ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 66 การทดสอบของเทพสงคราม

            “ข้าคิดถูกจริง  ๆ ที่เลือกหลอมรวมสายเลือดมังกร ไม่เช่นนั้นแค่ด่านทดสอบที่หนึ่งนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะพวกมันได้ทั้งหมดหรือไม่?”

            เมื่อเฟยหลงเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยฝูงสัตว์อสูรเริ่มที่จะพุ่งเข้ามาหาเขาในทันที การต่อสู้ที่ดุเดือนเริ่มต้นขึ้นเฟยหลงกวัดแกว่งดาบพิทักษ์มังกรอย่างคล่องแคร่ว แม้จะเป็นดาบหนักที่มีขนาดกว้างยี่สิบห้าเซนติเมตรยาวเกือบ ๆ หนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร แต่เขาก็สามารถฟาดฟันมันออกไปได้อย่างรวดเร็วพลังของดาบพิทักษ์มังกรนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก เพียงไม่ถึงสิบนาทีเฟยหลงก็สามารถสังหารสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้าของเขาไปเกือบ ๆ หนึ่งร้อยตัว

            ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ความเร็วในการสังหารของเฟยหลงกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ ความคุ้นเคยกับดาบพิทักษ์มังกรก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆพลังและอานุภาพของดาบพิทักษ์มังกรเริ่มแสดงออกมาได้มากขึ้น

            จนกระทั่งสามวันผ่านไปร่างที่โชกเลือดของเฟยหลงพลันหยุดลง หลังจากที่เขาสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับห้าตัวสุดท้ายลงไปได้ การต่อสู้อย่างไม่ได้พักตลอดสามวันสามคืนจนเฟยหลงสามารถสังหารสัตว์อสูรจำนวนนับหมื่นตัวจนหมดสิ้นเขาสามารถผ่านการทดสอบด่านแรกของเทพสงครามได้แล้ว

            “เจ้าผ่านการทดสอบด่านแรกของเราไปได้เจ้ามีเวลาพักผ่อนหนึ่งวันก่อนที่การทดสอบด่านที่สองจะเริ่มต้นขึ้น”

            ทางด้านองค์ชายใหญ่ตลอดระยะเวลาสองวันเขาไล่ติดตามเสือดาวตัวนั้นอย่างไม่ลดละ  จนกระทั่งวันสุดท้ายองค์ชายใหญ่ทุ่มพลังทั้งหมดไล่ติดตามเสือดาวตัวนั้นครั้งนี้เขาทุ่มพลังทั้งหมดออกไป พลังธาตุลมและแรงเสริมจากเวทขององค์ชายใหญ่ทำให้เขาพุ่งทะยานออกไปเสือดาวไม่คิดว่าเด็กคนนั้นจะกล้าทุ่มมากถึงขนาดนี้มันพยายามจะวิ่งออกตัวให้เร็วที่สุด แต่มันก็พลาดให้กับองค์ชายใหญ่ในจังหวะสุดท้าย

            องค์ชายใหญ่ใช้เท้าถีบต้นไม้ใหญ่พร้อมกับร่ายเวทลมเสริม ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว  องค์ชายใหญ่ขว้าคอของเสือดาวเอาไว้ได้พร้อมกับฟุบตัวหมดสติบนหลังของเสือดาวตัวนั้น นั่นคือพลังเฮือกสุดท้ายของเขาแล้วเพราะตลอดสามวันที่เขาไล่ติดตามเสือดาวเขาแทบหมดแรงตั้งแต่วันแรกแล้วแต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ขององค์ชายใหญ่ทำให้เขายืนหยัดมาได้จนสามารถจับตัวของเสือดาวได้

            ทางด้านองค์ชายรองเขาเองก็พยายามสู้อย่างสุดความสามารถตลอดสามวันมานี้ร่างกายขององค์ชายรองนั้นเรียกได้ว่าบอบซ้ำเป็นอย่างมาก แต่เขาเองก็ยังไม่สามารถสร้างรอยแผลให้กับหมาป่าตัวนั้นได้องค์ชายรองเองก็แทบจะหมดเรี่ยวแรงแล้วเช่นกัน

            “ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้แม้ต้องตายข้าก็ต้องผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปให้ได้”

            องค์ชายรองที่ถูกซัดปลิวไปครั้งแล้วครั้งเล่าพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นมาเขารวมรวมพละกำลังทั้งหมด และร่ายเวท หยดน้ำจำนวนมากมายรอบ ๆตัวขององค์ชายรองเริ่มเปลี่ยนแปลงกลายเป็นน้ำแข็งแท่งเล็ก ๆ จำนวนมาก องค์ชายรองพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับปลดปล่อยแท่งน้ำแข็งเล็ก ๆ เหล่านั้นออกไปทางหมาป่าตัวนั้น

            “แค่นี้เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถทำให้ข้าบาดเจ็บได้นี่คงเป็นพลังเฮือกสุดท้ายของเจ้าแล้วสินะ มันคงจบเพียงแค่นี้แหละ เจ้าคงไม่สามารถผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้”

            แท่งน้ำแข้งจำนวนมากพุ่งกระทบกับผิวหนังของหมาป่ามันตั้งรับโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อยในระหว่างที่มันกำลังยิ้มเยอะองค์ชายรองอยู่นั้น

            ฟิ้ว!!

            ฉึบ!!!

            ร่างขององค์ชายรองค่อยๆ ล้มลงหมดสติในทันที เขาหมดเรี่ยวแรงแม้แรงจะยืนก็ยังไม่มีหมาป่าจ้องไปที่ขาของมันที่มีมีดเล่มหนึ่งปักอยู่มันเป็นมีดที่สร้างมาจากน้ำแข็งมันถูกบีบอัดจนเรียกได้ว่าแข็งแกร่งมากกว่าน้ำแข็งแท่งอื่นๆ อยู่มาก แท่งน้ำแข็งนี้ถูกบีบอัดด้วยพลังเวทที่เหลืออยู่ทั้งหมดขององค์ชายรองทำให้ความแข็งแกร่งของมันมีมากกว่าน้ำแข็งแท่งอื่น ๆ  เลือดของหมาป่าค่อย ๆไหลออกมาจากบาดแผลนั้น  

            “เป็นไปได้ยังไงเจ้าหนุ่มนั่นสามารถสร้างแท่งน้ำแข็งที่แข็งแกร่งจนสามารถทะลุผิวหนังของข้าได้ยังไงฮึ นับเป็นโชคของเจ้า แม้จะบังเอิญก็ตามที แต่เจ้าก็สามารถผ่านการทดสอบครั้งนี้ได้ข้ายอมรับในความเด็ดเดี่ยวและความตั้งใจของเจ้าจริงๆ”

            หลังจากนั้นองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองจึงถูกส่งออกมาอาวุธที่องค์ชายใหญ่ได้รับคือธนู และตำรายุทธ์อีกหนึ่งเล่มส่วนองค์ชายรองได้รับตำรายุทธ์หนึ่งเล่มพร้อมกับกระบี่ เมื่อพวกเขาถูกส่งตัวออกมาบาดแผลในร่างกายของพวกเขาพลันหายไปจนหมดสิ้น พละกำลังทั้งหมดของพวกเขากลับคืนมา

            “น้องรองเจ้าเป็นยังไงบ้างผ่านการทดสอบหรือไม่?”

            “ท่านพี่ข้าไม่รู้ว่าผ่านการทดสอบหรือไม่ แต่ข้าหมดสติไปก่อนแต่ข้าได้รับกระบี่และตำรายุทธ์ แสดงว่าข้าผ่านการทดสอบแล้วสินะแล้วท่านพี่หละเป็นยังไงบ้าง”

            “ข้าผ่านการทดสอบแบบเฉียดฉิวเลยทีเดียวข้าเองก็หมดสติไปเช่นเดียวกับเจ้า ข้าเองก็ยังได้รับธนูและตำรายุทธ์กลับมาด้วยไม่รู้ว่าเฟยหลงเลือกสัตว์ตัวไหน นี่ก็สามวันแล้วเขายังไม่ถูกตัวออกมา แสดงว่าการทดสอบของเขาต้องยากกว่าของพวกเราอย่างแน่นอนเอาหละพวกเราคงไม่สามารถทำอะไรได้ คงทำได้เพียงแค่รอเท่านั้น”

            ทางด้านเฟยหลงหลังจากที่เขาได้พักฟื้นเป็นเวลาหนึ่งวัน เขาเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบที่สองของเทพสงครามต่อ

            “การทดสอบที่สองของข้าครั้งนี้เจ้าต้องใช้ความอดทนและความพยายามมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก เจ้าพร้อมที่จะรับการทดสอบหรือยัง”

            “ข้าน้อยพร้อมแล้วรอบกวนท่านเทพสงครามแล้ว”

            จากทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตากลับเปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินเพียงสายเดียว ยาวราว ๆ หนึ่งกิโลเมตร เฟยหลงเริ่มก้าวเดินไปตามเส้นทางนั้นแต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าลงไปยังเส้นทางเดินนั้นแรงกดดันเริ่มหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ

            เฟยหลงก้าวไปได้เพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรแรงกดดันกลับเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิมแต่ด้วยร่างกายที่ถูกหลอมรวมพลังของสายเลือดมังกรที่แท้จริงทำให้ร่างกายของเฟยหลงแข็งแกร่งมากกว่าเดิมเขาจึงสามารถเดินต่อไปได้เรื่อย ๆ พอถึงระยะสามร้อยเมตร แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

            เฟยหลงอดทนก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ แม้หนทางดูเหมือนว่าระยะทางจะไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ทุก ๆ หนึ่งร้อยเมตรแรงกดดันจะเพิ่มมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว ทุกครั้งไป เฟยหลงใช้เวลาไปกว่ายี่สิบชั่วโมงเขาสามารถก้าวเดินไปได้เพียงแปดร้อยเมตร ทุกครั้งที่กถึงระยะหนึ่งร้อยเมตรเขาต้องปรับร่างกายเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น

            เมื่อเขาเดินไปถึงระยะเก้าร้อยเมตรแรงกดดันที่เขาได้รับกลับรุนแรงเป็นอย่างมากเฟยหลงใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการปรับสภาพร่างกายของเขา  ทุกก้าวที่เดินไปเป็นไปด้วยความยากลำบากแม้ว่าเฟยหลงจะมีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่เขาก็ต้องหยุดฟื้นฟูพลังเป็นระยะ ๆระยะห้าสิบเมตรสุดท้ายเฟยหลงต้องใช้เวลากว่าสิบชั่วโมงจึงจะสามารถก้าวผ่านไปได้

            “ในที่สุดเจ้าก็สามารถผ่านการทดสอบขอบข้าไปได้ถึงสองด่านเจ้ามีเวลาพักอีกสิบชั่วโมง การทดสอบด่านที่สามก็จะเริ่มต้นขึ้นขอให้เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทดสอบด่านที่สามความยากของมันจะยิ่งยากยิ่งกว่าสองด่านที่ผ่านมาหากเจ้าทนไม่ไหวก็อย่าได้ฝืนเป็นอันขาด”

            สิบชั่วโมงต่อมาการทดสอบด่านที่สามจึงเริ่มต้นขึ้น

            “ด่านนี้เจ้าต้องทนรับสายฟ้าเป็นเวลาสิบสองชั่วโมงหากเจ้าไม่สามารถทดรับสายฟ้าพวกนั้นได้ เจ้าก็ยังมีโอกาสอีกสองครั้งที่จะทดสอบหากไม่ไหวจริง ๆ ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้ฝืนเป็นอันขาด”

            “ขอบคุณท่านเทพสงครามที่เป็นห่วงข้าน้อยจะพยายามสุดความสามารถ หากไม่ไหวจริง ๆข้าน้อยจะไม่ฝืนตามคำแนะนำของท่าน”

            “เช่นนั้นก็ดีเช่นนั้นก็เริ่มการทดสอบได้”

            ครั้งนี้สภาพแวดล้อมต่าง  ๆ พลันเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งรอบตัวของเฟยหลงกลับเปลี่ยนเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่มีเขายืนอยู่บนยอดเขาเพียงลำพังจากนั้นท้องฟ้าพลันมืดครึ้ม เมฆดำเริ่มก่อตัวสายฟ้าเริ่มฟาดลงมายังตัวของเฟยหลงในทันที สายฟ้าจะฟาดลงที่ตัวของเขาทุก ๆ สิบนาที

            เฟยหลงแปลกใจเป็นอย่างมากทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดร่างกายของเขา เขากลับรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมากต่างจากที่ท่านเทพสงครามได้บอกเตือนเขาเอาไว้  ยิ่งเวลานานเท่าไหร่สายฟ้าที่ฟาดลงมายิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นเฟยหลงหลับรู้สึกเหมือนร่างกายของเขาสามารถซึมซับสายฟ้าพวกนี้ได้สายฟ้าที่ฟาดลงมาสู่ตัวของเฟยหลงนั้นเหมือนกับเป็นการชำระล้างร่างกายของเฟยหลงไปภายในตัว

            สิบสองชั่วโมงผ่านไปร่างกายของเฟยหลงได้รับการชำระล้างจากสายฟ้า เฟยหลงรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมากเทพสงครามเองยังแปลกใจทีเฟยหลงสามารถรับสายฟ้าพวกนั้นได้แถมยังไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย

            “ยินดีด้วยเจ้าผ่านการทดสอบด่านที่สามได้ข้าคิดว่าเจ้าคงมีอะไรพิเศษในตัวเจ้าอย่างแน่นอนในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบด่านที่สามแล้ว  ด่านสุดท้ายที่เจ้าจะต้องพบเจอข้าคิดว่าเจ้าคงผ่านได้อย่างไม่ยาก ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดี”

            ทันใดนั้นสภาพแวดล้อมทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเฟยหลงรู้สึกตัวอีกทีเขาอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

            “ไม่ว่ายังไงข้าก็ต้องผ่านการทดสอบนี้ไปให้ได้ ไม่รู้ว่าท่านเทพสงครามจะทดสอบด่านสุดท้ายนี้ยังไงสถานที่แห่งนี้ก็น่าแปลกไม่น้อย”

            เฟยหลงค่อยๆ เดินสำรวจหมู่บ้าน เขาพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ไม่ได้ฝึกฝนพลังเวทหรือพลังยุทธ์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาใช้ชีวิตแบบคนสามัญธรรมดาหมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว  ๆ  สามร้อยคนเท่านั้น

            “นี่จะเป็นการทดสอบแบบไหนกันแน่ทำไมถึงส่งข้ามาสถานที่แบบนี้ด้วยนะ”

            เมื่อเดินสำรวจนานไปเฟยหลงรู้สึกหิวขึ้นมา เขาจึงเดินหาโรงเตี้ยมภายในหมู่บ้านนี้เขาเดินวนหาโรงเตี้ยมอยู่นาน แต่ก็ไม่เจอโรงเตี้ยมแม้แต่แห่งเดียว  เฟยหลงเลยตัดสินใจเดินเข้าไปถามชาวบ้านแถวนั้นดู

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท ที่คุณอ่าน