สวีหว่านหนิงมองหน้าคนที่เอ่ยปากขอร้องแทนเอ้อร์ยาแล้วกล่าวว่า “ถ้าอยากให้เธออยู่ต่อก็ได้ค่ะต่อไปพวกคุณเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้เธอแล้วกัน”
“ทำไมต้องทำแบบนั้น!”มีคนปฏิเสธทันที “ฉันไม่ได้เป็นญาติกับเด็กคนนี้ ทำไมต้องรับผิดชอบเงินเดือนของเธอด้วยเธอไม่ได้ช่วยฉันทำงานสักหน่อย!”
“สวีจือชิงเธอเลี้ยงดูเอ้อร์ยามาระยะหนึ่งแล้วทำไมไม่เลี้ยงต่อเล่า เด็กคนนี้น่าสงสาร ต้องเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กโตมากับปู่ย่า ไม่มีอันจะกินด้วยซ้ำ แม้จะอายุสิบกว่าปีแล้วแต่ตัวเล็กเหมือนเด็กไม่กี่ขวบเท่านั้นน่าสงสารจริงๆ”
“แล้วลูกสาวของฉันที่เกือบถูกโจรลักพาตัวไปไม่น่าสงสารหรือคะ”
“เอ่อ...”
“สรุปคือ เดิมทีโรงงานสาขาก็ไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับเอ้อร์ยาแต่เพราะฉันคัดค้านความเห็นของทุกคน และแบ่งเงินเดือนของตัวเองให้กับเธอแต่การกระทำของเธอในครั้งนี้มันทำให้ฉันสะเทือนใจเป็นอย่างมากฉันจึงไม่อยากจ่ายเงินเดือนให้กับเธออีก ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อว่าฉันจริงไหมล่ะคะ”
“ฉันไม่ได้เป็นแค่ผู้บริหารโรงงานสาขาแต่ฉันยังเป็นแม่ของลูกด้วย! หากเยาเม่ยรู้ว่าแม่ที่ตนเชื่อใจมาโดยตลอดยอมให้อภัยคนที่มุ่งร้ายกับตัวเองง่ายๆแล้วเธอจะเสียใจแค่ไหนคะ ฉันไม่ใช่แม่พระ ฉันแค่อยากดูแลลูกสาวให้ดีเท่านั้น!”
“ถ้าพวกคุณสงสารเอ้อร์ยาก็เอาเงินเดือนของตัวเองจ่ายค่าแรงให้เธอ เอาเป็นว่านับแต่นี้เป็นต้นไปฉันจะไม่ช่วยเหลือเอ้อร์ยาอีกแล้ว!”
หลังจากพูดจบสวีหว่านหนิงก็เมินทุกคน แล้วเดินเข้าไปในโรงงาน
เธอยังมีงานต้องทำอีกมากไม่อยากเสียเวลาเพราะเด็กหญิงคนนี้อีกแล้ว
คนอื่นเห็นดังนั้นจึงพากันส่ายหน้าพลางถอนหายใจก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน
“เฮ้อเอ้อร์ยา ครั้งนี้เธอทำผิดจริง เพื่อเงินแค่ห้าหยวนเธอเกือบทำร้ายเยาเม่ยและครอบครัวของสวีจือชิงทั้งครอบครัว สวีจือชิงพูดถูกเขาไม่มีหน้าที่เลี้ยงดูเธอ เจียมเนื้อเจียมตัวแล้วพึ่งพาตัวเองเสียเถอะนะ”
ในที่สุดเอ้อร์ยาก็เริ่มเสียใจภายหลัง
เธอยกมือเกาะบานประตูพลางตะโกนเสียงดังแต่กลับไม่มีใครสนใจเธออีกเลย
ตกบ่ายในที่สุดสวีหว่านหนิงก็มีเวลาเจอกับผู้อำนวยการซุนและรองผู้อำนวยการจาง
“สวีจือชิงค่อนข้างยุ่งนะครับพวกเรารอคุณมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว”
ผู้อำนวยการจางแค่อ้าปากก็เต็มไปด้วยคำถากถาง
“ฉันรู้ว่าคุณใจร้อนแต่อย่างเพิ่งร้อนใจไปค่ะ”
สวีหว่านหนิงชงชาให้กับพวกเขาสองคนอย่างใจเย็นก่อนจะทรุดตัวนั่งลง “วันนี้ทั้งสองท่านมาหาฉันมีธุระอะไรหรือคะ”
รองผู้อำนวยการจางอยากจะเหน็บแนมต่อแต่ผู้อำนวยการซุนรีบห้ามไว้ก่อน
ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วยังไม่รู้จักระวังคำพูดคำจาอีก
“สวีจือชิงผมอธิบายรายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมดให้คุณฟังผ่านทางโทรศัพท์แล้วตอนนี้โรงงานอาหารชุนหัวของเรามีลูกท้อในโหลแก้วจำนวนมากที่ขายไม่ออก แต่พวกเราจำเป็นต้องมีกระแสเงินหมุนเวียนคุณคิดว่า พอจะมีวิธีแก้ไขปัญหาหรือไม่”
“แน่นอนว่าเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของคุณทางผู้บริหารของโรงงานเราเห็นชอบหมดแล้ว ขอแค่ปัญหาลูกท้อในโหลแก้วคลี่คลายเมื่อไรพวกเราก็จะให้เอกสารสัญญากับคุณ แล้วคุณก็จะไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางหรือค่าที่พักในกรุงปักกิ่งก็สามารถเบิกจ่ายกับทางโรงงานได้เช่นกันคุณคิดว่าอย่างไรบ้าง”
ผู้อำนวยการซุนแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่แล้ว
สวีหว่านหนิงเองก็ไม่อ้อมค้อมก่อนเอ่ยตามจริงว่า “วิธีการมีอยู่แล้วค่ะมันสามารถช่วยถอนทุนกลับมาได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่จะได้กลับมาแค่ต้นทุนเท่านั้นอยากทำกำไรคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าพวกคุณเห็นด้วยฉันก็จะบอกวิธีการนั้นให้พวกคุณฟัง”
“ขอแค่ถอนทุนคืนมาได้ผมก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว!”
“มีสินค้าอีกเท่าไรที่ยังขายไม่ออกคะ”
ผู้อำนวยการซุนชูสองนิ้ว
“สองร้อยไม่ถือว่าเยอะมาก”
ผู้อำนวยการซุนยิ้มเจื่อน“สองพันครับ”
สวีหว่านหนิงดีใจที่ตอนนี้ตนไม่ได้กินน้ำอยู่มิเช่นนั้นคงสำลักจนพ่นน้ำออกมา
“สองพัน?พวกคุณขอให้โรงงานทุกสาขาช่วยกันผลิตงั้นเหรอคะ”
มิน่า ตงจื่อถึงบอกว่าก่อนหน้านี้เหล่าเหมาได้เงินมาก้อนใหญ่โรงงานอาหารชุนหัวคงจะสร้างรายได้ให้เขาไม่น้อย
สวีหว่านหนิงรู้สึกปวดหัว
“เอาแบบนี้ค่ะฉันจะลองถามทางปักกิ่งว่าจะสั่งซื้อสินค้าเพิ่มอีกได้หรือไม่ส่วนที่เหลือพวกเราค่อยคิดหาวิธีการต่อไป”
“แล้ววิธีการที่คุณพูดถึงเมื่อครู่นี้...”
“สินค้าจำนวนสองพันชิ้น!ขอโทษด้วยที่ฉันไร้ความสามารถค่ะ!”
ผู้อำนวยการซุนรบเร้าสวีหว่านหนิงจึงต้องโทรหาผู้อำนวยการจางแห่งโรงงานอาหารลี่หมิ่น
หลังจากอธิบายจุดประสงค์ของตนผู้อำนวยการจางก็รับปากทันที
“พวกเราร่วมงานกับทางห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์ย่อมช่วยถามให้ได้ แต่จำนวนการสั่งซื้อคงจะให้คำตอบที่แน่ชัดตอนนี้ไม่ได้ชั่วคราว”
“พี่จางยอมช่วยฉันฉันก็ซึ้งใจมากแล้วค่ะ ได้เท่าไรก็เท่านั้นนะคะ ไม่ต้องฝืนใจกัน”
“จริงสิหว่านหนิง น้องยังมีสูตรอื่นอีกหรือเปล่า เค้กรังผึ้งขายดีมากจริงๆพี่คิดว่าเราควรอาศัยจังหวะนี้ออกสินค้าตัวใหม่เพิ่มเติม”
สวีหว่านหนิงหยุดคิดแล้วกล่าวว่า“มีค่ะ แต่คงอธิบายทางโทรศัพท์ไม่ได้ อีกสักระยะฉันจะต้องไปที่ปักกิ่งอีกครั้งถึงตอนนั้นฉันจะไปหาพี่ แล้วค่อยคุยกันอีกทีนะคะ”
“ได้สิได้งั้นพี่จะรอนะ”
หลังวางสายจากผู้อำนวยการจางสวีหว่านหนิงก็โทรไปหาเถ้าแก่ซุน
“อยากส่งลูกท้อในโหลแก้วมาวางขายที่ภัตตาคารเฉวียนฝูงั้นหรือใช่ว่าจะทำไม่ได้ พี่ช่วยน้องได้ แต่ลูกค้าจะยินดีซื้อหรือไม่เรื่องนี้คงไม่อาจรับประกัน”
“ต้องขอบคุณพี่ซุนมากนะคะ”
“หว่านหนิงพี่มีเรื่องอยากขอให้ช่วยพอดีนอกจากขนมฝูหลิงแล้วน้องยังมีสูตรอาหารอื่นอีกหรือเปล่าน้องคงไม่รู้ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมา ความนิยมของขนมฝูหลิงแทบจะเทียบเท่ากับอาหารขึ้นชื่อของภัตตาคารเฉวียนฝูแล้วนะ!”
เขาพูดเหมือนผู้อำนวยการจางไม่ผิดเพี้ยน
สวีหว่านหนิงจึงตอบไปแบบเดียวกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้ไว้น้องมาปักกิ่งแล้วจะต้องมาหาพี่ที่ภัตตาคารเฉวียนฝูล่ะพี่ซุนคนนี้จะทำอาหารให้น้องชิมกับมือ!”
หลังจากวางสายสวีหว่านหนิงก็พบว่าผู้อำนวยการซุนกับรองผู้อำนวยการจางกำลังมองเธอด้วยสายตาซับซ้อน
“สวีจือชิงสองคนที่คุณเพิ่งโทรคุยด้วยคือผู้อำนวยการจางแห่งโรงงานอาหารลี่หมิ่นกับเถ้าแก่ซุนจากภัตตาคารเฉวียนฝูงั้นหรือ”
“ใช่ค่ะมีปัญหาอะไรหรือคะ”
มันมีปัญหามากทีเดียว!
แม้จะเป็นผู้บริหารโรงงานอาหารเหมือนกันแต่ผู้อำนวยการจางจากโรงงานอาหารลี่หมิ่นตำแหน่งสูงกว่าผู้อำนวยการซุนมากนัก
อีกทั้งโรงงานอาหารลี่หมิ่นยังเป็นโรงงานอาหารที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในประเทศจีนอีกด้วยในระยะเวลาอันสั้นคงยากที่จะมีใครแซงหน้าได้
ส่วนภัตตาคารเฉวียนฝูงก็เป็นภัตตาคารหนึ่งในสองแห่งที่สามารถทำกิจการกับบุคคลภายนอกได้ทั้งยังต้อนรับแต่ลูกค้าระดับสูงเท่านั้น
สวีจือชิงมีความสามารถเหลือเกินถึงได้พูดคุยกับสองคนนั้นอย่างเป็นกันเอง แถมยังแทนตัวเองเป็นพี่เป็นน้องอีกด้วย
ช่างน่าอิจฉามากจริงๆ!
แต่ทว่ากลับมีคนทำลายบรรยากาศกะทันหัน
“จากที่ผมฟังบทสนทนาของทั้งสองคนสวีจือชิงขายสูตรอาหารอะไรให้กับพวกเขาใช่หรือไม่”
“เรียกว่าขายได้อย่างไรคะมันก็แค่วิธีการเชื่อมสัมพันธไมตรีอย่างหนึ่งเท่านั้น”
จางไคเหมือนจะไม่เข้าใจคำพูดของเธอแล้วพูดต่อว่า “สูตรอาหารสองอย่างนั้นเอามาใช้ที่โรงงานอาหารชุนหัวได้หรือเปล่า”