นาฬิกาปีศาจระดับวิถีจักรพรรดิอันน่าสะพรึงกลัวเรือนนี้ถูกเมี่ยชางเซิงกระตุ้นพลังใส่อย่างบ้าคลั่งจนถึงขีดสุด
“ถึงเวลาตายของพวกเจ้าทั้งหมดแล้ว!!”
เสียงคำรามของเมี่ยชางเซิงนั้นไม่เหมือนเสียงมนุษย์อีกต่อไปแล้ว
แต่ในจังหวะที่สำคัญที่สุดที่ฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้แล้วนั้นหลินหยางกลับทำแค่สะบัดมือข้างหนึ่งออกมาเบาๆ โยนของสิ่งหนึ่งออกมา
สิ่งของชนิดนี้ดูนุ่มนวลเบาบางสุดขีดขณะที่มันลอยอยู่บนอากาศนั้นราวกับไม่มีตัวตนมีเพียงผู้ที่สายตาดีสุดขีดเท่านั้นถึงจะมองเห็น มันคือตาข่ายผืนเล็กๆ บางๆ ผืนหนึ่งที่มีผลึกสีน้ำเงินรูปขนนกเก้าชิ้นผูกติดเชือกเส้นบางๆเส้นหนึ่งแล้วถักทอเป็นตาข่าย
พอมองผ่านๆ ดูแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะมีพลังวิเศษที่พอจะใช้ต่อกรกับนาฬิกาสลายวิญญาณนั่นได้เลย
แต่สีหน้าของหลินหยางตอนนี้กลับดูสงบนิ่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจทำเอาผู้คนรอบข้างถึงกับงุนงง
ของนั่นมันอะไรน่ะ??
ผู้คนต่างพากันสงสัยส่วนเมี่ยชางเซิงนั้นถึงกลับหัวเราะลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่งแล้วกล่าวว่า “หลินหยาง แค่ตาข่ายกระจอกๆ นั่น เจ้าคิดว่าจะต่อกรกับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิของข้าได้รึ?ตายไปซะ!!”
เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าชัยชนะอยู่ในกำมือเขาแล้วยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดินั้นแม้แต่ในภพปรโลกที่เขาอยู่เองก็ยังนับเป็นสุดยอดสมบัติระดับสูงเหมือนกันซึ่งในทวีปชี่อู่นี้ อาจจะมียอดฝีมือที่เก่งกาจสุดขีดได้แต่ก็ไม่มีทางสามารถสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิได้เพราะว่าที่แห่งนี้ยังขาดเงื่อนไขจำเป็นอีกหลายข้อ
ดังนั้น ในภพภูมินี้ นาฬิกาสลายวิญญาณคือที่สุดเป็นอาวุธที่ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรได้อย่างแน่นอน!
เขาคำรามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดจากนั้นโครงกระดูกที่อยู่บนนาฬิกาตัวนั้นก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเมี่ยชางเซิงมันพลันอ้าปากส่งเสียงร้องกรีดร้องออกมาคลื่นเสียงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพลันกลายเป็นนักรบโครงกระดูกที่ถือดาบใหญ่เอาไว้เล่มหนึ่งจากนั้นมันก็พุ่งเข้าใส่ตาข่ายเล็กที่หลินหยางโยนออกมา
มันคือ “พลังแห่งศาสตราจักรพรรดิ”ที่เป็นพลังเฉพาะตัวของยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิ ซึ่งมันมีอานุภาพใกล้เคียงกับเคล็ดวิชากระบวนท่าระดับพลังธรรมชาติสุดแข็งแกร่งในวิถียุทธ์เลยทีเดียว
การโจมตีครั้งนี้เกรงว่าแม้แต่ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นต้นทั่วๆ ไปยังอาจจะถูกผ่าครึ่งได้ทันทีต่อให้อยู่ในขั้นกลางแล้วก็อาจจะบาดเจ็บสาหัสได้เหมือนกัน
แต่หลินหยางที่กำลังเผชิญการโจมตีสุดสะเทือนขวัญแบบนั้นกลับยืนไขว้หลังด้วยท่าทางสบายๆ ปล่อยให้ตาข่ายเล็กๆ ผืนนั้นลอยออกไปด้านหน้าตามแรงที่เขาโยนออกไป
ทันทีที่ทั้งสองฝั่งมาบรรจบกัน ก็เกิดเรื่องน่าตกใจขึ้น
นี่คือไพ่ตายใบสุดท้ายของทั้งสองฝ่ายแล้วฝ่ายที่ชนะจะเป็นคนกำหนดโชคชะตาของการต่อสู้ครั้งนี้
แต่ว่ากันตามตรงแล้ว ตาข่ายเล็กๆ ที่หลินหยางโยนออกมานั้นไม่ว่าด้านภาพลักษณ์หรือด้านความรู้สึกก็ดูจะอ่อนกว่าหลายส่วนไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะไปต่อกรกับพลังสุดแข็งแกร่งของยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิได้อย่างไร
แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏมันกลับเหนือความคาดหมายของผู้คนอย่างรุนแรง
ตาข่ายขนาดเล็กจิ๋วเบาบางนั่นที่ดูไม่น่าจะมีพลังอะไรเลยนั้นพริบตาที่มันสัมผัสกับนักรบโครงกระดูก มันก็ขยายขนาดขึ้นทันทีจากที่มีขนาดเล็กประมาณฝ่ามือตอนนี้มันกลับใหญ่ขึ้นจนมีพื้นที่ขนาดสองเมตรกว่าแล้ว ซึ่งมันสามารถครอบอยู่บนตัวของนักรบโครงกระดูกได้พอดิบพอดี
ผลึกสีน้ำเงินรูปขนนกทั้งเก้าใบนั้น พลันเปล่งประกายสายฟ้าออกมาจากนั้นประกายสายฟ้าเหล่านั้นก็เลื้อยพันไปรอบตาข่ายราวกับงูตัวหนึ่งเปลี่ยนให้ตาข่ายที่ก่อนหน้านี้เคยเบาบางและนุ่มนวลพลันกลายเป็นตาข่ายสายฟ้าปราบมารสุดทรงพลังแทน
ฟู่
เพียงครู่เดียวโครงกระดูกสีดำที่ถูกเสกออกมาก็ถูกสลายไปจนกลายเป็นเพียงหมอกควันสีดำอยู่ภายในตาข่ายสายฟ้านั่นราวกับว่ามันไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย
“ปะ...เป็นไปไม่ได้!!”
เมี่ยชางเซิงเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา แต่ตาข่ายเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าผืนนั้นมันได้ลอยมาหาสุดยอดอาวุธที่เขาฝากความหวังทั้งหมดไว้กับมันอย่างนาฬิกาสลายวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
“แหลกไปซะ! แหลกสิ! แหลก! แหลกสิ!!”
เมี่ยชางเซิงลนลานอย่างหนัก
เขารู้สึกว่าตอนที่มาจากภพปรโลกนั้นตัวเองช่างแข็งแกร่งไร้เทียมทานเหลือเกิน แต่ตอนนี้ตัวเขากลับอยู่ห่างจากความตายเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง
เขาพยายามใช้พลังของยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดินั่นอย่างบ้าคลั่งพลังชั่วร้ายที่ปล่อยออกมานั้นมหาศาลราวกับว่าจะสามารถใช้ระเบิดทั่วทั้งฟ้าดินทิ้งได้เลยก็ไม่ปานต้องยอมรับในความแข็งแกร่งของมันเลยจริงๆ
แต่ว่าตาข่ายผืนเล็กๆ ของหลินหยางผืนนี้ก็เหมือนกับเป็นผีเสื้อที่โบยบินอยู่ในความว่างเปล่าไม่ว่าจะปล่อยพลังชั่วร้ายมากมายขนาดไหนเข้าใส่มันก็ยังคงกระพือปีกของตัวเองบินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปหานาฬิกาสลายวิญญาณเรือนนั้น
ว้ากก!!
โครงกระดูกที่อยู่บนนาฬิกานั่นหวีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งปลดปล่อยคลื่นเสียงและพลังชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่มันก็ไม่เป็นผลอะไรเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าตาข่ายจิ๋วของหลินหยางการโจมตีเหล่านั้นล้วนทะลุตาข่ายไปทั้งหมด ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งตาข่ายได้เลยจากนั้นไม่นานมันก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าไปครอบนาฬิกาสลายวิญญาณเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เปรี๊ยะๆ
ประกายสายฟ้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีพลันเงียบสงบลงทันที
นาฬิกาสลายวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชั่วร้ายอันมหาศาลนั้นตอนนี้ก็มีสภาพราวกับเด็กอวดดีที่โวยวายออกมาอย่างเกรี้ยวกราดจากนั้นก็ถูกผู้ใหญ่ฟาดเข้าใส่ไปหนึ่งป้าบ มันก็พลันเชื่อฟังขึ้นมาทันที
ตาข่ายนั่นค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆนาฬิกาสลายวิญญาณที่แต่เดิมมีขนาดความสูงประมาณมนุษย์สองคนต่อตัวกันก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนมีขนาดเท่ากำหมัดในเวลาไม่นาน
พอหลินหยางยื่นมือออกไป
ตาข่ายจิ๋วที่ห่อหุ้มนาฬิการสลายวิญญาณเอาไว้ก็บินตรงมาหาเขาจากนั้นก็เกิดประกายแสงขึ้นมาแวบหนึ่ง สมบัติทั้งสองชิ้นก็ถูกเก็บเข้าไปในแหวนพระสุเมรุทันที
ทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันเงียบสงบราวกับไม่มีใครอยู่เลยเสียอย่างนั้น
ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าเมื่อครู่นี้ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้น
รู้สึกแค่ว่าชีวิตมนุษย์มันช่างสามารถพลิกผันขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วเหลือเกิน
พวกลัทธิหมื่นวิญญาณที่เมื่อครู่นี้ยังคิดว่าสามารถพึ่งพายุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิในการพลิกสถานการณ์กลับมาได้นั้นแต่พวกมันยังทำตัวอวดดีได้ไม่ถึงสามวิ นาฬิกาสุดอันตรายนั่นก็ถูกตาข่ายจิ๋วที่ลึกลับสุดขีดของหลินหยางขโมยไปได้อย่างง่าย
แบบนี้มันรู้สึกสะใจโคตรๆ เลยโว้ย
“ถึงคราวตายของพวกเจ้าแล้ว! รออะไรกันอยู่ล่ะพี่น้องทั้งหลาย? ไปฆ่ามัน!!”
หลานห่ายและเซวี่ยเทียนตอนนี้ตื่นเต้นจนแทบคลั่งแล้วพวกเขาตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด จากนั้นก็นำทัพบุกฆ่าศัตรูทั้งหลายทันที
“จบ...จบสิ้นแล้ว...”
สีหน้าของพวกยินว่านเสียนั้นสิ้นหวังสุดขีดพวกเขารู้ตัวดีว่าไม่มีทางรอดแล้วต่อให้ดึงดันที่จะขัดขืนไปก็มีแต่เหนื่อยเปล่า...
ในที่สุดผลแพ้ชนะก็ได้ปรากฏออกมาแล้ว
เมี่ยชางเซิงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้น
ตอนนี้ร่างกายทั่วทั้งร่างของมันกำลังสั่นเทา
เขาที่ได้แต่มองดูหลินหยางแย่งชิงนาฬิกาสลายวิญญาณไปได้อย่างง่ายดายโดยที่เขาตอบโต้อะไรไม่ได้เลยจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น
“เป็น เป็นไปไม่ได้...”
ทั้งมือทั้งปากของเขาล้วนกำลังสั่น แต่ในตอนนั้นเองหลินหยางก็ได้ปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆ เมี่ยชางเซิง
หลินหยางไม่มีทางเมตตาให้กับศัตรูที่ชั่วช้าสามานย์แบบนี้อย่างแน่นอน
ชุดเกราะราชันเงินขาวบนตัวเขานั้นได้แหลกละเอียดไปแล้วแต่ตัวเขาในตอนนี้ได้รับพลังมาจากเลือดบริสุทธิ์ของเซียวเซียง ทำให้พลังต่อสู้เพิ่มสูงขึ้นจนทะลุจุดสูงสุดเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนร่างกายของเขาราวกับกลายเป็นกระแสไฟฟ้าสายหนึ่งเขาได้ใช้พลังของลักษณ์แห่งวิหคแดงและลักษณ์แห่งพยัคฆ์ขาวออกมาพร้อมกัน ระเบิดพลังระดับสุดยอดที่สามารถสั่นสะเทือนไปทั่วปฐพีได้ออกมา
“คราวนี้ ถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว!!”
หลินหยางพุ่งทะลุมิติเวลามาโผล่ตรงหน้าของเมี่ยชางเซิงในพริบตาจากนั้นก็ชกออกไปเน้นๆ หนึ่งหมัด
ตูม!
หมัดนี่รุนแรงเป็นอย่างมาก
หัวของเมี่ยชางเซิงแทบจะบิดกลับหลังไปร้อยแปดสิบองศาแล้วแต่ร่างกายของมันยังหยุดอยู่ที่เดิม แสดงให้เห็นว่าตอนนี้หลินหยางไม่เหลือความปรานีใดๆอีกแล้ว จิตสังหารของเขาได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุดแล้ว
อั่ก!!
เมี่ยชางเซิงกระอักเลือดคำโตขึ้นฟ้าออกมาจากปากที่ฟันของมันถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไปหมดแล้ว
“หมัดนี้สำหรับชีวิตนับล้านของชาวเหมิงจี๋เลี่ย!”
เปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังของหลินหยางถูกกดเอาไว้เป็นเวลานานมากแล้วถึงเขาจะไม่ใช่คนดีแต่เขาก็ไม่สามารถทนกับการกระทำอันโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสัตว์อสูรของพวกมันได้เหมือนกัน
เมี่ยชางเซิงถูกซัดจนตัวลอยไปอย่างไม่น่าแปลกใจนัก
ความเหนื่อนล้าที่สะสมไว้เป็นจำนวนมากความคิดที่จะสู้ที่สูญสลายไปหมดแล้ว ตัวเขาในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินหยางอย่างสิ้นเชิง
แต่หลินหยางไม่มีทางยอมปล่อยให้ไอ้เดรัจฉานที่สิ้นความเป็นคนไปแล้วตัวนี้ได้ตายแบบง่ายๆแน่
ลักษณ์แห่งวิหคแดงปรากฏขึ้นอีกครั้งจากนั้นเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วราวประกายแสงไปโผล่อยู่เหนือร่างของเมี่ยชางเซิงที่เพิ่งถูกซัดจนกระเด็นออกมาโดยที่มันยังลอยคว่ำหน้าอยู่บนอากาศจากนั้นหลินหยางก็ง้างเท้าขึ้นแล้วตอกลงมาใส่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง
เปรี้ยง
กระดูกสันหลังแหลกเละ
เมี่ยชางเซิงกระอักเลือดออกมาอีกครั้งหวีดร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด แต่ก็มิอาจหยุดร่างกายของตัวเองไม่ให้พุ่งลงไปชนพื้นดินเบื้องล่างอย่างเต็มแรงได้
ครั้งที่สองแล้วที่พื้นของลานชมฟ้าถูกเมี่ยชางเซิงชนใส่จนทะลุไปอยู่ในหุบเขาลึก
“เท้านี้สำหรับนักรบผู้ห้าวหาญนับพันคนของเผ่าฝูโป”
จิตสังหารของหลินหยางตอนนี้แทบจะปกคลุมไปทั่วสวรค์ชั้นฟ้าแล้วเขารวบแขนทั้งสองข้างไว้ที่ลำตัวจากนั้นก็ดิ่งตัวพุ่งตรงเข้าไปในหุบเขาเพื่อตามสังหารปีศาจเฒ่านั่นให้ตายอย่างสมบูรณ์
ตูม
“นี่สำหรับประชาชนนับหมื่นของอาณาจักรโล่ยื่อ!”
ตูมตาม
ผัวะๆ
ผู้คนไม่สามารถมองเห็นบทลงโทษอันโหดเหี้ยมของหลินหยางที่อยู่ในหุบเขาลึกได้แล้วได้ยินแต่เสียงฉีกขาดและบดทำลายอย่างอนาถสุดขีดของร่างกายคนๆ หนึ่งที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพักโดยหลินหยาง
สิบนาที
สิบนาทีเต็มๆ
กว่าเมี่ยชางเซิงจะปรากฏขึ้นในสายตาของผู้คนอีกครั้งซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นซากเนื้อเน่าเฟะรูปร่างคนๆ หนึ่งไปแล้วจากนั้นมันก็ถูกหลินหยางใช้เท้าเตะขึ้นฟ้าไปแล้วจึงค่อยร่วงลงไปนอนแหมะอยู่บนพื้นอย่างรุนแรง
ไม่เหลือพลังต่อสู้เลยแม้แต่น้อย...
แพ้แล้ว
อาจารย์ใหญ่ของลัทธิหมื่นวิญญาณปีศาจอำมหิตที่มาจากภพภูมิชั้นสูงกว่า ได้พ่ายแพ้ให้แก่หลินหยางโดยสิ้นเชิงแล้วอีกทั้งยังถูกกระทืบจนเละเทะอีกด้วย
หลินหยางค่อยๆ ร่อนลงพื้นช้าๆจากนั้นก็เดินไปหาเมี่ยชางเซิงที่ลมหายใจรวยรินอยู่
ปีศาจเฒ่าจอมโอหังคนนั้นตอนนี้มันเหลือแต่แรงที่ใช้คลานลงไปอ้วกเอาเลือดของตัวเองออกเท่านั้นมันมองไปที่เท้าของหลินหยางพร้อมกับที่ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว
ก่อนจะตายนี้ เมี่ยชางเซิงไม่เหลือความคิดคำหนึ่งถึงสิ่งใดอีกแล้วมีเพียงแค่ความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อหลินหยางเท่านั้นทำให้เขาแสยะยิ้มชั่วร้ายเป็นครั้งสุดท้ายแล้วกล่าวว่า
“หึ...หึหึ...หลินหยาง เจ้าคิดว่าจะจบแค่นี้หรือ?ลัทธิวิญญาณอสูร ไม่ ไม่ยอมปล่อย...”
โพละ!
หลินหยางขี้เกียจรอให้อีกฝ่ายพูดจบด้วยซ้ำ เขาจึงยกเท้าขึ้นมาจากนั้นก็ขยี้ลงไปบนหัวของเมี่ยชางเซิงอย่างแรงจนหัวของมันระเบิดออกราวกับลูกแตงโม่ที่ถูกเหยียบจบชีวิตของอสูรเฒ่าตนนี้ลง