เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ข้าต้องเเข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก


    ตอนที่ 97


    ข้าจะต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงสลบไสลไปหนึ่งวันเพราะผลของทักษะเทพมารครองร่าง เสวี่ยหมิงก็ฟื้นตื่นขึ้นมาในสภาพที่นอนมีมือข้างหนึ่งของจิวซินพาดทับลำตัวเองอยู่ แต่เมื่อพยายามจะผลักมือนั้นร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง แถมอาการปวดแปลบยังแล่นจู่โจมไปทั่วทั้งร่าง แม้แต่ดวงตาที่พยายามฝืนให้เปิดออกยังมิยอมทำตามคำสั่งมีเพียงสติที่แจ่มใสอยู่เพราะพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งในกายเท่านั้นที่รับฟังคำสั่งของตัวเองทำให้พอจะรับรู้สภาพรอบ ๆ ข้างว่าตัวเองนั้นยังนอนอยู่ภายในถ้ำหลบภัย


     


                    ...ครั้งนี้ข้าฝืนตัวเองจนเกินพอดีไปมาก จนได้รับผลสะท้อนที่รุนแรงเช่นนี้ครั้งนี้นับว่ายังโชคดีที่รอดตายมาได้


     


                    เมื่อไม่อาจกระดิกแม้กระทั่งนิ้วมือเสวี่ยหมิงจึงเริ่มใช้พลังจิตวิญญาณสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าเส้นชีพจรที่เพิ่งเริ่มก่อตัวจากขอบขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 ได้รับบาดเจ็บเสียหายจากการฝืนใช้ทั้งทักษะเทพมารครองร่างผสานกับโอสถผลาญชีพจร จนลมปราณทั่วทั้งร่างอุดตันไม่อาจเคลื่อนไหว ระดับการฝึกตนลดต่ำลงมาอยู่ที่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 แต่ยังดีที่ความเสียหายนั้นไม่ลุกลามเข้าไปยังชีพจรหัวใจเพราะลมปราณเพลิงซึ่งสถิตอยู่ชีพจรหัวใจของเสวี่ยหมิงคอยปกป้องเอาไว้


     


                    การที่เส้นชีพจรลมปราณเสียหายหนักเช่นนี้หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปย่อมไม่อาจฟื้นคืนสู่เส้นทางฝึกตนของตัวเองได้อีก หรือหากหนักหนากว่านั้นอาจตกตายเพราะชีพจรหัวใจแหลกสะบั้น แต่เสวี่ยหมิงนั้นแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปเพราะมีทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า แถมยังมีพลังลมปราณเพลิงวิเศษซึ่งไม่เพียงทรงพลังและให้ผลของธาตุเพลิงร้อนแรงแต่ยังแฝงฤทธิ์ในการรักษาและต้านทานพิษร้ายที่สูงส่งอีกด้วย


     


                    เมื่อเสวี่ยหมิงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว เสวี่ยหมิงก็ตระเตรียมบังคับลมปรารเพลิงที่สถิตอยู่ในชีพจรหัวใจหมายฟื้นฟูร่างกายมราบอบช้ำ แต่ไม่ทันที่จะได้เริ่มขั้นตอนขับเคลื่อนลมปราณเพลิงจากชีพจรหัวใจ จู่ ๆ ใบหน้าก็ปรากฏความแสบร้อนขึ้น พร้อมเสียง...เผี๊ยะ !!! ที่ดังลั่นเข้ามาในโสตประสาท


     


                    ...ยัยผู้หญิงบ้านั่นทำอะไรกับเราอีกวะเนี่ย


     


                    หลังจากความเจ็บผ่านพ้นก็กลายเป็นฝ่ามือนุ่มนิ่มที่ลูบไล้ไปมาบนรอยฝ่ามือแสบร้อย สัมผัสลูบไล้อันแผ่วเบาทำเอาเสวี่ยหมิงถึงกับตัวเกร็ง


                    ...หรือว่าฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดที่นางได้รับยังไม่หมดสิ้น เสวี่ยหมิงเอ่ยเห็นทีครานี้ความบริสุทธิ์ของเจ้าคงมิอาจรักษาเอาไว้ได้อีก


                    (จบเรื่องนี้เดี๋ยวกลับไปแก้บท Endless ให้กลายเป็นฮาเร็มแทนดีไหมเนี่ย 555+)


     


                    หลังจากสัมผัสอันแผ่วเบาที่เกิดขึ้นจากจิวซินทำให้เสวี่ยหมิงไม่กล้าเดินลมปราณรักษาตัวตามที่ตั้งใจ เพราะตอนนี้เขาไม่มีสมาธิมากพอ แต่เมื่อนอนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่การสัมผัสครั้งที่สองก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีก จนกระทั่งลมปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งถูกแผ่พุ่งเข้ามาสำรวจในร่างกายของเสวี่ยหมิง ทำให้เสวี่ยหมิงพอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าจิวซินคงเห็นสภาพภายนอกของตัวเองว่าบาดเจ็บสาหัสเพียงไหนจึงได้พยายามตรวจสอบและหาทางรักษา แต่เมื่อขบคิดย้อนกลับไปก็ยังคงไม่เข้าใจว่าวิธีการตรวจสอบโดยการตบฟาดเข้าที่ใบหน้า หรือการลูบไล้เบา ๆ ที่เกิดขึ้นทำไปเพื่ออะไรอยู่ดี


     


                    แต่ภายหลังจากที่เสวี่ยหมิงเพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวได้กระจ่าง มือนุ่มนิ่มของจิวซินก็พลันบีบปากของเสวี่ยหมิงให้เปิดอ้าออกก่อนจะยัดบางสิ่งเข้ามา ความเย็นวูบแผ่กระจายออกจากช่องปากของเสวี่ยหมิงจนปกคลุมไปทั้งศีรษะ น้ำแข็งเย็ยเยียบลุกลามออกจากภายในปากของเสวี่ยหมิงอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่ชั่วอึดใจเก,ดน้ำแข็งหนาขยายออกจนปกคลุมไปทั้งศีรษะเสวี่ยหมิง ความคิดฟุ้งซ่านก่อนหน้ากลับกลายเป็นตั้งสมาธิมั่นเพื่อหาทางเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่พลันบังเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน แต่แล้วสองหูพลันได้ยินคำเอ่ยของจิวซินพอดีว่าเจ้าสิ่งที่นางยัดลงมาในปากของตัวเองนั้นคือ...บัวหิมะพันปี


     


                    ...บัวหิมะพันปี เฮ้ย จริงหรือนี้บัวหิมะพันปีวัตถุดิบธาตุน้ำหยินที่เราต้องตามหาเพื่อฝึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่ 2


     


                    เมื่อรับรู้ว่าสิ่งใดที่อัดแน่นอยู่ในปากเสวี่ยหมิงก็เร่งฝืนขับเคลื่อนลมปราณตามในกายเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าเพื่อดูดซับพลังของบัวหิมะพันปี แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คิด


     


                    ...แย่แล้วร่างกายของเราในตอนนี้ไม่อาจเคลื่อนลมปราณเข้าไปดูดซับบัวหิมะพันปีดอกนี้ได้เอง ทำยังไงดีเสวี่ยหมิง ทำยังไง...


     


                    ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุดลมปราณสายหนึ่งก็ถูกแผ่พุ่งออกเข้าสลายน้ำแข็งที่เกาะอยู่บริเวณใบหน้าของเสวี่ยหมิงออกไป แต่เหตุการณ์ดูเหมือนจะยังไม่จบเพียงแค่นั้นเมื่อริมฝีปากอุ่นของจิวซินพลันเคลื่อนลงมาประกบเข้ากับปากของเสวี่ยหมิง ไอร้อนผสมผสานกับลมปราณของจิวซินพลันไหลออกจากปากน้อยของหญิงสาวผลักดันบัวหิมะที่คาอยู่ในปากของเสวี่ยหมิงให้ค่อย ๆ แตกกระจายออกและหล่นลึกลงไปในลำคอของเสวี่ยหมิง กลิ่นหอมรัญจวนเคลิบเคลิ้มพวยพุ่งลงไปตามบัวหิมะที่ไหลเลื่อนลงไป...เวลาของทั้งสองแม้ผ่านไปเพียงครู่ แต่ความรู้สึกเสมือนหยุดนิ่งช้านาน


     


                    แม้เหตุการณ์จะชวนวาบหวาม แต่เพราะอยู่ในช่วงคับขันเป็นตายทำให้เสวี่ยหมิงจำต้องรั้งสมาธิกลับไปยังได้บัวหิมะพันปีที่ค่อย ๆ เคลื่อนหลุดลงสู่ลำคอ เมื่อบัวหิมะพันปีผ่านลงเข้าใกล้ชีพจรหัวใจเสวี่ยหมิงก็พลันเร่งบังคับลมปราณเพลิงเข้าห่อหุ้ม แต่ไม่คาดคิดพลังหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นปะทะกันไวเกินไป ลมปราณที่ยังไม่ประสานกันดีพลันแตกระเบิดออกไหลบ่าไปตามเส้นชีพจรที่เสียหายรวมถึงช่องโพลงต่าง ๆ ในร่างกายของเสวี่ยหมิง ประจวบกับเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาพระเจ้าในส่วนของธาตุน้ำหยินที่สุดเน้นเคล็ดความ...วารีหลากล้น พลังที่กระจายออกกลับมีส่วนคล้ายกับน้ำป่าที่ไหลบ่าลงมาจากเขาสูงไหลรี่ไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็นโดยบังเอิญ


     


                    แถมพลังของบัวหิมะพันปีที่กระจายออกนั้นผสมผสานไปกับลมปราณเปลวเพลิงที่แตกระเบิดกลับช่วยเร่งทั้งการรักษาและเร่งรัดการฝึกปรือของเคล็ดวิชาบ่มพาะกายาแห่งพระเจ้าในส่วนนี้ให้ไวยิ่งขึ้นจนเกิดขอบเขตที่เคยมีผู้สำเร็จในอดีต ซึ่งเดิมการดูดซับลมปราณธาตุน้ำหยินอาศัยความเชื่องช้าค่อยเป็นค่อยไปและต้องกินเวลาในการดูดซับมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ถึงหลายเดือน แต่เพราะเรื่องราวบังเอิญประจวบเหมาะทำให้ขั้นตอนนี้ของเสวี่ยหมิงกลับกระชั้นสั้นเพียงชั่วลัดนิ้วมือ แถมลมปราณเปลวเพลิงที่แผ่พุ่งออกไปตามกระแสปราณน้ำหยินที่ไหลบ่ายังช่วยฟื้นฟูเส้นชีพจรที่เสียหายให้เริ่มกลับมาใช้งานได้อีกครั้งในพริบตา


    .


    .


                    หลังจากที่จิวซินถอนริมฝีปากอุ่นออกไปแล้วทั่วทั้งถ้ำก็ปกคลุมด้วยความเงียบตลอดคืน จนรุ่งเช้าบัวหิมะพันปีก็ถูกเสวี่ยหมิงดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น ทำให้ตอนนี้เสวี่ยหมิงดึงดูดพลังธาตุน้ำซึ่งเป็นพลังที่แฝงอยู่ในกระแสเลือดและอวัยวะภายใน ทำให้ร่างกายของเสวี่ยหมิงทนทานต่อการจู่โจมได้มากกว่าเดิม แถมพลังทางกายภาพยังเพิ่มสูงเกินกว่า 30000 จินไปแล้ว


     


                    "เจ้าฟื้นแล้ว" เสียงอ่อนหวานของจิวซินที่เห็นเสวี่ยหมิงยันกายขึ้นนั่ง


     


                    "เออ..." เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวในสมองของเสวี่ยหมิงก็พลันปรากฏจินตนาการภาพวาบหวามขึ้น "ข้าไม่เป็นไรแล้ว" แต่ยังคงบังคับเส้นเสียงของตนให้ดูแข็งกระด้างเย็นชาดุจแต่ก่อน


     


                    "ไม่น่าเชื่อระดับพลังของเจ้า" จิวซินย่นคิ้วเข้าหากันเมื่อพบว่าพลังของเสวี่ยหมิงไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่เมื่อนางเห็นหน้าเสวี่ยหมิงชัดตา ความเขินอายก็เข้าจู่โจมจนไม่อาจเอ่ยคำและได้แต่งุดหน้าลงต่ำแทน


     


                    "สองวันนี้ลำบากเจ้ายิ่งนัก เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าดูแลข้า" เสวี่ยหมิงโยนกระปุกใส่โอสถบำรุงปราณสมบูรณ์แบบ จำนวน 50 เม็ดส่งให้จิวซินหมายชดเชยที่นางใช้บัวหิมะพันปีกับเขา แม้จะรู้ว่ามูลค่าของบัวหิมะนั้นมากมายกว่าบำรุงปราณสมบูรณ์แบบ 50 เม็ดอย่างมิอาจเทียบ แต่เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงไม่รู้จะหาสิ่งใดมามอบให้นางเป็นการตอบแทน


     


                    "นั่นเจ้าจะไปไหน" จิวซินที่รับกระปุกใส่โอสถมาเก็บเอาไว้ มองดูเสวี่ยหมิงเดินตรงไปยังหน้าปากถ้ำ


     


                    "ข้าเสียเวลามาหลายวันโดยที่ไม่ได้รับประโยชน์จากด่านกักมังกรแห่งนี้เท่าไหร่นัก ข้าจึงไม่อยากที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก"


     


                    "แต่ว่า...คนชั่วช้าทั้งสองนั้นยังคงอยู่"


     


                    "อืม ข้อนั้นข้าก็เข้าใจแต่ว่าถ้าข้าจำไม่ผิดพวกมันกล่าวว่า พวกมันทั้งสองจะอยู่ในด่านกักมังกรแห่งนี้ได้อีกแค่สามวัน เมื่อเวลาล่วงเลยมาสองวันกว่า ๆ แล้วหวังว่าข้าคงไม่โชคร้ายขนาดที่ออกไปเจอกับมันเข้าหรอก"


     


                    "แต่ว่าเจ้ายังบาดเจ็บอยู่"


     


                    เสวี่ยหมิงไม่ตอบคำเพียงเดินต่อไปก่อนจะหยุดห่างจากหินที่ปิดปากถ้ำอยู่ไม่ถึงหนึ่งวา "ตอนแรกก่อนที่จะเข้ามายังด่านกักมังกรแห่งนี้ ตัวข้าเริ่มที่จะมั่นใจในพลังฝีมือของตัวเองจนแม้แต่ก้านลู่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตา แต่เมื่อได้พบกับเจ้าสารเลวทั้งสองที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าจะต่อกรได้ด้วยพลังเพียงแค่นี้ และดูเหมือนว่าพวกเราคงได้เจอกับพวกมันอีกครั้งในการประลองเก้ามังกรมราจะมาถึง"เสวี่ยหมิงหยุดคำ สูดลมหายใจลึกเข้าไปเต็มปอดก่อนจะใช้หมัดเปล่า ที่ไม่ได้ห่อหุ้มลมปราณแม้แต่น้อยชกออกไปอย่างสุดแรง


     


                    บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม !!!


                    หินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำพลันแตกระเบิดออกเป็นผุยผง จิวซินที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเหม่อมองการกระทำของเสวี่ยหมิงด้วยความตกตะลึง เพราะนางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเสวี่ยหมิงจะสามารถทำลายหินใหญ่ขนาดนี้ได้ด้วยหมัดเปล่า ๆ ซึ่งตามความคิดของจิวซินการจะทำลายหินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำได้ต้องใช้พลังหมัดราว 20000 จินเป็นอย่างน้อย


     


                    "เจ้า...เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้ใช้ลมปราณแม้แต่น้อย" จิวซินงึมงำในลำคอโดยมีเสียงเล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนที่นางจะคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงได้พบว่าเสวี่ยหมิงนั้นเก็บงำพลังฝีมือที่แท้จริงมาโดยตลอด


     


                    แววตาของเสวี่ยหมิงที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายตามองไกลออกไปยังเบื้องนอก "ข้าจะต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก" ทันทีที่เอ่ยจบเสวี่ยหมิงก็ก้าวเท้าออกจากถ้ำหลบภัยออกไปสู่หุบเขามังกรในทันที