ซาบริน่าเลียวานิลาไอซิ่ง ออกจากปลายนิ้วและใช้ความมานะอุตสาหะไล้หน้ามีดไปบนทุกตารางเิเของหน้าเค้กไม่ว่าเธอจะคิดทําเค้กชนิดใดขึ้นมา พ่อจะต้องเรียกมันว่าเค้กลายนิ้วมือทั้งสิ้นทั้งนี้เนื่องจากซาบริน่าไม่ใคร่แน่ใจว่าไอซิ่งจะกลบหน้าเค้กได้หมดสิ้นหรือไม่วิธีเดียวที่จะรู้ได้จากการััดังนั้นปลายนิ้วของเธอจึง แตะไปทั่วหน้าเค้กปรากฏรอยให้เห็นอยู่
เมื่อวางมีดลงบนเคาน์เตอร์ฟอร์ไมก้าแล้ว เธอก็วางมือจากจานเค้กจากััทําให้พอรู้อยู่ว่ามันยังมีช่องว่างที่เผยให้เห็นเนื้อเค้กสีดําข้างในก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุจนทําให้ดวงตาบอดสนิท ซาบริน่ามักจะทํางานง่ายๆในครัวอยู่แล้ว
ขณะนี้การล้างจานถือว่าเป็หน้าที่อย่างหนึ่งซึ่งต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยไม่ต้องพูดถึงเื่การปรุงอาหาร เธอเกือบจะทําอะไรไม่ได้อีกเลยนอกจากอาหารที่ทําด้วยไข่ และมันก็จะต้องออกมาเป็เละๆ ทุกทีดังนั้นเพื่อความสบายท้องของทุกคน พ่อจึงรับหน้าที่ปรุงอาหารเช้าเสียเอง
วันอาทิตย์เป็วันที่เดบอร่าห์รับหน้าที่ทําอาหารทุกมื้อเธอเป็คนพิถีพิถันในเื่การทําอาหารมากสําหรับอาหารที่ซาบริน่าทํานั้นแม้จะไม่ดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวกระนั้นหลายต่อหลายครั้งเธอก็อดกังวลไม่ได้ว่า พ่อจะคิดอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบฝีมือของเธอกับเดบอร่าห์แต่กระนั้นพ่อก็ไม่เคยอุทธรณ์เื่นี้เลย มีแต่จะชมให้กําลังใจเสมอมา
นอกจากคนรับจ้างซักรีดเสื้อผ้าซึ่งจะมาทํางานที่บ้านอาทิตย์ละสองครั้งแล้วซาบริน่ารับหน้าที่ดูแลบ้านทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็การดูดฝุ่นและอื่นๆซึ่งเธอต้องใช้เวลาทํางานช้ากว่าคนตาดีทั้งหลาย แต่เธอก็ได้ค้นพบว่าถ้ามีความอดทนแล้วไม่มีอะไรที่จะทําไม่ได้ดังนั้นความอดทนจึงเป็กุญแจดอกสําคัญในความมานะพยายาม
เมื่อไม่สามารถจะมองเห็นแสงตะวันได้ เธอจึงแทบไม่รู้เลยว่าเวลาในระหว่างวันผ่านไปอย่างไรบ้างคล้ายกับมันเลื่อนลอยผ่านนิ้วมือไป จากห้านาทีกลายเป็สิบนาทีบางครั้งมันก็สร้างความเงียบเหงาว้าเหว่ใจให้เกิดขึ้นอย่างเหลือพรรณนาความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนตัวเองเป็คนไร้ค่า มันรุนแรงนักแม้ว่าเธอจะมีพลังสร้างสรรค์แบบใหม่เกิดขึ้นแต่กระนั้นความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่เคยคลอนคลายลง
ซาบริน่าต้องอดทนต่อความลําบากมากมายที่เกิดขึ้นจากการมองไม่เห็นเธอต้องเก็บงําความเจ็บช้ำขมขื่นไว้เมื่อคิดถึงงานที่ตนรักซึ่งต้องยุติลงอย่างกะทันหันภายหลังจากการเกิดอุบัติเหตุ
นับแต่วาระที่เธอหยิบพู่กันสีน้ำขึ้นมาไว้ในมืองานวาดภาพเป็งานที่เธอรักอย่างพิเศษสุดความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในตัวประกอบกับการที่ได้รับการสอนและคําแนะนําจากครูผู้มีความสามารถในแถบนั้นทําให้เธอเป็จิตรกรผู้ประสบความสําเร็จั้แ่อายุเพียงยี่สิบสอง ซึ่งเป็ผลที่เนื่องมาจากความพยายามเกือบสิบห้าปีเต็มนอกจากภาพพอเทรทแล้วก็ยังเป็ภาพวิวที่เธอเคยเห็นมาจากท่าเทียบเรือของชาวประมงและสถานที่อื่นๆ
มันช่างเป็ความทารุณโหดร้ายเหลือประมาณที่อุบัติเหตุได้ทําให้เธอถึงกับมองไม่เห็นอีกต่อไปมันเป็อุบัติเหตุทางรถยนต์ แม้กระทั่งทุกวันนี้ซาบริน่าก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นคืนนั้นกว่าเธอจะขับรถกลับบ้านก็ดึกมากแล้วหลังจากที่ไปพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์กับเพื่อนสนิทที่ซาคราเมนโต้และดูเหมือนเธอจะเกิดหลับในขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงวันนั้นความรีบร้อนที่จะกลับให้ถึงบ้านโดยเร็วที่สุดดูช่างไร้เหตุผลเสียเหลือเกินเมื่อคิดถึงว่าเธอต้องแลกกับการเข้าไปนอนอยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากซี่โครงหักและได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงและผลจากการนั้นทําให้เธอต้องถึงกับตาบอดเนื่องจากประสาทตาขาด
เธอสั่นศีรษะแรงๆ พยายามขับไล่ความทรงจําอันเลวร้ายออกไปให้พ้นจากสมองความอยู่รอดของชีวิตขึ้นอยู่กับอนาคตในวันข้างหน้ามิใช่การคร่ำครวญกับอดีตที่ผ่านไปแล้วแต่กระนั้นเมื่อตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเธอมีความรู้สึกว่าอนาคตช่างว่างเปล่าเสียนี่กระไรเมื่อเจ็ดเดือนก่อน ซาบริน่าไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะสามารถทําใจได้ถึงขนาดนี้
อุปสรรคขั้นต่อไปของเธอก็คือการเดินจากบ้านไปยังร้านค้าเพื่อซื้อแชมพูสระผมทั้งที่มันอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ห้า่ตึกเท่านั้นแต่เป็หา่ตึกในซานฟรานซิสโกที่คับคั่งด้วยการจราจร และมีทางแยกอยู่ถึงสี่แห่งซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเธอสามารถจะเดินไปยังร้านค้าแห่งนั้นด้วยความมั่นใจอย่างที่สุดทิฐิมานะทําให้เธอไม่้าให้ใครมาหัวเราะในความไม่สามารถของตน
เสื้อสเวตเตอร์สีเขียวอ่อนที่ซาบริน่าหยิบออกมาจากตู้เข้ากับกางเกงขายาวสีเขียวที่สวมอยู่พอดีควานมือหยิบไม้เท้ามาจากที่ใส่ร่ม เมื่อัักับความเรียบลื่นของหัวไม้เท้าอันนั้นใจก็ประหวัดไปถึงคนแปลกหน้าที่แสนยโสชื่อเบย์ คาเมรอน ซึ่งพบกันที่ท่าเทียบเรือยอชต์คนนั้นเธอไม่สนใจเลยว่าเขาจะคิดอย่างไรในตัวเธอ ถึงอย่างไรก็ชอบไม้เท้าอันนี้แค่ที่เธอต้องตกอยู่ในโลกแห่งความมืดตลอดไปมันก็โหดร้ายมากพออยู่แล้วจะต้องประกาศให้ ใครๆ รู้อีกหรือว่า เธอคือผู้เคราะห์ร้าย
ซาบริน่าเดินลงบันไดออกไปยังประตูหน้าบ้านอย่างระมัดระวังเมื่อพ้นออกไปแล้วก็หันกลับมาล็อกประตูบ้านอย่างแ่าประตูรั้วเหล็กดัดซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ฟุตส่งเสียงดังขึ้นเมื่อเธอเปิดออกและหันกลับมาล็อกมันเสียอีกชั้นบาทวิถีต่อจากประตูรั้วนั้นเป็ทางลาด ซาบริน่าเดินนับก้าวไปช้าๆและไปหยุดตรงหน้าประตูบ้านแบบวิคตอเรียนของเพื่อนบ้านได้พอดี
เธอเอื้อมมือกดปุ่มเครื่องติดต่อภายใน ซึ่งติดอยู่ตรงหน้าประตูรอฟังเสียงตอบรับจากภายในอยู่ นี่คือการปฏิบัติตามคําสั่งของพ่อที่เน้นอย่างเคร่งครัดว่าไม่ว่าจะไปไหนก็ตามจะต้องบอกให้ใครคนใดคนหนึ่งรู้ไว้ทั้งขาไปและขากลับไม่ว่าผู้นั้นจะเป็เป๊กกี้ คอลลินส์ ซึ่งเป็เพื่อนบ้านกันมากว่าสิบห้าปีหรือตัวเขาเองซึ่งนั่งประจําทํางานอยู่ที่สํานักงานก็ตามทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง
“ใครคะ?”
เสียงห้วนๆของผู้หญิงเ้าของบ้านร้องถามออกมา
“ฉันเองค่ะ ซาบริน่าจะบอกคุณว่าตอนนี้จะออกไปที่ร้านขายของนะคะแล้วก็อยากทราบว่าตอนนี้คุณ้าอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ขอมือมาเพิ่มอีกสักสามมือเป็ไงหรือจะให้ดีกว่านั้นก็น่าจะเป็ตั๋วเครื่องบินไปอเมริกาใต้เสียเลย ช่วยหาให้หน่อยได้ไหมล่ะ?”
เป๊กกี้ตอบมาอย่างมีอารมณ์ขัน
“อะไรกันคะ วันนี้คุณยังขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ซาบริน่าอดหัวเราะไม่ได้
“ก็คิดดูก็แล้วกันเคนเพิ่งจะโทรศัพท์มาบอกเมื่อชั่วโมงหนึ่งมานี่เองว่า วันนี้จะพาลูกค้าคนสําคัญมาดื่มค็อกเทลแล้วก็ดินเนอร์กันที่นี่ปกติวันนี้ในบ้านก็แทบไม่มีอะไรให้กินอยู่แล้ว แถมฉันยังล้างตู้เย็นเสียอีกบ้านช่องก็เกลื่อนกลาดด้วยข้าวของที่ขนออกมากองไว้บ้านอย่างกับเพิ่งถูกพายุไซโคลนมาใหม่ๆ แน่ะ อยู่ตั้งหลายวันก็ไม่เลี้ยง เกิดจะมาเลี้ยงเอาวันนี้แหละ”
“อีกสักชั่วโมงฉันคงจะกลับมาถึงบ้านนะคะ”
ซาบริน่ายิ้มกับเครื่องติดต่อภายในเป๊กกี้มักจะมีเื่วุ่นวายในบ้านอย่างนี้เสมอจนเป็เื่ธรรมดาเสียแล้ว
“ถ้าคุณอยากจะฝากฉันซื้ออะไรก็ได้นะคะ จะเป็น้ำแข็งเครื่องดื่ม อาหารเพิ่มเติมหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้นละค่ะ”
“ฉันคิดว่าสิ่งที่อยากได้อย่างที่สุดตอนนี้ก็คือสามีดีๆสักคนที่รู้จักเวล่ำเวลาอย่างใครคนอื่นเขาบ้างเท่านั้นละ”
เป๊กกี้ถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ระวังตัวให้ดีหน่อยก็แล้วกันนะซาบริน่า ถ้าฉัน้าอะไรจะบอกให้เธอรู้ตอนที่เธอกลับมาแล้ว”
เมื่อจัดการบอกให้เพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้วซาบริน่าก็เริ่มออกเดินต่อ อารมณ์ขันของเป๊กกี้ช่วยให้จิตใจที่หม่นหมองดีขึ้นบ้างการเดินทางไปยังร้านค้าแห่งนั้นออกจะเป็การผจญภัยที่น่ากลัวอยู่สักหน่อยสายลมแรงพัดกรรโชกลงมาจากูเา พัดพาเอาความเย็นมาด้วยแต่ในสายลมย่อมจะมีความเย็นแฝงอยู่เสมอเพียงแต่จะมากหรือ น้อยเท่านั้น