“แต่นายจะตายเพื่อหน้าตาไม่ได้นะ!” เซี่ยหลิงพยายามเกลี้ยกล่อมฉินลู่อย่างหนัก
“อย่ามองว่าฉันผอมสิ ฉันมีแต่กล้ามเนื้อนะ” ฉินลู่อวดกล้ามแขนตัวเอง
“ฉันรู้สึกว่าของนายบางสุดเท่าที่เคยเห็นเลยละ”
“...” ฉินลู่หุบยิ้มจากนั้นก็มองไปที่เซี่ยหลิงและพูดว่า “หยางซวี่ตงคนนั้นเป็นแฟนของเธอใช่ไหม เธอถึงได้ปกป้องเขาขนาดนี้กลัวว่าเขาจะถูกตีตายเหรอ”
เซี่ยหลิงกำลังจะเป็นบ้า “ฉันกลัวว่านายจะถูกเขาตีตายน่ะสิ! นี่นายกำลังแกล้งโง่หรือโง่จริงๆ กันแน่”
“ถ้าเขาเป็นแฟนของเธอจริงๆ ฉันจะไว้หน้าเขาให้จะซัดหน้าไม่กี่ทีก็พอแล้ว”
เซี่ยหลิงรีบส่ายหัวและพูดว่า “เขาไม่ใช่แฟนฉัน!”
ฉินลู่พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ตีเขาได้อย่างสบายใจ”
เวลาผ่านไปไวมากเหมือนเพิ่งพูดไปประโยคเดียวก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว
ข่าวประธานชมรมเทควันโด หยางซวี่ตง และแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยจะประลองกันข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัยหวาชิงแล้ว
โดยเฉพาะในกระทู้ของมหาวิทยาลัยกลายเป็นหม้อโจ๊กไปแล้ว
ทุกหน้าฟีด ตัวเอกก็คือฉินลู่ แพทย์ประจำมหาวิทยาลัย
ในสายตาของทุกคน หลังจากวันนี้ไปแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยผู้น่าสงสารคนนี้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงอีกสักระยะผู้คนต่างเห็นอกเห็นใจผู้อ่อนแอดังนั้นชาวเน็ตจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์และประณามหยางซวี่ตง
ในอีกแง่หนึ่ง ฉินลู่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยหวาชิงแห่งนี้มาสามปีในที่สุดวันนี้เขาก็ดังแล้ว
ขณะนี้ ชมรมเทควันโดของมหาวิทยาลัยหวาชิงได้จัดตั้งเวทีต่อสู้อย่างเป็นทางการเรียบร้อย
ทั้งสี่ทิศของเวทีเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอชมความสนุก
และยังมีนักศึกษาผู้ประกาศข่าวนอกเวลาหลายคนเริ่มถ่ายทอดสด พวกเขาแนะนำเรื่องราวภูมิหลังของผู้แข่งขันให้ผู้ที่ชมถ่ายทอดสดฟังทั้งยังต้องคอยมองไปที่ประตูเพื่อมองหาเงาของทั้งสองคน
ไม่นาน ร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาจากประตูชมรมเทควันโด สวมชุดกีฬาสบายๆขยับศีรษะและข้อต่อเป็นการวอร์มร่างกาย
ประธานชมรมเทควันโดอย่างเป็นทางการ หยางซวี่ตง!
“โอ้ๆๆ!”
“มาแล้ว! มาแล้ว!
“เขาคือหยางซวี่ตงเหรอ ดูดุมาก”
“ก็แน่นอนสิเขาเป็นรองอันดับสามของการแข่งขันเทควันโดระดับประเทศเลยนะ ก็ต้องดุสิ”
“ดูเหมือนหมอคนนั้นจะโชคร้ายจริงๆ”
“ฮ่าๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากล้ามาหรือเปล่า”
“ใช่แล้ว!ถ้าหมอคนนั้นกลัวจนไม่มา พวกเราก็รอเก้อน่ะสิ...”
ผู้ชมที่หน้าเวทีเริ่มพูดคุยกันไปต่างๆ นานา
สมาชิกชมรมเทควันโดกลับเริ่มเชียร์โห่ร้องขึ้นมาเป็นจังหวะ
“วู้ๆ ! ต้องชนะ!”
“ท่านประธาน! ต้องชนะ!”
หยางซวี่ตงโบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเขาถอดชุดกีฬาออกแล้วโยนไว้ข้างๆ จากนั้นก็พูดว่า “ไม่จำเป็นต้องระดมพลหรอกแค่คู่ต่อสู้ธรรมดาๆ ที่แค่อาจจะเคยฝึกการต่อสู้มาบ้างเท่านั้น”
ความนิยมของหยางซวี่ตงในชมรมเทควันโดนั้นสูงมากอย่างเห็นได้ชัดสมาชิกชมรมต่างก็เงียบลงแล้ว
เมื่อก้าวขึ้นไปบนสังเวียน หยางซวี่ตงก็ยืนพิงเสาและเริ่มวอร์มร่างกาย
วันนี้เขาจะต้องสอนบทเรียนดีๆ ให้กับหมอผู้หยิ่งผยองคนนั้น ทำให้เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าไปยุแหย่ได้
“แพทย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ กล้าดียังไงมายั่วยุฉัน” หยางซวี่ตงพึมพำอย่างโหดเหี้ยม
ทุกคนรออยู่ 20 นาทีแล้วแต่ฉินลู่ก็ยังไม่มา
สมาชิกของชมรมเทควันโดคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนสังเวียนแล้วพูดกับหยางซวี่ตงว่า“ท่านประธานครับ ฉินลู่ไม่กล้ามาแล้วหรือเปล่าครับ”
หยางซวี่ตงแค่นหัวเราะ “ถ้าวันนี้เขามาเขาก็จะโดนทุบตีแป๊บเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเขากล้าเทฉันก็อย่าหาว่าฉันไม่ออมมือก็แล้วกัน”
“ปัง!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ต่อยหมัดคู่ออกไปอย่างแรงทำให้เกิดเสียงดังน่าตกใจขึ้น
ฝูงชนที่มารอดูความตื่นเต้นด้านล่างเวทีต่างก็เริ่มหงุดหงิดแล้ว
“ตกลงจะมาไหมเนี่ย ขี้ขลาดขนาดนั้นเลย”
“เห็นได้ชัดว่าไม่กล้ามา ขึ้นไปก็ถูกตี ชอบความเจ็บปวดหรือไงไม่มาก็ไม่แปลกหรอก”
“งั้นเราไปกันเถอะ วันนี้ฉันยังไม่ได้ดูละครเลย”
“ฉันจะรออีกห้านาที ถ้ายังไม่มาฉันก็จะไปแล้ว”
“พวกเพื่อนฉันออกไปตั้งนานแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะฉลาด...”
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาว่าฉินลู่ปอดแหกไม่กล้ามานั้นประตูของชมรมเทควันโดก็ถูกถีบให้เปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียง “ตึง”
เห็นชายหนุ่มชุดกาวน์เดินเข้ามาอย่างน่าเกรงขามด้านหลังตามมาด้วยสาวงามสองคน
ผู้ประกาศข่าวที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่ก็พูดด้วยความงุนงง “โอ้หล่อระเบิด! มีออร่ามาก”
หยางซวี่ตงที่อยู่บนเวทีอย่างเบื่อหน่ายเมื่อได้ยินเสียงนี้ดังขึ้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเขาหันไปมองฉินลู่ และพูดด้วยรอยยิ้ม “ไอ้หนุ่ม นายกล้าหาญมาก ฉันนับถือนายนะ”
ฉินลู่ไม่พูดมากกระโดดขึ้นไปบนสังเวียนทันที และพูดว่า“อย่าพูดถึงเรื่องไร้สาระพวกนั้นเลย รีบสู้กันเถอะต่อสู้กันเสร็จฉันยังต้องกลับบ้านไปทำกับข้าวกินอีกนะ”
หยางซวี่ตงหัวเราะเยาะ “ฉันว่านายต้องมีคนคอยป้อนข้าวสักเดือนแล้วละ”
“โอ้!”ฉินลู่พูดอย่างครุ่นคิด “งั้นก็ทำตามมาตรฐานนี้แล้วกัน ทำให้นายต้องให้คนอื่นป้อนข้าวเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
“ไอ้หนุ่ม พูดจาเหลวไหลได้ดีนะ ทำให้ฉันโกรธได้สำเร็จ” หยางซวี่ตงกำหมัดทั้งสองข้างไว้ตรงหน้าอกมือซ้ายอยู่ด้านหน้า มือขวาอยู่ด้านหลัง แล้วพูดว่า “ในเมื่อนายรีบร้อนขนาดนี้งั้นเรามาเริ่มกันเลย”
“ได้” ฉินลู่ถอดชุดกาวน์ออกและพูดว่า “บอกกฎมา”
“กฎนั้นง่ายมาก นี่คือการต่อสู้อย่างอิสระนายไม่สามารถหนีออกจากสังเวียนนี้ได้ ไม่อนุญาตให้ยอมแพ้จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดสติ"
“โอ้!” ฉินลู่พูดด้วยความตกใจ“โหดร้ายขนาดนั้นเลย นายโหดร้ายกับตัวเองจริงๆ เลยนะ”
หยางซวี่ตงขมวดคิ้วและพูดว่า “ไม่ต้องพูดเรื่องไร้สาระพวกนั้นมีแค่กฎนี้แหละ ตกลงไหม”
เขาตั้งกฎห้ามยอมแพ้ขึ้นก็เพราะเขากลัวว่าหมอที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเกิดปอดแหกหลังจากถูกต่อยไปเพียงหนึ่งหมัดนั่นก็จะไม่สามารถทำให้เขาเจ็บสาหัสได้น่ะสิ
แล้วกฎข้อนี้จะมีผลเสียต่อเขาหรือไม่
เขาไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
ในใจเขาไม่เคยมีภาพฉากที่ตัวเองแพ้สักนิด
เขาเป็นรองชนะเลิศอันดับ 3ของเทควันโดระดับประเทศ จะแพ้แพทย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ได้ยังไง
“นายอยากใช้กฎแบบนี้จริงๆ เหรอ” ฉินลู่เริ่มทนไม่ได้และพูดยืนยันอีกครั้ง
“นายบ้าหรือเปล่า” หยางซวี่ตงหงุดหงิดเล็กน้อย “นี่เป็นกฎนายยอมรับได้ก็ยอมรับ ถึงยอมรับไม่ได้ก็ต้องยอมรับ”
“เฮ้อ”
ฉินลู่ถอนหายใจและพูดว่า “เอาล่ะ งั้นก็ตามนั้น ใช้กฎนี้แหละเรามาเริ่มกันเลย อย่าเสียเวลา”
ฉินลู่คิดว่าเขาได้เตือนหยางซวี่ตงอย่างชัดเจนแล้วแต่เด็กคนนี้หัวแข็ง ฉินลู่ก็ทำอะไรไม่ได้
ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ทำได้แค่ตีเขาให้ตายเท่านั้น