้เกิดแรงสั่นไหวเบาๆขึ้นก่อนจะรุนแรงจนสั่นสะท้านไปทั้งบริเวณสระหยกราตรีเพียงพริบตาเดียวเท่านั้นการปะทุทั้งหมดก็พลันกระจายหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือไว้เพียงดาบเขี้ยวมังกรที่ดูธรรมดาไร้กลิ่นอายใดๆ
“ไร้ลักษณ์คือการหวนคืน...วัฏจักรไร้สิ้นสุดก่อกำเนิดเป็นหนึ่งเต๋าที่สมบูรณ์แบบ!”
คำพูดของเย่ฉีจบลงเสียงอื้ออึนพลันจางหาย ทั่วทั้งสระหยกราตรีกลายเป็นเงียบกริบอย่างน่าประหลาด
ฉับ!
เพียงการเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย...หนึ่งดาบที่เย่ฉีฟันลงไปราวกับเป็นการวางดาบที่ธรรมดาไร้รูปแบบทว่าหลังจากนั้นเพียงอึดใจเดียวก็เกิดสิ่งที่น่าหวาดกลัวสะท้านสะเทือนจิตใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด!
ตูม!ตูม! ตูม!
แรงระเบิดดังสนั่นลั่นสะเทือนไปทั้งสิบทิศหนึ่งดาบที่เย่ฉีฟาดฟันลงมานั้นกลายเป็นต้นกำเนิดของจิตวิญญาณดาบนับล้านที่พลุ่งพล่านออกมากรีดเฉือนนภาผ่าแหวกผ่าปฐพีทิ้งเป็นรอยลากยาวกลืนกินทุกสิ่งที่อยู่บนเส้นทางนี้ให้หายไปจนหมดสิ้น!ถนนทิศใต้ที่ยาวกว่าหลายร้อยลี้ในเวลานี้โดยมีต้นกำเนิดจากสระหยกราตรีได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน!
นี่ก็คือพลานุภาพของจิตวิญญาณดาบที่สมบูรณ์แบบ!
แน่นอนว่าฉูหงหยางได้กลายเป็นผุยผงสลายหายไปจนหมดแล้วเรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเย่ฉีแม้แต่น้อยเขาจ้องมองไปยังดวงตาของต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงที่หม่นแสงอย่างพอใจเนื่องจากทั้งสองคนได้รับคำชี้แนะจากเย่ฉีต่างจากคนอื่นที่อยู่ในอาการตกตะลึงพึงเพลิดในเวลานี้ทั้งคู่ได้เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…สุดท้ายพวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง
ภายในสระหยกราตรียังคงเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ...ดาบในมือของเย่ฉีค่อยๆสลายไปกลายเป็นละอองสีทองหลอมรวมกันคืนสภาพสู่ดาราอีกครั้งและกลับเข้าในตัวเย่ฉีหลังจากนั้นเขาก็ทำเพียงหันหลังเดินกลับเข้าตำหนักไปพร้อมกับทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว
“เส้นทางของข้าอนุญาตให้ผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์ข้ามผ่านเท่านั้น...ผู้ใดกล้าฝ่าฝืนสังหารไม่มีละเว้น!”