" พวกเรามาทำอะไรที่นี่กัน " เสี่ยวรั่วมองน้องสาวที่อายุห่างจากเขาไม่ถึง 2 เดือน ถามอย่างงุนงงเมื่อมาถึงศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน ที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อยทั้งความสะอาดและสถานที่ที่มีการจัดตกแต่งงานประจำปีที่ดูจะยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีที่เขาเคยมา
" พี่ก็ได้ยินมาว่าหมู่บ้าน ในปีนี้จะจัดงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะมีทางอำเภอเข้ามาช่วยจะจัดไปให้เป็นงานประจำอำเภอแต่ก็ไม่คิดว่าจะดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้นะ " เสี่ยวซานตื่นเต้นเพราะสถานที่แห่งนี้ก็มีการประดับประดาตกแต่งด้วยไฟแสงสีที่สวยงามแล้ว
พวกเขามาทำอะไรที่นี่กันล่ะ นี่มันจะ 01:00 น แล้ว ลุงรองสามารถที่จะปล่อยลูกสาวตัวน้อยออกจากบ้านในช่วงระยะเวลาที่ทุกคนเข้านอนกันแล้วนะหรือบรรยากาศอันน่าวังเวงและหน้าหวาดกลัวแบบนี้จะมีผีออกมาไหมเนี่ย
เมื่อมองไปบรรยากาศรอบๆศาลเจ้าและศาลบรรพบุรุษที่วังเวงแม้จะมีแสงสีจากไฟประดับออกมาแต่บรรยากาศแบบนี้มันก็น่ากลัวจริงๆนะเมื่อมีแค่พวกเขาอยู่ที่นี่
ว่าแต่ว่าพวกเรามาทำอะไรที่นี่กันตอนนี้ นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนเขาหลับนอนกันแล้วนะ เขาเราไม่เข้าใจจริงๆว่าลุงสองทำไมถึงไม่ห้ามน้องสาวตัวน้อยสามศิษย์กับของเธอ
" กุ๊กๆจิ๊บๆ ก็มาเรียนรู้งานไงล่ะ "
เสี่ยวเฟย เสี่ยวฝานส่งสายตาค้อนๆให้กับ พี่ชายทั้งสองของอาจารย์น้อยที่เหมือนว่าจะเข้าใจและไม่เข้าใจคำว่าเรียนรู้งานเลยก็บอกแล้วว่าจะมาเรียนรู้งานทำไมทั้ง 2 ถึงเข้าใจยากเย็นขนาดนี้เป็นมนุษย์ทั้งทีทำไมไม่มีมันสมองให้ได้เท่ากับไก่กับนกกระจอกอย่างพวกมัน
" ฉันรู้ว่าพวกเธอมาเรียนรู้งานแต่ว่ามาเรียนรู้งานที่นี่ตอนตี 1 เนี่ยนะ " เสี่ยวซานแย้งอย่างมีเหตุผล
" กุ๊กๆ กุ๊กกุ๊กกุ๊ก ก็มาเรียนรู้งานช่วงระยะเวลานี้ที่ไม่มีคนอยู่ จะให้ชาวบ้านเห็นทั้งหมดเลยหรือไง " เสี่ยวเฟยที่ใช้เหตุผลอย่างมนุษย์ที่มันได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วหลังจากการรับศิษย์อย่างเป็นทางการสติปัญญาของมันก็เพิ่มพูนขึ้นมหาศาลจนแทบได้ว่า ตอนนี้สติปัญญาของมันเปิดได้เต็มที่แล้ว
" จิ๊บๆๆๆ ถ้าเกิดมีชาวบ้านเห็นจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นเยอะพวกเราต้องทำแบบแอบๆหน่อยเห็นก็พูดไม่ได้ไม่เห็นก็พูดไม่ได้ "
โอ้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความลับด้วยกันแล้วล่ะ
" วางค่ายกลเสริมพลังหยางให้ต้นเหมยออกดอกน่ะ " ซ่งซิงเหลียนรีบไขข้อความข้องใจให้กับทั้งสองพี่ชาย
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความทรงจำใหม่ๆแล้ว
" การผจญภัยในยามค่ำคืนกับน้องสาวและเหล่าศิษย์แสบแสนประหลาดทั้งสาม "
" กุ๊กๆๆ/จิ๊บๆๆ/นี่คือการชมใช่ไหม "
เสี่ยวรั่วพยายามตั้งชื่อความผจญภัยการผจญภัยนี้อย่างอาจหาญ ความสนุกในวัยเยาว์แบบนี้เป็นที่น่าจดจำเลยทีเดียว เขาจะต้องเขียนบันทึกนี้เอาไว้ ในอนาคต
น่าจะเป็นการผจญภัยที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์ความคิดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงในโลกใบนี้
" เริ่มจัดการได้เสี่ยวเฟยไปทางนั้น เอียนหยาหลานรีบไปผูกผ้าเถอะเดี๋ยวเลยเวลา เสี่ยวเฟยมาเอาของสิ่งนี้ไปฝัง "
ชี้ไปที่จุดต่างๆที่เธอวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อตอนหัวค่ำ ให้กับทั้ง 3 ที่ถือของไปวางตามจุดต่างๆเจ้าเสี่ยวเฟยใช้กรงเล็บขุยเขี่ยดินให้ลึกแล้วฝังลงไปในดิน ส่วนเอียนหยาหลานเพียงใช้มือผูกผ้าสีแดงตามต้นไม้ ส่วนเจ้าเสี่ยวเฟย เสี่ยวฝาน นั้นบินไปทิศทางต่างๆในหมู่บ้าน ก่อนจะกลับมารวมตัวกันทีหน้าศาลเจ้า
" เรียบร้อยแล้วท่านอาจารย์ ขอรับ "
" เอาล่ะจดจำคาถานี้ให้ดีการวางค่ายกลแบบนี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำได้นะ "
" ฟ้าจงฟังคำสั่งของข้าหมุนเวียนเปลี่ยนผันกาลเวลาฟ้าต้องจำนนสรรพสิ่งจีรังยั่งยืน เปลี่ยน "
ซ่งซิงเหลียนเอ่ยพึมพำคาถา แล้วโยนของออกไป ยันต์สีเหลืองอ่อนที่มุ่งตรงทิศทางออกจากมือเล็กๆของเธอสร้างความตื่นตะลึงและหน้าประหลาดใจให้กับพี่ชายทั้งสองแล้วตรงไป ติด ที่ ติดที่ต้นไม้หลายต้นก่อนกายระเหยออกไปเป็นแสงอ่อนๆ เมื่อกระทบ ต้นไม้เหล่านั้น
" ของพวกนั้นบินออกจากมือน้องสาวเรากับมีชีวิต "
เข้าใจแล้วว่าทำไมลุงรองถึงกล้าปล่อยให้ลูกสาวตัวน้อยออกจากบ้านตอนตี 1 ความสามารถแบบนี้ไม่ใช่แค่คนที่ต้องกลัว แต่แม้แต่ผีก็ต้องถอย ก็รู้อยู่หรอกว่าน้องสาวคนนี้มีความพิเศษแบบที่คนอื่นไม่มีในโลกแต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ เอาล่ะต่อไปนี้ขาทองคำของตระกูลซ่ง ไม่ใช่ลุงรอง หรือพ่อของพวกเขา แต่เป็นน้องสาวท่านอาจารย์คนนี้ที่เขาพวกเขาทั้งสองต้องเกาะขาทองคำไปตลอดชีวิต
ตามน้องสาว ต้องมีเนื้อให้กินแน่ๆ
ตามน้องสาวต้องมีขาทองคำให้เกาะอีกมากมาย
ทั้งสองไม่คาดคนไม่คาดคิดเลยว่าความคิดของเขาที่มีต่อซ่งซิงเหลียนนั้นจะเป็นจริงดังกล่าว ในอนาคต
" เสร็จแล้วหรือ "
" นี่คือพิธีอะไรหรือ "
คำถามของสองพี่ชายที่ถามพร้อมๆกันออกมาด้วยความสงสัยที่อดกลั้นไม่ได้ทำเอาซ่งซิงเหลียนยิ้มบางๆกับความน่ารักของเด็กที่เธอแทบจะสัมผัสไม่ได้ในชีวิตของตัวเอง ก็นะ ใครใช้ให้เธอมีความทรงจำอายุหมื่นปีกันล่ะ
" นี่คือการวางค่ายกล เป็นค่ายกลรวมพลังหยาง ช่วยให้พวกต้นไม้ดอกไม้ออกดอกผลิใบผลก่อนเวลา ผู้ใหญ่บ้านขอมาว่าอยากให้ดอกเหมยปีนี้ออกดอกเร็วๆ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ออกช้ากว่าที่อื่นเหมือนทุกๆปีงานประจำปีของเราจะได้ดูดีสวยๆ "
" อ๋อ ทำอย่างนั้นได้ด้วย "
" ทำได้สิ ที่จริงแล้ว ที่บ้านก็ทำอย่างนั้นทุกๆปีเพียงแต่ปีนี้อยากจะฝึกความอดทนของเจ้าสองแฝดนั้นหน่อย ที่ลานบ้านของเราดอกไม้ต้นไม้ทุกปีที่เข้าหน้าหนาวก็ใช้ค่ายกลนี้แหละ "
" ถ้าอย่างนั้นต้นไม้ดอกไม้ในบ้าน หน้าหนาวก็คงไม่ตายสินะ " เขายังสัมผัสถึงความอบอุ่นในลานบ้านได้จางๆและมองเห็นได้ชัดว่าต้นไม้และดอกไม้พวกนั้นยังมีความสดใหม่อยู่บ้างไม่ได้เหี่ยวเฉาตายซะทันทีเหมือนอยู่ข้างนอก
" ใช่แล้วล่ะ แต่ต่อไปนี้ก็จะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวพวกเราจะสบายซะจนเคยตัว จนไม่มีภูมิคุ้มกันของร่างกาย "
อันนี้พวกเขาเห็นด้วยเลยล่ะถ้าหากสบายจนเคยตัวก็ร่างกายก็จะไม่รู้จักความลำบากและจะทำให้ร่างกายมีอนาคตไม่มีภูมิคุ้มกันในการอดทนต่อสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย
" แล้วเมื่อไหร่พวก ต้นเหมยพวกนี้จะออกดอกล่ะ เขายังค้างคาใจอยู่ ทำไมไม่เห็นเหมือนในทีวีซีรี่ย์ที่พอเสกคาถาแล้ว ดอกไม้พวกนี้จะบานล่ะ "
" พี่เสี่ยวรั่วค่ะนั่นคือในทีวีค่ะ ถ้ามีพลังวิเศษขนาดนั้นจะมีพวกนักพรตฝึกวิชาทำไมล่ะ " ถึงแม้ว่ามันจะทำได้จริงๆก็เถอะ แต่พลังเธอไม่พอนี่นา อีกอย่างถึงเธอมีพลังพอก็จะไม่ทำอย่างนั้นหรอกหรือมีความสามารถที่โดดเด่นขนาดนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเอง สู้ค่อยๆเปิดเผยค่อยๆทำดีกว่าจะได้ไม่โดดเด่นเกินไป
" ถ้าอย่างนั้นเสร็จแล้วใช่ไหม พวกเรากลับกันเลยนะ " เสี่ยวรั่วและเสี่ยวซานค่อนข้างเกร็งๆบรรยากาศแบบนี้มันดังมันดูวังเวงและน่าขนลุกแปลกๆ เขามองไปรอบๆที่ไร้ผู้คนมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ถึงแม้จะมีแสงไฟที่สาดส่องมา จากศาลเจ้าและบริเวณรอบๆที่ติดไฟสวยงามก็เถอะ
" พวกพี่กลัวหรือ "
" กลัวอะไร " ทั้งสองหนุ่มน้อยโต้เสียงสูงตอบกลับเด็กหญิงตัวน้อยผู้เป็นน้องสาว จะมาเสียหน้ากลัวไม่ได้เพราะคำว่าศักดิ์ศรีพี่ชายมันค้ำคออยู่ถึงแม้ว่าน้องสาวจะไม่ใช่น้องสาวธรรมดาๆก็เถอะ แต่พวกเขาจะไม่ยอมรับหรอกว่ากลัว
" อ้อไม่กลัวพวกพี่รู้ไหมยิ่งใกล้วันตรุษจีนน่ะ จะมีอะไรเกิดขึ้น " ซ่งซิงเหลียนยิ้มล้อเลียนอยากแกล้งพี่ชายทั้งสอง ที่ดูเหมือนว่าจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่กับผีตลอดเวลามาทั้งวัน
" อะไร อะไรหรือ "
มองทั้งสองที่ทั้งดูหวาดกลัวแล้วอยากรู้อยากเห็นกับคำบอกเล่าของเธอทำเอาซ่งซิงเหลียนอยากจะหัวเราะดังๆ เด็กหนอเด็กยังไงก็คือเด็กสินะ รวมถึงเจ้าศิษย์ทั้งสามของเธอด้วย ที่พวกมันไม่รู้ว่าเอาผ้าพื้นหนามาจากไหนปูพื้นนั่งฟังเธอ อยากออกรถออกชาติแถมยังมีเมล็ดแตงจิกกันปากว่างไปด้วย
นี่พวกมันถึงขนาดจะกินแตงของอาจารย์แล้วหรือ
" เจ้าพวกนี้นี่ "
คิดว่าเธอเป็นนักเล่าเรื่องคืนสยองหรือไง
ในหัวใจคิดอย่างนั้นเต็มเปี่ยมแต่เมื่อมองพวกเขาที่ทั้งดูหวาดกลัว ปนสงสัยกับเรื่องที่เธอจะพูด ก็อดทำเอาเธอคันปากยิกๆอยากพูดไม่ได้นี่ไงนิสัยที่แก้ไม่หายของเธอ เอาเถอะยังไงก็แล้วแต่ ในเมื่อพวกเจ้าสามตัวนี้ปูผ้าเตรียมกินแตงแล้วเธอก็จะให้พวกมันสมหวังสักที
เธอทิ้งตัวนั่ง กวักมือเรียกพี่ชายทั้งสองให้นั่งลง ถือซะว่าพวกเขามาปิคนิคทานของว่างหลังอาหารมื้อดึกก็แล้วกัน แถมพี่ชายทั้งสองยังนั่งลงอย่
างว่าง่ายหยิบขนมออกจากตะกร้าใบเล็กที่เอียนหยาหลานยื่นให้อีก
" เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ...."