“ฮ่าๆ พนัน?? เอาสิถ้าเจ้าสามารถทำได้ ข้าจะเรียกเจ้าว่าปู่”กวานซางกล่าวออก
“ข้าเอาด้วย ถ้าเจ้าทำได้ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าปู่ไม่สิเอาเป็นท่านบรรพบุรุษเลยเป็นไง”ซวนเป่ยมองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาขบขัน
ขณะที่เจี่ยซูกำลังเปิดปากขึ้นมา เสียงกระทืบเท้าของเหล่าซีดังขึ้นมา ปังปังปัง!!
“พวกเจ้าเห็นสถานที่นี้เป็นอะไรกัน คิดจะโหวกเวกก็ทำได้ คิดจะเดิมพันกันก็ทำได้หรืออย่างไร พวกเจ้าเห็นข้าเหล่าซีเป็นหัวหลักหัวตอใช่หรือไม่!!!??” จากนั้นเหล่าซีหันไปมองยังหนิงเทียน
“เจ้านั้นชอบสร้างความวุ่นวายเสียจริง ข้าจะไม่ว่าอะไรถ้าเจ้าจะลองดู แต่อย่างไรก็ตามถ้าข้ารู้สึกว่าทักษะที่เจ้าใช้ไม่มีเค้าโครงเดิมของฝ่ามือราตรีหวนละก็เจ้าจะตกรอบทันที
การทดสอบของข้า จะไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ทักษะวิชาอื่นนอกเสียจากฝ่ามือราตรีหวนเด็ดขาด
หนิงเทียนพยักหน้าตอบรับ ในตอนแรกมันมีความกังวลอยู่สองข้อ
ข้อแรกคือ ถ้ามันใช้ฝ่ามือราตรีแห่งมารออกไปแล้ว เหล่าซีผู้นี้กลับไม่รู้จักมันซ้ำยังกล่าวว่าเป็นทักษะวิชาอื่นอีก ไม่ใช่ว่ามันจะต้องตกรอบหรืออย่างไรด้วยเหตุนี้มันจึงต้องยกเรื่องการเติมเสริมทักษะวิชาฝ่ามือราตรีหวนขึ้นมาเป็นข้ออ้าง
ข้อสอง มันคาดว่าการเข้าสู่ดอยเทพอาคมคงจะไม่สามารถหนีพ้นการทดสอบแก่นแท้พรสวรรค์ไปได้ ตัวมันและเสี่ยวซวงมีเพียง1แก่นแท้พรสวรรค์เท่านั้นจะมีอะไรรับประกันได้ว่ามันจะสามารถเข้าสู่ดอยเทพอาคมได้ เว้นเสียแต่ว่ามันจะต้องสร้างความประทับใจเล็กๆในแต่ละรอบของการทดสอบ
เพราะสองความกังวลนี้เองจึงเป็นที่มาให้หนิงเทียนต้องงัดฝ่ามือราตรีแห่งมารออกมาแสดงให้เหล่าซีได้เห็น หนิงเทียนก้าวไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเหล่าซี
“ลักษณ์ที่หนึ่ง ราตรี”
จากนั้นมันประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันและโคจรพลังปราณออกมา ธาตุมืดถูกหลอมรวมเข้ากับพลังปราณส่งออกไปยังนิ้วมือทั้งห้าไอสีดำก่อตัวออกจากร่างของหนิงเทียน มันหาได้เป็นเข็มเช่นคนอื่นๆไม่ มันกลายเป็นดวงไฟสีดำขนาดเล็กนับร้อยดวงกำลังบินวนอยู่รอบๆตัว
พร้อมกันนั้นสองมือที่ประกบกันของหนิงเทียนชูขึ้นฟ้า ดวงไฟสีดำค่อยๆก่อตัวกลายเป็นร่างของอมนุษย์ตนหนึ่ง
“น่ะนั้นๆๆ นั้นคืออะไร”ผู้เยาว์คนหนึ่งชี้นิ้วไปยังภาพร่างด้วยใบหน้าซีดขาว
เหล่าซียืนมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง ปากของมันสั่นออกอย่างไม่มีเหตุผล
“ทะ..เทพมาร ปะ..เป็นไปไม่ได้ มันคือฝ่ามือราตรีแห่งมาร ชะ...ใช่ราตรีแห่งมารจริงๆหรือ??
ทักษะวิชาที่หายสาบสูญไปกระบวนท่าที่สมบูรณ์ของฝ่ามือราตรีหวน ทักษะระดับเทพสงครามที่จะสยบทุกอย่างลงด้วยฝ่ามือเดียว ฝ่ามือราตรีแห่งมาร”
ขณะที่เหล่าซีเปิดปากกล่าวออกมาสองขาของมันถอยหนีอย่างลืมตัว
เวลาเดียวกันหนิงเทียนตั้งสมาธิมั่นคง ถึงแม้มันจะรู้ถึงเคล็ดวิชาฝ่ามือราตรีแห่งมารก็ตามแต่ทว่านี้ก็เป็นการฝึกฝนภายในเวลากำหนดแถมยังเป็นการใช้ออกครั้งแรกเช่นกัน
“จะออกหัวหรือก้อยข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” หนิงเทียนพึมพำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำสัญลักษณ์มือ ก่อร่างควบคุมดวงไฟสีดำ
“ลักษณ์ที่สอง มาร” จากนั้นมันหมุนมือและผลักออกไป อวตารร่างของอมนุษย์สีดำค่อยๆเคลื่อนตัวตามแรงผลักของหนิงเทียนตรงไปยังร่างของเหล่าซี
เมื่อเหล่าซีเห็นดังนั้น ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้ง“ขะ..ของจริงนิหว่า เจ้าเด็กนี้สามารถทำให้ฝ่ามือราตรีหวนสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่สิต้องบอกว่ามันสามารถชุบชีวิตฝ่ามือราตรีแห่งมารขึ้นมาได้ต่างหาก ถ้าเจ้าเด็กนี้ยอมบอกสิ่งที่มันเพิ่มเติมเข้าไปในฝ่ามือราตรีหวน
นี้ไม่นับว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของสำนักเราหรอกหรือ ทักษะระดับเทพสงครามขั้นกลาง ข้าอยากรู้จริงๆว่าท่านประมุขจะว่าอย่างไร”
เหล่าซีคิดได้เช่นนั้น ร่างอวตารของอมนุษย์ก็มาอยู่ตรงหน้าของมันแล้ว ไม่มีเวลาให้คิดต่ออีกพลังลมปราณในแดนทรราชขั้นที่6ระเบิดออกมา มันสร้างเป็นผนึกแก้ว ขวางกันร่างของอมนุษย์สีดำไว้
จากนั้นมันสะบัดมือใช้เพียงนิ้วเดียว ชี้ไปยังร่างของอมนุษย์สีดำ “ดัชนีสุญญากาศ” พลังปราณหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้วของเหล่าซี พุ่งออกไปทะลวงร่างของอมนุษย์สีดำจนแตกกระจายออก
“ตอนแรกข้าสงสัยว่ามันจะเคยฝึกทักษะนี้มาก่อน แต่ทว่าพลังระดับนี้อ่อนแอเกินไป มันสมควรจะเป็นการลองใช้ครั้งแรกเสียมากกว่า”
ขณะที่เหล่าซีกำลังเปิดปากออกด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลวจริงๆ เจ้านับว่าเป็นอัจฉริยะในรอบหลายร้อย....”
หนิงเทียนประกบฝ่ามือเข้าหากันอีกครั้งนิ้วของมันสอดประสานกันพร้อมกล่าวออก
“ลักษณ์ที่สาม หวนคืน” สิ้นเสียงของหนิงเทียนร่างของอมนุษย์ก่อตัวกันอีกครั้งและพุ่งเข้าโจมตีเหล่าซีจากด้านหลัง
เห็นเช่นนั้นเหล่าซีกลืนคำกล่าวลงคอและบิดตัวหลบอีกครั้ง มันใช้ออกด้วยดัชนีสุญญากาศเข้าทำลายร่างอมนุษย์สีดำ
แต่ทว่าคำว่าหวนของลักษณ์ที่สามนั้นคือการหวนกลับคืนไม่มีวันสิ้นสุด ร่างของอมนุษย์สีดำค่อยๆก่อร่างอีกครั้งราวกับว่ามันเป็นอมตะ
“สะ...สมบูรณ์แบบ นี้คือฝ่ามือราตรีแห่งมารที่สมบูรณ์แบบที่สุดตั้งแต่ข้าเคยพบมา”เหล่าซีกล่าวออกด้วยรอยยิ้มราวกับว่ามันกำลังพบเจอขุมสมบัติที่ยิ่งใหญ่
เวลานี้เหล่าซีล้มเลิกการโจมตีมันเพียงแต่พลิ้วร่างหลบด้วยท่าเท้าประจำตัวของมัน ด้วยเหตุผลที่ว่าลักษณ์แห่งการหวนคืนมันจะทำให้ร่างอมนุษย์เป็นอมตะจนกว่าผู้ใช้มันจะตกตายหรือหมดสิ้นลมปราณ
“หยะ...หยุดก่อนเจ้าหนุ่มพอได้แล้ว ไม่ต้องทดสอบอีกแล้ว เจ้าสอบผ่าน”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนประกบมือหยุดโจมตีในทันที มันยกยิ้มออกพร้อมกล่าวขึ้น “ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา”
เหล่าซีเห็นท่าทีนอบน้อมเช่นนั้นมันหัวเราะร่าออกมา“ฮ่าๆ ดีมาก ว่าแต่เจ้าหนุ่ม เจ้าสามารถบอกได้หรือไม่ว่า ฝ่ามือราตรีหวนที่เจ้าใช้ออกนั้นมีเคล็ดลับการโคจรพลังเพิ่มเติมอย่างใด”
หนิงเทียนคาดการไว้แล้วว่าจะต้องเจอคำถามเช่นนี้ มันรู้ว่าตราบใดที่มันแสดงฝ่ามือราตรีแห่งมารออกไป คำถามที่มันจะต้องถูกถามถึงคือเคล็ดวิชาที่ใช้ออกมา มันจึงกล่าวตอบออกด้วยรอยยิ้มราวกับว่ามันได้เตรียมคำตอบมาก่อนแล้ว
“ผู้อาวุโส ตั้งแต่เด็กข้านั้นมีนิสัยแปลกประหลาด เมื่อข้าทำสมาธิจนถึงขีดสุดข้าจะตกอยู่ในภวังค์แห่งจิตหรือที่พวกเราเรียกกันว่าอาการละเมอ
ด้วยเหตุนี้เองทักษะหรือเคล็ดวิชาที่ข้าใช้ออกไปจึงไม่สามารถจำมันได้เลยแต่ทว่าก็มีบางครั้งที่ข้าละเมอเขียนมันออกมาบนกระดาษ
ในอนาคตถ้าข้าละเมอเขียนเคล็ดของฝ่ามือราตีหวนลงบนกระดาษละก็ข้าจะรีบนำมันมามอบให้ผู้อาวุโสทันที”
“ละเมอ!!” ได้ยินคำตอบดังนั้น ใบหน้าของเหล่าซีบิดเบี้ยวไปทันที เหตุใดขุมทรัพย์ที่มันพบเป็นเพียงอาการละเมอ
“เจ้าเด็กนี้กำลังเล่นตลกกับข้า?? ไม่น่าใช่ถ้าฝ่ามือราตรีแห่งมารไม่ได้ขึ้นจากสิ่งที่มันกล่าวอ้างมาละ จะมีเหตุผลใดที่ทำให้มันใช้ออกได้สมบูรณ์เช่นนี้อีก
เจ้าเด็กนี้อายุเพียง 16-17ปีเท่านั้นไม่ใช่หรือ!! ถ้าจะให้ข้าเชื่อว่าเจ้าเด็กนี้สามารถเติมเต็มทักษะระดับเทพสงครามให้สมบูรณ์ได้ ข้ายอมเชื่อว่ามันเกิดจากอาการละเมอเสียดีกว่า”
เมื่อเหล่าซีจำใจยอมรับสิ่งที่เห็น มันได้ประกาศกล่าวจบการทดสอบรอบที่สองทันที จากนั้นมันกวาดสายตามองไปยังผู้เยาว์ที่ผ่านการทดสอบของมัน ซึ่งนับรวมได้เจ็ดคน
“เจ็ดคนหรือ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เอาล่ะพวกเจ้าที่ไม่ผ่านการทดสอบหันหลังและเดินกลับไปได้ ส่วนพวกเจ้าทั้งเจ็ด ตามข้ามา” กล่าวจบเหล่าซีหันหลังและเดินตรงไปยังส่วนในสุด
ระหว่างทางเดินนั้นมันยังคงครุ่นคิดถึงฝ่ามือราตรีแห่งมารที่เห็นเมื่อครู่อยู่ตลอดเวลา
“พี่ชายหนิงเทียนท่านสุดยอดไปเลย ฝ่ามือราตรีแห่งมารของท่านทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเศษธุลี ทวงท่าของข้ากลายเป็นของเด็กเล่นไปเลย” ไห่เทียนตี้กล่าวออกขณะก้าวเดินอยู่ด้านข้างของหนิงเทียน
หนิงเทียนส่ายหน้าพร้อมทั้งหรี่ตามองไปยังไห่เทียนตี้“เจ้าจงจำไว้สิ่งที่เจ้าได้ยินเกี่ยวกับทักษะนี้เจ้าไม่สามารถบอกมันแก่ผู้อื่นได้ ไม่เช่นนั้นภัยพิบัติจะนำมาสู่ตัวเจ้าเอง”
หนิงเทียนไม่ได้กลัวว่าฝ่ามือราตรีแห่งมารนี้จะถูกแย่งชิงหรือสืบต่อกันไปถึงใครบ้าง เพียงเพราะทักษะนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตัวมันเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงทักษะที่เปิดอ่านตามหน้าหนังสือในห้องสมุดเท่านั้น
กลุ่มของหนิงเทียนได้เดินเข้ามาด้านในของลานเสมอเมฆมันกวาดสายตามองข้างๆพบผู้เยาว์มากกว่าสิบคนกำลังยืนอยู่ข้างทาง พวกเขายืนสงบนิ่งใบหน้าของบางคนนั้นเต็มไปด้วยความน่าเคารพ บางคนก็เต็มไปด้วยความยิ่งยโส
“นั้นคือศิษย์พี่ของพวกเจ้า พวกเขาเป็นศิษย์สายนอกของดอยเทพอาคมเรา ถ้าพวกเจ้าสามารถเข้าสู่ดอยเทพอาคมได้เจ้าจะกลายเป็นศิษย์น้องของพวกเขา
ฉะนั้นจงทำความเคารพและทำตัวนอบน้อมไว้ล่ะ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะอยู่ที่นี้ด้วยความยากลำบากเป็นแน่”เหล่าซีอธิบายออกด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กรุ่นเยาว์ทั้งหมดชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย พวกมันหันร่างไปด้านข้างและทำการทักทายเหล่าศิษย์พี่ก่อนจะเดินตามเหล่าซีเข้าไปด้านในของลานเสมอเมฆ
ด้านในสุดของลานเสมอเมฆ ชายชุดดำที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดกวาดสายตามองลง
“ปีนี้มีเพียงเจ็ดคนหรือ เห็นทีว่าจะต้องมีนิกายหรือสำนักใดสำนักหนึ่งต้องเสียเวลาเดินทางมาเยือนดอยเทพอาคมเปล่าๆแล้ว”
ขณะที่มันกล่าวออกมา ประกายไฟสีแดงลุกพรึบขึ้นมาด้านหน้าของมันปรากฏเป็นร่างของเฮาหราน
“เรียนประมุข มีคนของขุนเขาโลหิตเข้ามาในอาณาเขตของพวกเรา ตอนนี้ผู้อาวุโสที่หกกำลังรับหน้าอยู่ พวกเขาแจ้งความประสงค์ว่าต้องการพบท่านประมุขให้ได้”
ได้ยินเช่นนั้นชายชุดดำละสายตาจากเหล่ารุ่นเยาว์มองยังเฮาหรานด้วยดวงตาที่หรี่ลง“สหายจากขุนเขาโลหิตคนใดมาเยือนดอยเทพอาคมของเรา?”
“ดวงตาหยั่งรู้ ซ่งไกว้เยียน”เฮาหรานเปิดปากตอบทันที
“หืม ผู้เฒ่าซ่งเดินทางมาด้วยตัวเองต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอน เฮาหรานเจ้าส่งข้อความไปถึงผู้อาวุโสหก ให้เชิญท่านซ่งเข้ามาเป็นแขกของพวกเรา”
ชายชุดดำกล่าวออกด้วยใบหน้าจริงจัง จากนั้นชายชุดดำปรายตามองไปยังผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ด้านข้างเป็นสัญญาณให้มันเริ่มการทดสอบรอบที่สาม
ทันใดนั้นชายชราคนหนึ่งลุกยืนจากเก้าอี้ มันจ้องมองไปยังรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ด “ข้ามีนามว่าหานปู้ชิง เจ้าดอยเทพศาสตราจะเป็นผู้ควบคุมการทดสอบในรอบที่สาม
การทดสอบในรอบที่สามนั้นง่ายมาก ข้าจะให้พวกเจ้าประลองฝีมือกัน ผู้ที่สามารถเอาชนะได้เพียงหนึ่งคนจะถือว่าผ่านการทดสอบ ผู้ที่ไม่สามารถเอาชนะได้เลยจะตกรอบในทันที
ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าเตรียมตัวหนึ่งชั่วยาม จงทบทวนทุกสิ่งที่ตัวเองมีและรีดเค้นออกมาเสียตอนนี้”กล่าวจบหานปู้ชิงกลับไปนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิม
เวลาผ่านไปราวๆ1เค่อ ระหว่างที่ผู้เยาว์กำลังนั่งขัดสมาธิปิดตาอยู่นั้น เฮาหรานได้เดินนำชายในชุดคลุมสีแดงสองคนเข้ามา
“คารวะประมุขหวอซิง” หนึ่งในสองคนที่มีใบหน้าอ่อนวัยกล่าวทำความเคารพโดยยกสองมือขึ้นประสานโค้งศีรษะลงต่ำ
ส่วนชายวันกลางคนในชุดแดงอีกคนเพียงกล่าวทักทายออกด้วยรอยยิ้ม “พี่หวอซิง ไม่ได้เจอกันนาน วันนี้ข้าซ่งไกว้เยียนมีเรื่องต้องรบกวนดอยเทพอาคมของท่านแล้ว”
ชายชุดดำผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสุดนามว่าหวอซิง ยกยิ้มเป็นการทักทายและเปิดปากขึ้นมา
“พี่ซ่งมีเรื่องอะไรกันถึงทำให้ท่านเดินทางมายังดอยเทพอาคมด้วยตัวเองแล้วนั้นคือ??” มันกล่าวถามพร้อมปลายสายตาไปยังบุรุษหนุ่ม
“เสียมารยาทแล้วคนคนนี้คือศิษย์สืบทอดของข้าเอง และที่ข้ามาวันนี้เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนศิษย์ของข้าได้สะเพร่า ทำสัตว์อสูรเดินทางของท่านผู้นำหลุดออกมาและไม่นานมานี้ข้าได้ข่าวว่ามันหลุดมายังอาณาเขตของดอยเทพอาคม
ข้าจึงต้องเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อที่จะจับมันกลับไป ไม่เช่นนั้นศิษย์รักของข้าคนนี้จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน หวังว่าพี่หวอจะเข้าใจความลำบากของข้า” ซ่งไกว้เยียนกล่าวออกด้วยรอยยิ้มน้ำเสียงของมันสุขุมลึกเป็นมิตรแก่ผู้ฟัง
“สัตว์อสูรเดินทางของผู้นำขุนเขาโลหิต หรือว่าจะเป็นพญาราชสีห์ปีกดำสัตว์อสูรระดับ4ที่ใกล้จะบรรลุระดับ5” หวอซิงกล่าวออกด้วยดวงตาเป็นประกาย
จากนั้นมันกล่าวออกไปว่า “ไม่มีปัญหาพี่ซ่ง พวกเราจะสนับสนุนการค้นหาและข้าจะให้ผู้อาวุโสของเราที่มีพลังในระดับทรราชขั้นที่8ขึ้นไปออกตามหาอีกแรงหนึ่ง
แต่ทว่าตอนนี้ดอยเทพอาคมของข้าอยู่ระหว่างการทดสอบ พี่ซ่งช่วยรอข้าอีกสัก1-2ชั่วยามได้หรือไม่?”
“ฮาๆไม่มีปัญหา เมื่อพี่หวอตบปากรับคำแล้ว รออีกสัก2ชั่วยามจะเป็นอะไรไป และนี่เป็นโอกาสดีเหมือนกัน ข้าเองก็ได้ยินเรื่องการทดสอบประจำปีของดอยเทพอาคมมานานแล้ว วันนี้ข้าถือโอกาสดูชมเสียเลย”
ได้ยินเช่นนั้นหวอซิงตระโกนออก“ดีดี เด็กๆจัดที่นั่งให้ท่านซ่งไกว้เยียนและศิษย์ของเขา”จากนั้นมันส่งเสียงผ่านลมปราณไปยังผู้คุมสอบในรอบสาม “ปู้ชิง เจ้ามีเวลาทดสอบเพียงแค่2ชั่วยามเท่านั้น”
