บทที่ 10 ศิษย์สายนอกก็แค่นี้ (รีไรต์)
ครู่ต่อมา หลิวเหว่ยหยิบกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ร่ายรำอยู่กลางโถงเพื่อดูว่าถนัดมือหรือไม่
วิชากระบี่ลมพัด เมิ่งฝานเคยได้ยินชื่อวิชานี้มาบ้าง แต่ก่อนหน้านี้เขาเป็ศิษย์สายงานจิปาถะ จึงไม่เคยได้ัักับวิชากระบี่นี้เลย ทว่าเมื่อเห็นหลิวเหว่ยฝึกกระบี่เขากลับเดาได้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือวิชากระบี่ลมพัด
ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับมองเห็นจุดโหว่และข้อบกพร่องในวิชากระบี่ของหลิวเหว่ยได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่เป็วิชากระบี่ที่เขาไม่เคยเรียนแต่กลับมองเห็นจุดด้อยได้ในปราดเดียว ยิ่งกว่านั้นเขายังใช้นิ้วแทนกระบี่วาดไปมาตามสัญชาตญาณ และสามารถปรับปรุงข้อบกพร่องในวิชากระบี่ของหลิวเหว่ยได้สำเร็จ
เช่นนี้แล้วใครยังกล้าบอกว่าเมิ่งฝานมีรากปราณขยะอยู่อีก?
ภายในโถงของหอคอยกระบี่หลิวเหว่ยเริ่มขมวดคิ้ว เพราะในขณะที่ร่ายรำกระบี่เขามักรู้สึกว่ามีบางอย่างติดขัดไม่ลื่นไหล แต่กลับหาไม่เจอว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน
ศิษย์สายนอกที่ติดอันดับหนึ่งในห้าสิบคนแรก จะได้รับสิทธิ์เลือกรับกระบี่เป็รางวัลเพียงครั้งเดียว หาก้าเปลี่ยนกระบี่จะต้องส่งมอบหินิญญาสามก้อน ดังนั้นในการเลือกกระบี่ครั้งแรก หลิวเหว่ยจึงค่อนข้างระมัดระวังอย่างยิ่ง!
"ไม่พอใจหรือ?" เมิ่งฝานเอ่ยถามหลิวเหว่ย
หลิวเหว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้าลองเลือกกระบี่มาหลายเล่มแล้ว และรู้สึกว่าเล่มนี้เหมาะสมกับข้าที่สุด แต่เมื่อครู่ตอนที่ลองใช้กลับรู้สึกไม่ถนัดบางอย่าง คิดไม่ออกว่าปัญหาอยู่ที่ใด"
เมิ่งฝานมองหลิวเหว่ยแวบหนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า "ความจริงแล้วแขนทั้งสองข้างของเ้ามีความยาวไม่เท่ากัน แขนขวาสั้นกว่าแขนซ้ายครึ่งนิ้ว ดังนั้นเ้าควรใช้กระบี่ที่ยาวกว่านี้ อีกทั้งท่าทางการจับกระบี่ของเ้าก็ไม่เหมือนคนทั่วไป นิ้วก้อยของเ้ามักจะแยกออกจากด้ามกระบี่เพื่อยันปลายด้ามไว้ ดังนั้นเ้าจึงเหมาะกับกระบี่ที่มีด้ามสั้น กระบี่เล่มนี้เหมาะกับเ้ามากกว่า!"
เมิ่งฝานหยิบกระบี่เล่มหนึ่งลงมาจากชั้นไม้ จากนั้นชักกระบี่ออกมาดูแวบหนึ่ง ที่ชักกระบี่ออกมาก็เพื่อให้พลังปราณในตัวกระบี่ช่วยเสริมความอบอุ่นในการบ่มเพาะของตน กระบี่เล่มนี้เขายังไม่ได้เช็ดถูจะปล่อยให้พลังของมันสูญเปล่าได้อย่างไร!
เมื่อมีกระแสพลังจากตัวกระบี่ไหลเข้าสู่ร่างกาย เมิ่งฝานจึงโยนกระบี่เล่มนั้นให้หลิวเหว่ย
หลิวเหว่ยรับกระบี่มาแล้วลองกวัดแกว่งดู ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็ปรากฏความยินดี
เมิ่งฝานเลือกไม่ผิด กระบี่เล่มนี้เหมาะสมกับเขาจริง ๆ หลังจากถือกระบี่เล่มนี้ฝึกวิชากระบี่อีกรอบ หลิวเหว่ยก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
เขาประสานมือคำนับเมิ่งฝานอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณศิษย์พี่!"
ความจริงเขาไม่รู้ว่าเมิ่งฝานเป็ศิษย์น้องหรือศิษย์พี่ แต่คำว่าศิษย์พี่คำนี้คือการเรียกด้วยความเคารพและยอมรับจากใจจริง!
"ไม่ต้องเกรงใจ หอคอยกระบี่ไม่อาจพำนักนาน ในเมื่อเลือกกระบี่ได้แล้วก็ลงทะเบียนแล้วจากไปเถิด" เมิ่งฝานกล่าวกับหลิวเหว่ยด้วยท่าทางสงบนิ่ง
หลิวเหว่ยรีบลงทะเบียน จากนั้นก็ประคองกระบี่เล่มโปรดจากไปด้วยความดีใจ
ศิษย์พี่หลัวถือน้ำเต้าสุราลูกหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเมิ่งฝาน และมองเขาด้วยความประหลาดใจแล้วกล่าวว่า "เ้าหนู สายตาและความรู้ของเ้านี่ไม่เลวเลยนะ!"
เมิ่งฝานยิ้มอย่างเขินอายแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ชมเกินไปแล้ว"
ศิษย์พี่หลัวส่ายหน้า "ไม่ใช่ชมเกินไป แต่เป็คำชมจากใจจริง คนอย่างเ้ามาอยู่ที่หอคอยกระบี่ช่างน่าเสียดาย ความจริงเ้าควรจะสร้างผลงานได้ยิ่งใหญ่กว่าการมาอยู่ที่นี่"
เมิ่งฝานรีบกล่าวว่า "ความจริงข้ารู้สึกว่าหอคอยกระบี่เหมาะกับข้ามาก"
"ก็จริง หากเ้าสามารถอดทนอยู่ที่หอคอยกระบี่ได้ ความสำเร็จจะสูงกว่าการออกไปอยู่ข้างนอกเสียอีก!" ศิษย์พี่หลัวตบไหล่เมิ่งฝานแล้วกล่าวว่า "ตั้งใจบ่มเพาะเถิด เมื่อเ้าบ่มเพาะถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่ห้า ข้าจะพาเ้าไปพบผู้าุโหลิน"
"ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่" เมิ่งฝานพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
จากนั้นเขาจ้องมองน้ำเต้าสุราในมือของศิษย์พี่หลัวอยู่หลายครั้ง แล้วถามอย่างไม่แน่ใจว่า "ศิษย์พี่ สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็น้ำเต้าสุราในห้องของข้านะ?"
ศิษย์พี่หลัวกลอกตาใส่เมิ่งฝานแล้วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า "เ้ายังกล้าถามอีก ข้าอุตส่าห์ตัดใจแบ่งสุราให้เ้าหนึ่งน้ำเต้า แต่เ้ากลับไม่ดื่มจนกลิ่นสุราแทบจะจางหายไปหมด ช่างเสียของจริง ๆ!"
"เอ่อ ข้าดื่มสุราไม่เก่ง จึงดื่มไปเพียงอึกเดียว"
เมื่อได้ยินว่าเมิ่งฝานดื่มไปแล้ว ศิษย์พี่หลัวก็ไม่ถือสาและยกน้ำเต้าสุราขึ้นดื่มต่อ
"สุราเซียนเช่นนี้ เ้ากลับไม่รู้จักหาความสำราญช่างน่าเบื่อนัก" ศิษย์พี่หลัวดูแคลนเมิ่งฝานเล็กน้อย จากนั้นก็เดินออกจากประตูหอคอยกระบี่ และไม่รู้ว่าหายตัวไปเถลไถลที่ใดอีก
พูดตามตรง เมิ่งฝานรู้สึกอิจฉาศิษย์พี่หลัวเล็กน้อย ั้แ่เขามาอยู่ที่หอคอยกระบี่ เขายังไม่เคยออกไปข้างนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว รอให้ศิษย์พี่หลัวกลับมาครั้งนี้เขาจะลองถามดูว่าตนเองสามารถออกไปข้างนอกได้หรือไม่
เมิ่งฝานยังคงเช็ดกระบี่ต่อตลอดทั้งบ่าย หลังจากเช็ดครบสี่สิบเล่มแล้วเขาจึงหยุดพัก
นับั้แ่กระบี่เฮยเฟิงเล่มนั้น กระบี่เล่มต่อ ๆ มาไม่มีจิตอาฆาตกระบี่เลย ทำให้เมิ่งฝานถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จิตอาฆาตจากกระบี่เฮยเฟิงทำให้เขาสูญเสียพลังปราณไปบางส่วน จนถึงตอนนี้ยังไม่ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์
ยามอาทิตย์อัสดง ศิษย์พี่หลัวกลับมาในเวลาที่หอคอยกระบี่ใกล้จะปิดพอดี เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่ตัวเขามีกลิ่นสุราอบอวลและมีน้ำเต้าสุราเหน็บอยู่ที่เอว
ดูท่าว่าศิษย์พี่หลัวผู้นี้จะเป็คนที่รักสุรายิ่งกว่าชีวิต
แบบนี้ก็จัดการง่าย วันหน้าหาก้าให้ศิษย์พี่หลัวช่วยอะไรเพียงหาสุราดี ๆ ให้สักหน่อยก็น่าจะเจรจาได้ง่ายขึ้น
คืนนั้น เมิ่งฝานบ่มเพาะวิชาหลิงเฟิงเสวียนกงต่อไป ตอนกลางวันเช็ดกระบี่ไปมากมายและดูดซับกระแสพลังมามาก เมื่อเริ่มบ่มเพาะความอบอุ่นสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่บริเวณท้องน้อยอีกครั้ง
ด้วยอาศัยกระแสความอบอุ่นเหล่านี้ เมิ่งฝานเชื่อว่าตนเองจะสามารถบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่สองได้อย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้เขาอดทนบ่มเพาะจนถึงรุ่งสาง กระแสความอบอุ่นจึงจะหมดสิ้นไป
เมิ่งฝานตื่นแต่เช้าตรู่เหมือนเช่นเคย ส่วนศิษย์พี่หลัวก็เหมือนเดิม คือรอจนตะวันโด่งจึงเดินออกจากห้องด้วยท่าทางง่วงงุน
"เ้าหนู ไม่ต้องขยันขนาดนี้ก็ได้ ต่อให้ตื่นตอนบ่ายก็ไม่มีใครว่าหรอก" ศิษย์พี่หลัวหาววอดแล้วกล่าว
เมิ่งฝานกล่าวอย่างขัดเขินว่า "หาก่เช้ามีศิษย์มาขอรับกระบี่จะทำอย่างไร?"
ศิษย์พี่หลัวไม่ใส่ใจ "ก็ให้พวกเขารอไปสิ พวกเราเปิดประตูเมื่อไหร่เขาก็รับกระบี่เมื่อนั้น กฎของหอคอยกระบี่คือปิดประตูตรงเวลาเมื่ออาทิตย์อัสดง ส่วนเวลาเปิดนั้น... ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกข้าล้วน ๆ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของศิษย์พี่หลัว เมิ่งฝานจึงมีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับหอคอยกระบี่
"ตกลงขอรับ ศิษย์พี่หลัว ข้ามีคำถามหนึ่งไม่ทราบว่าควรจะถามหรือไม่"
"ถามมา!" ศิษย์พี่หลัวมีท่าทางไม่ใส่ใจและดูเกียจคร้านอยู่เสมอ
"ศิษย์พี่หลัว หากข้ามีธุระต้องจัดการ ข้าสามารถออกจากหอคอยกระบี่ได้หรือไม่?" เมิ่งฝานถามอย่างไม่มั่นใจนัก
เพราะเขาเพิ่งมาอยู่ที่หอคอยกระบี่ได้ไม่กี่วัน ประหนึ่งศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักแต่คิดจะละทิ้งหน้าที่ไปเที่ยวเล่น
ทว่าศิษย์พี่หลัวกลับกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "แน่นอน ได้สิ ขอแค่กลับมาให้ทันก่อนหอคอยกระบี่ปิดก็พอ หากข้าอยู่ในหอคอยกระบี่ เ้าออกไปได้เลย แต่ถ้าข้าไม่อยู่เ้าอย่าลืมปิดประตูหอคอยกระบี่ด้วยล่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ถึงกับอึ้ง
ตามใจขนาดนี้เลยหรือ? มันเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
เมิ่งฝานถามต่อว่า "ศิษย์พี่หลัว ศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่สู่ซานสามารถบ่มเพาะที่โถงฝึกวิชาได้วันละหนึ่งชั่วยาม ข้าที่เป็ศิษย์เฝ้ากระบี่ของหอคอยกระบี่ มีฐานะเทียบเท่าศิษย์สายนอก เช่นนี้ข้าสามารถไปบ่มเพาะที่โถงฝึกวิชาหนึ่งชั่วยามได้หรือไม่?"
"แน่นอนได้สิ ตอนนี้เ้าเพิ่งเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ควรไปบ่มเพาะที่โถงฝึกวิชาให้มาก ๆ" ศิษย์พี่หลัวกล่าวกับเมิ่งฝาน
สถานที่อย่างโถงฝึกวิชานั้น เห็นได้ชัดว่าไม่มีประโยชน์สำหรับคนอย่างศิษย์พี่หลัว หากเมิ่งฝานไม่พูดถึง เขาก็คงลืมไปแล้วว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่
ที่โถงฝึกวิชามีการวางค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กไว้ชุดหนึ่ง ทว่าสถานที่แห่งนี้โดยทั่วไปจะมีประโยชน์ต่อศิษย์ในขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้น และหากเกินขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หก ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยนิดจนแทบไม่มีผล
"ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่หลัว ตอนนี้ข้าขอออกไปดูที่โถงฝึกวิชาหน่อยได้ไหม?" เมิ่งฝานกล่าวกับศิษย์พี่หลัวอย่างหน้าไม่อาย
ศิษย์พี่หลัวหัวเราะ "ไปเถอะ พอดีวันนี้ข้าไม่คิดจะออกจากหอคอยกระบี่อยู่แล้ว"
เมิ่งฝานเดินออกจากประตูหอคอยกระบี่ด้วยความรู้สึกสดชื่น เขาอุดอู้อยู่ในหอคอยกระบี่มาหลายวันพอออกมาจึงรู้สึกว่าอากาศข้างนอกสดชื่นกว่ามาก
ไม่นานเขาก็มาถึงโถงฝึกวิชาของสำนักกระบี่สู่ซาน
โถงฝึกวิชามีขนาดใหญ่มาก สามารถรองรับศิษย์ได้เป็พันคนโดยไม่มีปัญหา แต่ค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กกลับต้องถูกแบ่งปันโดยศิษย์นับพันคน ซึ่งความจริงแล้วมันแทบไม่มีประโยชน์เลย ดังนั้นคนอย่างศิษย์พี่หลัวจึงลืมสถานที่แห่งนี้ไปนานแล้ว
แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หนึ่งอย่างเมิ่งฝาน โถงฝึกวิชายังถือว่าเป็สถานที่ล้ำค่า
เมิ่งฝานหยิบป้ายคำสั่งของศิษย์เฝ้ากระบี่ออกมา ลงทะเบียนแล้วจึงเข้าไปในโถงฝึกวิชา เขาหาที่ว่างที่หนึ่ง นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นแล้วเริ่มบ่มเพาะ
ครู่ต่อมา เขาเริ่มขมวดคิ้วเพราะกระแสความอบอุ่นที่ท้องน้อยถูกใช้จนหมดสิ้นไปั้แ่เมื่อคืน
ตอนนี้เขาบ่มเพาะด้วยตัวเปล่า แม้จะอยู่ในโถงฝึกวิชา แต่ก็ไม่มีผลอะไรเลย เขาแทบไม่รู้สึกถึงการโคจรของวิชาหลิงเฟิงเสวียนกง ความเร็วในการบ่มเพาะแทบไม่ต่างจากตอนที่อยู่ในห้องที่หอคอยกระบี่โดยไม่มีกระแสความอบอุ่นไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย
"มีเวลาขนาดนี้ สู้ไปเช็ดกระบี่ธรรมดาอีกสักสองสามเล่มเพื่อสะสมกระแสความอบอุ่นยังจะดีกว่า" เมิ่งฝานหมดความสนใจในโถงฝึกวิชา และไม่ต้องสงสัยเลยว่าพรุ่งนี้เขาไม่คิดจะมาที่นี่อีก
สำหรับศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ การได้เพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะที่โถงฝึกวิชาแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย แต่สำหรับเมิ่งฝานแล้ว มันเท่ากับเป็การเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์จริง ๆ
เมิ่งฝานลุกขึ้น เตรียมจะออกจากโถงฝึกวิชาเพราะไม่อยากเสียเวลาแต่กลับได้พบกับคนรู้จัก
เอ่อ จะว่ารู้จักกันดีก็ไม่ใช่ ความจริงคือเคยเจอกันเพียงครั้งเดียว
หยางสือ!
ศิษย์สายนอกอันดับที่สี่สิบ เ้าหมอนี่นี่ยังมาบ่มเพาะที่โถงฝึกวิชาแสดงว่ายังไม่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หก เพราะหากถึงระดับที่หกแล้ว โดยทั่วไปจะไม่มาที่โถงฝึกวิชาอีก
ตอนนี้เมิ่งฝานเริ่มมีความเข้าใจคร่าว ๆ เกี่ยวกับศิษย์สายนอกแล้ว
แม้แต่ศิษย์สายนอกห้าสิบอันดับแรกยังไม่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับที่หกพูดตามตรงก็นับว่าไม่เอาไหนอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ เมิ่งฝานรู้สึกว่าศิษย์สายนอกนั้นสูงส่งและแตกต่างจากศิษย์สายงานจิปาถะอย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ศิษย์สายนอกก็แค่นี้!