บทที่40 ปู่หลาน
เมื่อฝูงชนสลายตัว ก็เหลือครอบครัวอันยืนงงอยู่กับที่จนอันหยางพูดออกมาว่า พี่สาวหลินเก่งมาก เป็นผู้หญิงแต่เก่งกังฟู ทั้งหมดจึงได้สติและเดินจับจูงพากันไปยังจุดหมายเดิมคือ ร้านหลงเปาจึตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
เมื่อไปถึงร้าน ลูกค้ายังมีมาเรื่อยๆ บ้างนั่งกินอยู่ที่ร้านบ้างรอซื้อกลับไปที่บ้าน น้าเฟิงอยู่หน้าร้านกำลังส่งห่อสินค้าให้ลูกค้าแม้จะดูวุ่นๆ และดูเหนื่อย แต่ใบหน้าน้าเฟิงดูมีความสุขมาก
นั่นคงเพราะมีงานทำ มีงานก็ย่อมมีเงิน และร้านหลงเปาจึก็ดันขายดีด้วยอันผิงเคยได้ยินท่านแม่เปรยๆ ว่า อาจจะต้องจ้างคนเพิ่ม เพื่อมาช่วยสองแม่ลูกเฟิงเพราะพี่เฟิงเพิ่งสิบขวบเอง ไม่ควรต้องทำงานหนักขนาดนี้ไม่คิดว่าซาลาเปากับหมั่นโถว และน้ำถั่วเหลือง จะได้รับความนิยมมากขึ้นขนาดนี้ ทีแรกคิดว่าสักพักคนน่าจะเลิกเห่อและจะเข้าสู่สภาวะเช่นเดิม แต่ว่าก็ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว
แม้จะเป็นหน้าฝนแล้ว ร้านค้าก็ยังได้รับความนิยมอยู่น้ำถั่วเหลืองตอนนี้ก็ต้องแช่ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น ได้ยินว่าท่านแม่จะคุยกับป้าโจวเพื่อจ้างลูกชายคนรองของป้าโจวที่ทำงานอยู่ในร้านค้าอื่น มาเป็นหลงจู๊หน้าร้านและให้น้าเฟิงทำงานอยู่ในครัวกับลูกสาว
พอคิดถึงคนช่วยงานเพิ่ม ก็นึกถึงพี่สาวหลินเสี่ยวเหมยคนเมื่อกี้พอเห็นลีล่าท่าบู๊ดูแล้วก็เป็นการดีที่จะมีคนที่เป็นหมัดมวยมาอยู่เป็นเพื่อนสองแม่ลูก
เพราะท่านแม่ก็เคยเปรยๆ ว่าเป็นห่วงความปลอดภัยของน้าเฟิงอยู่ไม่น้อยแต่เพราะครอบครัวโจวแวะเวียนมาค้างคืนด้วยเป็นบางครั้ง แต่ถ้าช่วงเก็บเกี่ยวก็กลัวว่าจะไม่มีใครได้แวะเวียนมา
แต่ถึงจะมีพี่สาวหลิน ด้วยเรื่องที่เกิดวันนี้ ทำให้อันผิงคิดว่าตามที่อ่านในนิยายอีกแล้ว พวกนั้นอาจผูกใจเจ็บตามมารังควานเป็นแน่ถึงแม้พี่สาวหลินจะจัดการได้ นั่นหมายถึงต้องมาตาต่อตา ฟันต่อฟันการสู้กันแล้วอีกฝ่ายแพ้มันก็สนุกดีหรอกนะ ถ้าเราเป็นผู้ดูแต่นี่หมายถึงร้านหลงเปาจึจะมีแต่ปัญหาตามมา
อาจทำให้ลูกค้ากลัว ไม่กล้ามาเป็นลูกค้าอีกเป็นแน่
อ้า เจ้าพวกอันธพาลทั้งหลาย ในเมื่อพวกเจ้ามาเจอผู้ใช้พรอย่างข้าอย่างนั้นข้าก็จะขอพรให้พวกเจ้าเลยก็แล้วกันนะ
อันดับแรก เพิ่มเติมพรด้านความปลอดภัย ถ้าใครคิดไม่ดี คิดจะมาทำร้ายแม่ลูกเฟิง พี่สาวหลินเสี่ยวเหมย และคนงานในร้าน ก็ขอให้เป็นลมไปหนึ่งชั่วยามเหมือนอย่างที่คิดไม่ดีกับครอบครัวของเธอ
งานนี้ท่านหมอคงต้องตรวจหาโรคกันเพลิน
อันดับสอง อันผิงก็ขอพร ให้พวกอันธพาลกลุ่มนั้น ถ้าคิดไม่ดีกับคนอื่นๆอย่างเช่นจะไปรีดไถ ไปเก็บค่าคุ้มครอง ทำชั่ว เบียดเบียนผู้อื่น แค่คิดจะทำก็ให้เป็นลมหนึ่งชั่วยามเหมือนกัน
ไหนๆ ก็คิดช่วยคนงานในร้านแล้ว ก็เผื่อแผ่คนอื่นไปสักหน่อยแล้วกันช่วยไม่ได้ ภาพเมื่อตอนสาย เมื่อมาถึงในเมืองนั้น มันอันตรายไปสำหรับครอบครัวเธอถึงแม้จะรู้ว่าพรความปลอดภัยจะทำงานโดยอัตโนมัติซึ่งคนพวกนั้นจะร่วงกลางอากาศทันที ถ้าเข้ามาทำร้ายครอบครัวเธอ
ช่วยไม่ได้ล่ะนะ มีเรื่องกับใคร มามีเรื่องกับเธอ
และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้าพวกอันธพาลกลุ่มนั้นมีหัวหน้าระดับสูงซึ่งเป็นลูกน้องผู้มีอิทธิพลอีกทีก็ให้โดนการให้พรนี้ของเธอไปทั้งยวงเลย ทำลายล้างทั้งรัง
งานนี้ท่านหมอคงต้องตรวจหาโรคกันเพลิน และได้เงินเพิ่มไปด้วยอำเภอนี้มีแค่โรงหมอของท่านหมอที่แสนคุ้นเคยกับบ้านอันท่านหมอก็จะได้รายได้เพิ่มเข้าไปอีก ยิ่งปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คุ้มมาก
ขอพรเสร็จแสงสว่างก็วิ่งเข้ามาในหัว เสี่ยวหลงเป่าไม่แย้งอะไรขอเดาว่า ระบบน่าจะกำลังดำเนินการจัดการอยู่เรื่องแบบนี้น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของระบบเป็นแน่
จากนี้อันผิงก็รู้สึกสบายใจแล้ว จะได้ปลอดภัยกันทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินกันต่อไป จากนั้นค่อยทำทีเป็นแวะไปหาท่านหมอหรือไม่ก็ค่อยถามอันหยางว่า ในเมืองมีข่าวอะไรสนุกๆ บ้าง
สรุปวันนี้ ท่านแม่กับท่านพ่อก็ช่วยกันทำงานอยู่ที่ร้านหลงเปาจึไม่ได้ไปชอปปิ้งเลย ท่านพ่อทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าอยู่ข้างนอกกับลูกสาวแสนน่ารักอย่างเธอที่ยิ้มทางการค้าให้กับลูกค้า เห็นลูกค้าชมกันหลายคนอย่างเอ็นดู แม้ลึกๆจะรู้ว่าเป็นไปตามมารยาท
แต่เธอจะถือว่าเป็นจริง จะได้ไม่เสียน้ำใจ
ตอนเย็นพี่สาวหลินเสี่ยวเหมยก็มาปรากฏตัวที่ร้าน นางพูดจาอย่างฉะฉานว่าขอเวลาอีกสองวัน แล้วนางจะกลับมารับใช้ตระกูลอันเรื่องนี้ท่านพ่อยกให้ท่านแม่ตัดสินใจ
แน่นอนว่าท่านแม่คนดีที่หนึ่ง จึงอนุญาตตามที่พี่สาวหลินเสี่ยวเหมยขอพี่สาวจึงแจ้งที่อยู่ที่จะตามตัวนางได้ คือที่วัดนอกเมืองจากนั้นจึงก้มตัวคารวะทั้งท่านแม่และท่านพ่อ และหันหลังจากไป
ท่าทางองอาจ ไม่เข้ากับสตรีในยุคนี้แม้แต่น้อย
จากนั้นสองวัน น่าจะเพราะท่านพ่อและท่านแม่กังวลเรื่องอันธพาลเพราะเห็นท่านพ่อไปที่ว่าการอำเภอบ่อยๆ และพรก็ทำงานสมใจเพราะท่านพ่อกลับมาคุยกับท่านแม่ว่า ทางการเจอคนพวกนั้นแล้ว และท่านพ่อก็จะไปเจรจาเพื่อจบเรื่องด้วย แต่เพียงพวกเขาเห็นหน้าท่านพ่อ ก็เป็นลมไปเลย พอวันที่สองไปเจรจาอีกครั้งผลก็เป็นแบบเดิม จนสุดท้ายทางการจึงมาบอกท่านพ่อว่าพวกเขาไม่ได้ติดใจอะไรกับท่านพ่อแล้ว
และปฏิเสธการพบท่านพ่อ
อันผิงถึงกลับยิ้มกริ่ม ทำดีมากเสี่ยวหลงเป่า
ครบสองวัน พี่สาวหลินเสี่ยวเหมยก็กลับมาเพิ่มเติมคือพาชายชราที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้ามอมแมม แต่ดีกว่าขอทานนิดเดียวมาด้วย
ไม้ตายของจอมยุทธหญิงคือคุกเข่า
“นายหญิง นี่คือท่านปู่ของข้า แก่ชรามากแล้วแต่เป็นวรยุทธเจ้าค่ะ ข้า ข้าอยากให้ท่านรับไว้ด้วยเจ้าค่ะไม่คิดเงินเพิ่มใดๆเจ้าค่ะ”
อันผิงผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนแรกไม่ได้ใช้การค้นตรวจสอบพี่สาวหลินเสี่ยวเหมยเพราะโดนคิวบู๊ของนางทำให้ตื่นตา จนลืมเลือนเรื่องนี้ไป
แล้วระบบก็แจ้งเตือนเป็นเสียงเข้ามาในหัวว่า
‘หลินเสี่ยวเหมย เป็นคนดี ซื่อตรง แต่ชีวิตอาภัพกำพร้าแม่ตั้งแต่เกิด เดิมทีเป็นลูกหลานสำนักหนึ่ง แต่โดนศิษย์เอกยึดและขับไล่ครอบครัวออกมาพร้อมบิดา และปู่ อาศัยจะเปิดสำนักใหม่ก็โดนขัดขวางโดยศิษย์เอกคนนั้นมาเรื่อยๆ เลยเร่ร่อนมากับผู้เป็นบิดาที่บาดเจ็บจากการต่อสู้กับศิษย์เอกและเพราะโดนลอบทำร้ายมาตลอดทาง ต่อให้เก่งกาจทั้งสามคนแต่เจอคนหมู่มากย่อมพลาดพลั้ง จนมาสิ้นใจที่เมืองนี้ ส่วนคนเป็นปู่นั้น ก็เป็นคนดีเพียงแต่ชรามากแล้ว ที่สำคัญมีความรู้วรยุทธ์ระดับสูง สามารถชี้แนะได้ เจ้าศิษย์เอกนั่นก็ได้รับการชี้แนะจากท่านปู่คนนี้ไปเพียงหกกระบวนท่าก็เก่งกาจ เหตุที่พวกเขายังตามหาเรื่องไม่หยุด เพราะอยากได้ 4 กระบวนท่าที่เหลือ’
อันผิงจับใจความว่าคนดี แค่นี้เธอก็สบายใจแล้ว ตอนนี้ก็ลุ้นกับท่านแม่คนดีที่หนึ่งของเธออีกที
ท่านแม่จึงหันไปปรึกษากับท่านพ่อ แน่นอนว่าอย่างไรเด็กสาวคนนี้ก็มีใจกตัญญู ท่านพ่อจึงพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่ารับได้
“ได้ ข้ารับพวกเจ้าปู่หลานถ้าอย่างไรก็อาศัยอยู่ที่นี่แล้วกัน ช่วยงานน้าเฟิง คนที่ทำงานและอยู่ในร้านนี้”
จากนั้นท่านแม่ก็พาทั้งสองคนเข้าไปหลังร้าน เพื่อไปรู้จักกับน้าเฟิงแน่นอนว่าอันผิงต้องเดินตามไปด้วย เรื่องความเผือก ไม่ใช่สิเรื่องเกี่ยวพันกับครอบครัวจะต้องผ่านสายตาผู้มีพรอย่างเธอ
การแนะนำไม่ได้มีปัญหาอะไร แม่ลูกเฟิงรู้เรื่องนี้ก่อนแล้วเพราะเมื่อปิดร้าน อันหยางเล่าเรื่องส่วนอันผิงรำกังฟูให้ดูไปแล้วหลายครั้ง
พี่สาวเฟิงยังเคยบอกว่านางก็อยากเรียนกังฟูไว้ป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน
เมื่อดูจากเสื้อผ้าของปู่หลาน ท่านแม่จึงให้เงินทั้งสองไปซื้อเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็น พี่สาวหลินเสี่ยวเหมยคุกเข่าลงคำนับแสดงความขอบคุณส่วนท่านปู่ของพี่สาวหลิน ยืนคารวะแทน ถึงแม้จะแก่ชรา แต่ท่วงท่าของท่านปู่ท่านนี้ก็ยังมีเค้าลางของความสง่าอยู่บ้าง
ห้องบนชั้นสองจึงถูกยกให้สองปู่หลานอยู่
เพราะอ่านประวัติของสองปู่หลานด้วยความกังวลเรื่องศิษย์เอกจอมทำลายล้างนั่น อันผิงจึงขอพรเพิ่ม ให้คนพวกนั้น ถ้าคิดมาตามล่าก็ให้ป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อนขั้นสุด นั่นก็คือปวดท้อง แน่นหน้าอก หายใจลำบากต้องนั่งพนักพิงอยู่นิ่งๆ ไม่สามารถทำอะไรครึ่งชั่วยาม เมื่ออาการทุเลาหรือหายเป็นปกติ ถ้ายังคิดไม่ดีอีก ก็ให้เป็นอีกรอบรวมไปถึงหัวเรือใหญ่ที่ยึดสำนักของปู่หลานตระกูลหลินนี้ด้วย
ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ยังคงพาสองพี่น้องเข้ามาร้านค้าในเมืองในวันที่ฝนไม่ตกบ้างถ้าวันไหนฝนตกอันผิงจะต้องอยู่กับคนเป็นพี่ชายที่บ้านแทน ส่วนท่านพ่อและท่านแม่ก็ยังแวะเวียนไปร้านในเมืองอาจเพราะยังไม่ไว้วางใจ จนผ่านไปอีกสัปดาห์ ก็ค่อยไว้วางใจ
และข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เห็ดหอมนั้นโตแล้วดอกพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ด้วยเหตุนี้ท่านแม่จึงทำไก่ตุ๋นใส่เห็ดหอมและตักแบ่งให้บ้านป้าโจว บ้านหลิว และบ้านจาง ต่างได้รับเสียงชื่นชมว่าหอมมาก
ส่วนอันผิงก็ซดน้ำ และกินเห็ดเล่น จนท่านแม่ต้องดุ
ส่วนท่านพ่อก็กลับมาสนใจการเพาะเห็ดหอม และการเติมมูลสัตว์ลงไปในดินซึ่งอย่างหลังได้ทดลองกับต้นกล้าพริกเพราะพี่สาวสือจำได้ว่าอันผิงโปรยมูลสัตว์ใส่ต้นผิงกั่วไปเท่าไหร่ในตอนแรก
ท่านพ่อผู้น่าจะชอบตัวเลขจึงคำนวณเอง และผลที่ได้ก็น่าจะเป็นที่พอใจเพราะเธอไม่เห็นต้นพริกต้นไหนตายไปเลยเพราะความเค็มเกินไปของมูลสัตว์
ส่วนอันผิงก็คิดถึงกระดูกหมู ไว้ท่านแม่ไปซื้อเนื้อสัตว์เมื่อไหร่เธอจะต้องหาเรื่องตามไปให้ได้ กระดูกจ๋ารอข้าก่อนนะ อุ้ยจะคิดแบบนี้ไม่ได้อย่างกะเจ้าสี่ขารอแทะกระดูกเลย
แต่ช่างเถอะ เธอก็ชอบแทะจริงๆ นั่นแหละ ลองนึกนะเนื้อติดกระดูกต้มเปื่อยๆ คีบขึ้นมาแทะมันเพลินมากพร้อมกับเนื้อที่เลาะออกจะกระดูกนั้น ทั้งนุ่มทั้งลื่น กลืนลงคอแสนง่ายมาก
แค่คิดก็อยากขึ้นมา หรือว่าจะให้มีพ่อค้ามาเร่ขายกระดูกหมูดีแต่มันจะดูป่าเถื่อนไปไหม สู้ไปที่ร้านขายเนื้อสัตว์ดีกว่า อันผิงรอได้ตอนนี้ไก่ตุ๋นเห็ดหอมก็อร่อยอยู่ แทะซี่โครงไก่ไปก่อนพลางๆ กับน่องไก่โตๆคนล่ะน่องกับอันหยางก็อร่อยอยู่นะ เพราะไก่ที่ท่านแม่ตุ๋นนั้นทั้งนุ่มและทั้งหอมเหมือนกัน
และแน่นอน ร้านหลงเปาจึจึงได้รับอานิสงส์ไปด้วยในน้ำซุปจึงมีเห็ดหอมเพิ่มเข้าไป และทำให้คุณชายจูถึงขั้นมาเยือนที่บ้านเพราะเรื่องนี้ ด้วยขอนไม้ที่มีถึงสามขอนใหญ่ จึงทำให้มีปริมาณเห็ดหอมออกเยอะอยู่ เขาจึงตื๊อขอซื้อจากท่านพ่อครึ่งหนึ่งของเห็ดที่เก็บได้ทุกครั้ง
ราคานั้นอยู่ที่ชั่งละ 600 อีแปะเดาว่าคุณชายจูเสนอขายราคานี้ ราคาที่เขานำเข้ามาอาจจะแพงกว่านี้ก็เป็นไปได้แต่ถึงอย่างไรครอบครัวเธอก็ได้กำไร เพราะไม่ได้ลงทุนอะไร ถ้าไม่นับเพิงที่สร้างครอบไว้
แค่เก็บขายให้เหลาอาหารจู ก็ตั้ง 10 ชั่งละได้เงินคราวล่ะ 6 ตำลึงเงินเชียวนะ
จากนี้ถ้าท่านพ่อหาวิธีเพาะได้ ยังมีการแปรรูปเป็นแบบแห้งและทำเป็นผงปรุงรสเห็ดหอมได้ด้วย เธอไปอ่านมาแหละ เห็นเธอเล่นๆ โน่นนี่ เธอก็ใฝ่รู้นะ