จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 35 ก้อนอิฐ +13! เหวี่ยงขว้าง!

                หลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ทำเช่นเดียวกับเมื่อครู่ มันยืนขึ้นอย่างขุ่นแค้นขว้างก้อนอิฐลงพื้นอย่างดุดัน กระทืบเท้าตะโกนด่าทอ

                “มารดาเจ้าเถอะ!เจ้าล้อข้าเล่นหรือไร?!?!?!”

                … …… …

                ผ่านครู่ใหญ่ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็สงบจิตใจและร่างกายที่พลุ่งพล่านของมันลงได้ขณะหยิบก้อนอิฐที่จมลงในพื้นดินกว่าครึ่งขึ้นมาปัดเศษดินออกมันก็น้ำตาคลอเบ้า

                “หากทราบแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ข้าสมควรจะอัพเกรดหนามธารน้ำแข็งแทน...” ขณะจับจ้องอิฐในมือด้วยสีหน้าสับสนไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสำนึกเสียใจที่เลือกอัพเกรดก้อนอิฐนี้

                เมื่อเพ่งความคิดคุณสมบัติของก้อนอิฐก็ปรากฏในจิตใจของมัน

              “ระดับไอเทม: ธรรมดา”

              “ระดับการอัพเกรด: +13”

              “พลังโจมตี: 9”

              “พลงโจมตีเพิ่มเติม: 132”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : เมื่อจู่โจมมีโอกาส 1%ที่จะทำให้เป้าหมายสับสนระยะเวลาสูงสุด 3วินาที(เมื่อโจมตีศีรษะโอกาสทำให้สับสนเพิ่มเป็น 5%)”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12 : เมื่อจู่โจมมีโอกาส 8%ที่จะทำให้เป้าหมายมึนงงระยะเวลาสูงสุด 5วินาที(เมื่อโจมตีศีรษะโอกาสทำให้มึนงงเพิ่มเป็น 15%)”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +13 : เมื่อจู่โจมมีโอกาส 30%ที่จะเหวี่ยงขว้างเป้าหมายขึ้นไปในอากาศ”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 50 แต้ม”

                “นี่...”สีหน้าหดหู่ของไป๋หยุนเฟยพลันสาบสูญไปแทนที่ด้วยความแตกตื่นอย่างใหญ่หลวงราวกับไม่กล้าเชื่อถือข้อมูลที่ปรากฏในจิตใจตนเอง

                หลังจากแตกตื่นอยู่ครู่ใหญ่ไป๋หยุนเฟยจึงวางก้อนอิฐลงกับพื้นด้วยท่าทีสับสนจากนั้นจึงหยิบขึ้นมาตรวจสอบอีกคราแล้วมันก็วางก้อนอิฐลงและหยิบขึ้นมาตรวจสอบซ้ำอีก...

                หลังจากกระทำซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งในที่สุดมันก็เชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริง ไป๋หยุนเฟยประคองก้อนอิฐด้วยสองมือและพึมพำกับตนเอง“นี่... นับเป็นรางวัลชดเชยแก่ความสูญเสียทั้งหลายแม้เข็มเงินวิญญาณน้ำแข็งทั้งคู่จะถูกทำลายไปแต่ผลกระทบเพิ่มเติมของก้อนอิฐนี้ยังไม่เลวอยู่อย่างน้อยข้าก็ไม่ทำลายสิ่งของทั้งหลายไปสูญเปล่า...”

                “เช่นนั้นก็ทดสอบพลังของก้อนอิฐนี้เถอะ!”ความหดหู่ของไป๋หยุนเฟยปลาสนาการไปสิ้น มิหนำซ้ำยังดูตื่นเต้นดีใจอยู่บ้างมันถือก้อนอิฐวิ่งตรงไปที่หมู่บ้านด้วยใบหน้าเปี่ยมความมุ่งหมายจะทดสอบผลงานตนเอง

                หลี่เฉิงเฟิงกำลังหิ้วถังน้ำไม้ใบใหญ่ในมือทั้งสองข้างวิ่งไปทั่วทั้งหมู่บ้านตามปกติชาวบ้านจะใช้คานหาบถังไม้ที่มีน้ำเต็มเปี่ยมอย่างเชื่องช้าด้วยความลำบากแต่ยามนี้ถังไม้ในมือหลี่เฉิงเฟิงราวกับไร้น้ำหนัก ---มันเพิ่งจะเสร็จสิ้นการฝึกฝีมือจึงใช้เวลาช่วงพักช่วยชาวบ้านหาบน้ำ

                ขณะที่มันเติมน้ำใส่ถังให้แก่ครอบครัวหนึ่งและจะออกไปตักน้ำอีกรอบก็มองเห็นไป๋หยุนเฟยรุดมาจากภูเขาหลังหมู่บ้านอย่างเร่งร้อนพร้อมกับก้อนอิฐในมือด้วยสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง

                “หยุนเฟยเจ้ามีเรื่องอันใด?” เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้หลี่เฉิงเฟิงจึงเอ่ยปากถามด้วยท่าทีงุนงงง

                “อาข้าเพิ่งได้รับสิ่งที่ร้ายกาจอย่างยิ่งมาเฉิงเฟิงวางมือจากงานเจ้าก่อนและตามข้าไปทดสอบพลังของมัน” ไป๋หยุนเฟยกล่าววาจาพลางกะน้ำหนักก้อนอิฐในมือ

                “เอ่อ...นี่หรือ? ก้อนอิฐนี้?” หลี่เฉิงเฟิงถามอย่างไม่แน่ใจโดยปราศจากท่าทีใด

                “มิผิดก้อนอิฐนี้เอง อย่าถามอันใด หลังจากทดลองดูเจ้าจะรู้เอง ไปกันเถอะ!” กล่าวจบไป๋หยุนเฟยก็ผลุนผลันออกไปยังที่โล่งนอกหมู่บ้าน

                “โอตกลง...” เห็นความกระตือรือร้นของสหาย หลี่เฉิงเฟิงก็อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างมันวางถังไม้ลงและตามไป๋หยุนเฟยออกไป

                “เจ้าเตรียมป้องกันให้รัดกุมข้าจะใช้ก้อนอิฐนี้ทุบที่ไหล่เจ้าเพื่อดูผลลัพธ์” เมื่อมาถึงพื้นที่โล่งกว้างไป๋หยุนเฟยกล่าววาจาหลังจากขบคิดชั่วครู่

                แม้จะไม่ทราบว่าไป๋หยุนเฟยคิดอะไรในใจหลี่เฉิงเฟิงยังคงชักนำพลังวิญญาณโดยไม่ปริปากกล้ามเนื้อบนไหล่มันเต้นระริกชั่วขณะเมื่อเตรียมป้องกันแล้วจึงขบคิดในใจอย่างงุนงง “หมายความว่าอย่างไร? มันจะใช้อิฐก้อนนั้นทุบตีข้า?การโจมตีเช่นนี้จะระคายผิวผู้ฝึกปรือวิญญาณได้หรือ? หรือก้อนอิฐนั้นมีอันใดพิเศษ? แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรนั่นก็เพียงแค่ก้อนอิฐธรรมดา...”

                ยามที่มันคาดเดากับตนเองไป๋หยุนเฟยก็ก้าวเท้ามาตรงหน้าและยกก้อนอิฐขึ้นด้วยท่าทางปกติไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาอันใดจากนั้นก็ทุบลงบนไหล่ของหลี่เฉิงเฟิง

                “พลั่ก!”

                “อ๊าก!”

                ก่อนที่เสียงกระแทกจะสิ้นสุดเสียงร่ำร้องอย่างเจ็บปวดและแตกตื่นของหลี่เฉิงเฟิงก็ดังขึ้นมันอดไม่ได้ต้องถอยกายไปสองก้าวอย่างกะทันหันพลางนวดเฟ้นไหล่ซ้ายของตนไม่หยุดหลี่เฉิงเฟิงหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดขณะเดียวกันก็สูดหายใจอย่างหนาวเหน็บ

                “ไฉนเป็นเช่นนี้ได้?! เมื่อครู่ก้อนอิฐนี้...หยุนเฟยเจ้าไม่ได้ใช้วิชาระลอกคลื่นใช่หรือไม่? นี่ราวกับท่าทะลวงสามทบหรือนี่คือ... ทุบสามทบ?” หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยปากถามขณะที่จับจ้องไป๋หยุนเฟยด้วยใบหน้ายุ่งเหยิงหลังจากชักนำพลังวิญญาณไปยังไหล่ซ้ายเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด

                “ทุบมารดามันอันใด!เมื่อครู่ดูเหมือนข้ากำลังใช้เคล็ดวิญญาณหรือ?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวตัดบทจากนั้นก็พึมพำกับตนเองด้วยท่าทีหมกมุ่น“อืม แต่ทว่า... ทุบสามทบ? ฮ่า ฮ่า ข้าคิดว่า...”

                หลี่เฉิงเฟิงไม่อาจกล่าวคำใดได้หรือเคล็ดวิญญาณอันร้ายกาจจะใช้กับก้อนอิฐนี้ได้จริงๆ?

                “เอาล่ะทดลองต่อเถอะ ครานี้เจ้าต้องป้องกันตนเองให้ดี” หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากกล่าววาจา

                ครานี้หลี่เฉิงเฟิงนิ่งงันไปแล้ว“พวกเรายังคงทดลองอีกหรือ?เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่? โธ่... ตกลงเข้ามาทุบข้าอีกคราเถอะ”

                ไป๋หยุนเฟยทุบลงบนไหล่ของหลี่เฉิงเฟิงสามครั้งติดต่อกันครานี้หลี่เฉิงเฟิงเตรียมพร้อมเสริมความแข็งแกร่งเพื่อป้องกันตนเองถึงอย่างนั้นแม้จะไม่ขยับร่างแม้แต่ครึ่งนิ้วแต่ยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างหลี่เฉิงเฟิงใช้สายตางุนงงงมองดูไป๋หยุนเฟยที่จับจ้องมาอย่างคาดหวังหลังจากใช้ก้อนอิฐทุบตีมัน

                หลังจากทุบเป็นครั้งที่สามไป๋หยุนเฟยก้มลงมองก้อนอิฐในมือด้วยความผิดหวังและกล่าวกับตนเอง“ประหลาด... ไฉนยังไม่บังเกิดขึ้น?”

                มันเงยหน้าขึ้นมองหลี่เฉิงเฟิงอีกคราพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม“เฉิงเฟิงนับว่าเจ้าโชคดียิ่งนัก...” จากนั้นก็ใช้ก้อนอิฐทุบลงอีกครา

                “โอ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?ข้าโชค...” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างงุนงง แต่ก่อนที่จะทันได้กล่าวจบบางอย่างที่ผิดธรรมดาก็พลันเกิดขึ้นขณะที่ก้อนอิฐกระทบถูกไหล่ของมัน!

                เมื่อไป๋หยุนเฟยรู้สึกถึงกระแสพลังวิญญาณที่ไหลเข้าสู่ก้อนอิฐในมือดวงตามันก็ทอประกาย “สำเร็จแล้ว!”

                หลี่เฉิงเฟิงที่ยังคงยืนกับที่พลันลอยขึ้นกลางอากาศโดยที่ไม่ทันกล่าวคำพูดจบราวกับถูกกระแทกชนจากรถบรรทุกคันใหญ่...เอ่อ รถม้าคันใหญ่ มันลอยลอยละลิ่วออกไปร่วมสองวาหลังจากถึงพื้นก็ยังคงไถลต่อไปอีกร่วมห้าวาก่อนจะหยุดยั้งลง

                หลี่เฉิงเฟิงอ้าปากค้างพลางทรุดนั่งลงกับพื้นมันไม่ได้บาดเจ็บอันใดแต่มันตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่

                “ฮ่าฮ่า ในที่สุดก็บังเกิดผล ผลกระทบ‘เหวี่ยงขว้าง’เป็นเช่นนี้เองถึงกับน่ากลัวกว่าที่ข้าคาดคิดอีก ฮ่า ฮ่า...”

                ไป๋หยุนเฟยพึงพอใจไม่น้อยเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานปลุกหลี่เฉิงเฟิงตื่นจากภวังค์มันลุกขึ้นมองไปยังก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้ากังขา พลางเอ่ยปากถาม“หยุนเฟยเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?ร่างของข้าพลันลอยละลิ่วไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมแต่ข้ากลับไม่บาดเจ็บอันใด... หรือเป็นผลจากอิฐก้อนนี้?”

                “มิผิดเจ้ากล่าวถูกแล้ว อัศจรรย์อย่างยิ่งกระมัง?ฮ่า ฮ่า อีกสักครู่ข้าจะอธิบายแก่เจ้าเอง มา มาทดลองกันต่อเถอะ...”เมื่อได้ยินคำถามไป๋หยุนเฟยจึงหยุดกล่าววาจากับตนเองจากนั้นเดินเข้าหาหลี่เฉิงเฟิงอีกคราด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี

                “ช้าก่อนช้าก่อน! ข้าเลิกแล้ว เรื่องประหลาดเช่นนี้ข้าไม่อยากเล่นอีกต่อไปแล้ว...”หลี่เฉิงเฟิงมองดูก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยที่ราวกับเปล่งแสงสีแดงระเรื่อออกมาพร้อมกับเอ่ยปากปฏิเสธพลางโบกมือไม่หยุดยั้งสีหน้ามุ่งมาดปรารถนาของไป๋หยุนเฟยกลับทำให้มันขนลุก

                “โธ่...ไฉนเจ้าเป็นเช่นนี้? ทำเช่นนี้ไม่อาจทำให้เจ้าบาดเจ็บ... การเหวี่ยงขว้างเมื่อครู่นั้นมีโอกาสเกิดเพียงสามส่วนเท่านั้น”ได้เห็นหลี่เฉิงเฟิงถดถอยอย่างต่อเนื่อง ราวกับจะไม่ให้ความร่วมมือใน‘การทดลอง’อีกไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดชั่วครู่ มันไม่มีทางเลือกใดอีกได้แต่เปลี่ยนวิธีการ “โธ่แล้วกันไปเถอะ เช่นนั้นเจ้าทุบข้าเป็นอย่างไร? เช่นนี้คงไม่เป็นไรกระมัง?ข้าจะได้รับทราบด้วยตนเอง”

                “เอ่อ...ไม่เป็นไรจริงหรือ?” หลี่เฉิงเฟิงนิ่งงันและหยุดล่าถอย ขณะมองก้อนอิฐที่ไป๋หยุนเฟยยื่นให้มันก็รับมาอย่างลังเลเมื่อลองชั่งน้ำหนักด้วยมือร่องรอยความอยากรู้อยากเห็นก็ค่อยๆปรากฏในดวงตา มันเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า“ตกลง ข้าจะช่วยเจ้าทดสอบ ข้าต้องทำอย่างไร? ยังคงใช้อิฐก้อนนี้ทุบที่ไหล่เจ้า?ข้าสมควรใช้แรงเท่าใด?”

                “ให้ข้าคิดก่อน...อย่าได้ทุบที่ไหล่ข้า ให้ทุบที่หน้าผากตกลงหรือไม่? ทว่าอย่าได้ใช้แรงมากเกินไป...เพียงทุบข้าแผ่วเบาก็พอ” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากหลังจากครุ่นคิดชั่วครู่

                “หน้าผาก? ตกลงเช่นนั้นเตรียมป้องกันให้ดี ข้าจะทุบแล้ว...”หลี่เฉิงเฟิงงงงันวูบจากนั้นรับคำอย่างไม่แน่ใจ

                “มิผิดลงมือเถอะ แต่หลังจากทุบแล้วให้รอก่อน อย่าได้ทุบอีกคราจนกว่าข้าจะบอก” ไป๋หยุนเฟยก้มหน้าลงเล็กน้อยและกล่าวเตือน

                “โอ...”หลี่เฉิงเฟิงเงื้อก้อนอิฐในมือขึ้นช้าๆก่อนจะทุบลงที่หน้าผากไป๋หยุนเฟยอย่างเบามือ

                “พลั่ก!”

                แม้จะใช้แรงเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อก้อนอิฐกระทบถูกหน้าผากไป๋หยุนเฟยก็บังเกิดเสียงประหลาดดังมาแผ่วเบา

                จากนั้นก็เป็นดังที่เกิดกับหลี่เฉิงเฟิงก่อนหน้าไป๋หยุนเฟยลอยละลิ่วออกไปห่างไกลพร้อมกับเสียงหวืดหวือแผ่วเบาราวกับถูกรถม้าคันใหญ่พุ่งเข้าชน

                เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยที่ทรุดนั่งลงกับพื้นด้วยความสับสนจากนั้นจึงส่งสายตามายังก้อนอิฐในมือมันหลี่เฉิงเฟิงก็งงงันวูบจากนั้นพลันกุมหน้าท้องระเบิดหัวเราะดังสนั่น

                “เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไร? การเหวี่ยงขว้างมีโอกาสเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งในสามใช่หรือไม่?ฮ่า ฮ่า... เช่นนั้นดูเหมือนข้าจะโชคดีกว่าเจ้าอยู่บ้าง ฮ่า ฮ่า!!”

                ไป๋หยุนเฟยดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้นหลังจากปัดฝุ่นออกจากร่างกายแล้วจึงกล่าวอย่างกระดาก “เอ่อนั่นเป็นเรื่องไม่คาดคิด ไม่คาดคิดจริงๆ... ทดลองต่อเถอะ”

                “ทดลองต่อ? ตกลง ตกลงเตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะลงมือแล้ว”ครานี้หลี่เฉิงเฟิงมีท่าทีกระตือรือร้นกระทั่งยังเพลิดเพลินอยู่บ้างไม่ว่า‘การเหวี่ยงขว้าง’นี้ที่แท้จะเป็นสิ่งใดยามนี้มันพบว่าช่างน่าสนใจอย่างยิ่งทั้งยังสนุกสนานเป็นพิเศษ

                “ถูกต้องทุบข้าได้เลย” เมื่อไป๋หยุนเฟยมองเห็นสีหน้าหลี่เฉิงเฟิงเปี่ยมด้วยความคาดหวังมุมปากมันก็กระตุกรั้งอย่างผิดธรรมชาติ

                “หวังว่า...ผลกระทบทั้งหมดจะทดลองได้หมดสิ้นโดยเร็ว...” ยามนี้มันได้แต่ภาวนากับตนเองในใจ

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน