เล่ม 2 - ตอนที่ 3 เจ้าคือเจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาใช่หรือไม่
จางหานเฟิ่งวางพู่กันแล้วส่งกระดาษให้กับจินเยี่ยหยาง นางเจอแววตาครุ่นคิดเป็นคำถามของเขา แผ่นหลังของนางพลันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาทันที“ข้าน้อยรู้จักกับท่านผู้เฒ่าโดยบังเอิญเมื่อสามปีที่แล้ว วันนั้นข้าน้อยไปยังหอสุรากุ้ยฮวา ถ้าท่านอ๋องไม่เชื่อก็ลองถามดู” นางแก้ตัวพลางพยักพเยิดใบหน้าไปทางฉีฉินที่กำลังลุกขึ้นมายืนด้วยคน“ใช่แล้ว ข้ารู้จักกับนางหนูนี่เมื่อสามปีที่แล้ว” ฉีฉินยืนยันอย่างแปลกใจ คนพวกนี้สงสัยอะไรในตัวนาง ต่างมาด้วยกันไม่ใช่หรือ“อืม...”โอวหยางไป๋ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเจอเรื่องแปลกๆ จากน้องสาวบุญธรรมมาบ่อยแล้ว แต่จินเยี่ยหยางไม่ใช่ แม่ทัพไร้พ่ายยังรู้สึกคาใจในตัวนาง“แหวนวงนี้มีลักษณะโดดเด่นยิ่งนัก คงหาได้ไม่ยากหรอกว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ” นางพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด และยื่นกระดาษไปให้จินเยี่ยหยาง“ปล่อยข้าสิ! ข้าจะได้ไปปรุงยาถอนพิษใจขาดให้กับพวกเจ้า!” ฉีฉินพูดแทรกพลางยกสองมือขึ้นอีกครั้งหมายจะให้ปลดโซ่ตรวน อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเตือนจางหานเฟิ่งเอาไว้ ถ้าไม่อยากให้เชวียนอ๋องสิ้นชีพจริงๆ “นี่นางหนู...อย่าลืมเอายาพิษหยกวารีให้เชวียนอ๋องกินนะ”“ข้าไม่ลืมหรอก” นางหันกลับมาตอบ“หัวหน้าองครักษ์หลวง ท่านเอาภาพนี้ไปวาดซ้ำและแจกจ่ายให้คนออกค้นหา” จินเยี่ยหยางดึงภาพจากมือของสตรีตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า“พ่ะย่ะค่ะ”หัวหน้าองครักษ์หลวงเข้ามารับภาพไป จากนั้นก็หันไปสั่งลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก่อนจะหันกลับไปปล่อยตัวตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษให้เป็นอิสระ หลังจากโซ่ตรวนร่วงหล่นลงพื้น ฉีฉินก็บ่นกระปอดกระแปดพลางนวดข้อมือทั้งสองข้างสลับกันไปมา“ข้อมือของข้าบอบช้ำหมดเลย”“ท่านมีตัวยาครบหรือไม่” จางหานเฟิ่งถามขึ้น เพราะตัวยาที่ใช้ประกอบเป็นยาพิษและยาถอนพิษเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เกิดตัวยามีไม่ครบ ต้องเสียเวลาไปกับการค้นหาตัวยาเพิ่มอีกหลายวัน เวลาในการปรุงยาถอนพิษก็น่าจะยืดออกไปอีกเช่นกัน“ยังมีครบ น่าจะปรุงขึ้นมาได้อีกสักเม็ด อีกสามวันให้หลังข้าจะไปหาเจ้าที่หอสุรากุ้ยฮวา” ฉีฉินนัดแนะสถานที่พบเจอเอาไว้ล่วงหน้า“เดี๋ยวก่อน” โอวหยางไป๋แทรกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความร้ายกาจ เขามองเลยไปยังหัวหน้าองครักษ์หลวงเพื่อสั่งงาน เรื่องอะไรจะปล่อยให้ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษไปคนเดียว “หัวหน้าองครักษ์หลวง ท่านไปกับเขาด้วย”“ขอรับใต้เท้า”“ข้าไม่หนีหรอก ข้าพูดคำไหนเป็นคำนั้น” ฉีฉินบ่นขึ้นมาทันใด ไยต้องให้หัวหน้าองครักษ์หลวงคอยมาตามประกบเขาเช่นนี้ รู้สึกไม่เป็นอิสระยิ่ง“ท่านฟังให้ดี” โอวหยางไป๋กล่าวขึ้นอีกอย่างยิ้มๆ แต่แววตาไม่ได้ยิ้มตามแม้แต่น้อย “อีกสามวันข้างหน้า...ถ้าท่านไม่มายังหอสุรากุ้ยฮวาตามนัด น้องสาวบุญธรรมของข้าอาจจะได้รับโทษแทนท่าน ท่านเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”จินเยี่ยหยางย่นหัวคิ้วก่อนชำเลืองสายตาแผ่กลิ่นอายดุดันไปทางโอวหยางไป๋ แววตาของเขาคมกริบเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้นี้กล้าใช้ชีวิตของนางมาเป็นหลักค้ำประกันข่มขู่ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษ เกิดเรื่องนี้หลุดไปถึงพระเนตรพระกรรณขององค์ฮ่องเต้ และตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษหนีไป นางอาจหัวหลุดออกจากบ่าก็เป็นได้จางหานเฟิ่งสะดุ้งโหยง ไฉนความซวยถึงมาเยือนนางได้เล่า พอมองไปทางว่าที่สามี เขาทอดสายตามองมาที่นางเงียบๆฉีฉินเลิกคิ้วก่อนมองหน้าจางหานเฟิ่ง เห็นนางมองคนโน้นคนนี้อย่างทำอะไรไม่ถูก ชายชราเอ็นดูนางหรือไม่...เอ็นดู คุยถูกคอ และไว้วางใจในตัวนาง จึงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเข้มขึง พานโมโหโอวหยางไป๋ขึ้นมา“ข้าไม่ทำให้นางหนูนี่ลำบากหรอก อีกสามวันเจอกันที่หอสุรากุ้ยฮวา เจ้าดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะนางหนู พี่ชายบุญธรรมของเจ้าแย่มาก ตัดพี่ตัดน้องได้ก็ตัดไปเถิด คนผู้นี้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับเจ้าเสียหน่อย” ชายชรายุให้ตัดความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง“ไยท่านถึงพูดเช่นนี้เล่า” โอวหยางไป๋ยังยิ้มอยู่“เหอะ!”จางหานเฟิ่งมองตามหลังฉีฉินที่ร้องเหอะแล้วเดินนำหัวหน้าองครักษ์หลวงออกไป พี่ชายบุญธรรมของนางร้ายกาจนัก ใช้นางเป็นเครื่องมือจนได้ นางเข้าใจทว่าก็ยังอดรู้สึกโมโหไม่ได้ ดวงตาหงส์ชำเลืองมองโอวหยางไป๋คมกริบประดุจคมมีดที่ยื่นไปจ่อคอหอย“เจ้าอย่ามองข้าเช่นนั้น” โอวหยางไป๋คลี่ยิ้มผลิบานทันใด ในฐานะเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าว ที่ปรึกษาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เขาย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ยาถอนพิษใจขาดมา แม้จะต้องเอาชีวิตของน้องสาวบุญธรรมมาขู่ฉีฉินก็ตามจางหานเฟิ่งโกรธแล้ว นางถึงกับสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป หลังจากนั้นในห้องขังทางด้านหลังพลันเกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย แต่นางไม่หันกลับไปมอง เมื่อจินเยี่ยหยางพุ่งเข้าใส่โอวหยางไป๋ สองคนปะทะกันเจ็ดแปดกระบวนท่า ก่อนที่เสนาบดีฝ่ายซ้ายจะถอยหลังแล้วชี้นิ้วใส่หน้า“นี่ท่าน!”“ชีวิตของนางเป็นของข้า ไม่ใช่ของเจ้า!”“อ่า...”“ถ้าเจ้าทำเช่นนี้อีก อย่าหาว่าข้าใจร้าย” จินเยี่ยหยางโกรธไม่น้อยเช่นกัน เกิดตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษหนีไป คำพูดของโอวหยางไป๋อาจจะทำให้นางจากเขาไปตลอดกาล“ทำเช่นไรได้ ข้าต้องทำให้แน่ใจว่าเขาจะกลับมาพร้อมยาถอนพิษใจขาด”โอวหยางไป๋ยักไหล่พลางยิ้มคลี่คลายบรรยากาศให้ดีขึ้น แต่จินเยี่ยหยางกลับพุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นอายแห่งความโกรธ และแผดเสียงขึ้นมา“เจ้า!”“ข้าในฐานะเสนาบดีฝ่ายซ้าย...ต้องคิดหาวิธีทำงานให้สำเร็จ” โอวหยางไป๋แก้ตัวพลางออกกระบวนท่าตั้งรับ“นางพยายามช่วยเจ้าเช่นนี้ แต่เจ้ากลับ...”“อ่า...ก็ได้ๆ ข้าจะไปขอโทษนาง”“ท่านอ๋อง!” จิ้นชิงพุ่งเข้ามาแล้วรายงานโดยพลัน คนของจินเยี่ยหยางไม่สนใจสถานการณ์ภายในห้องขังแม้แต่น้อย “ว่าที่ชายาเอกขี่อาชาออกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” จินเยี่ยหยางถามขึ้นและทิ้งสหายเอาไว้ทางด้านหลัง ร่างองอาจพุ่งออกจากคุกหลวงมาทันเห็นจางหานเฟิ่งเข้าพอดี นางยังขี่อาชาออกไปได้ไม่ไกลนัก จึงใช้วิชาตัวเบาส่งตัวเองให้ลอยขึ้นจากพื้น ในที่สุดก็ทิ้งตัวลงนั่งบนหลังอาชาตัวเดียวกันคุณหนูใหญ่สกุลจางแทงศอกไปทางด้านหลังตามสัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว นางอาละวาดก่อนตวัดสายตาเกรี้ยวกราดหันกลับไปมอง ดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราบูดบึ้งยิ่งนัก“ทิ้งข้าเอาไว้คนเดียวได้อย่างไร” เขาเห็นหน้าตาของนางเป็นเช่นนี้แล้วก็อ่อนใจ“ข้าน้อยอยากจะอัดเจ้าพังพอนตัวนั้นยิ่งนัก!” สตรีตัวน้อยในคราบบุรุษแค่นเสียงลอดไรฟัน ยามนี้นางกำลังรู้สึกโมโหโกรธาโอวหยางไป๋จริงๆ“ผงยาพิษสลายกำลัง...เจ้าใช้ได้” เขาแนะนำวิธีเล่นงานสหายขึ้นมา“จริงด้วย!” นางมีสีหน้าตระหนักว่าเป็นวิธีการที่ดี“จากนั้นเจ้าก็อัดได้ตามชอบใจ”“ถูกต้อง...ถูกต้องแล้ว”เขาเห็นนางอารมณ์ดีขึ้นแล้ว จึงบังคับอาชาให้พุ่งออกไปทางประตูเข้าเมืองหลวง คนนั่งหน้าเห็นว่าทิศทางเปลี่ยนไปจึงถามขึ้น“ท่านอ๋อง...ท่านกำลังจะพาข้าน้อยไปไหน”“สุสานป่าไผ่”“เอ๋...ไปทำไมกัน”“ไปบอกกับมารดาของเจ้า ว่าเจ้ากำลังจะแต่งงานให้กับข้า”“แต่ข้าน้อยจะต้องไปเอายาพิษหยกวารีให้เชวียนอ๋อง เรามีเวลาไม่มากแล้ว”จินเยี่ยหยางจำต้องหยุดอาชาเอาไว้ไม่ให้วิ่งต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการพานางไปยังสุสานป่าไผ่ เขาจึงต้องพานางกลับบ้าน“เจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังข้าหรือไม่” นิ้วเรียวงามของจินเยี่ยหยางดึงสายบังเหียนให้อาชาเปลี่ยนกลับไปยังทิศทางเดิมจางหานเฟิ่งสะดุ้งอยู่ในอก แววตาเคลือบแคลงยามนั้นของเขาปรากฏขึ้นในมโนความคิด นางคงไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป เป็นตัวนางเองที่เผยความลับออกมาโดยไม่รู้ตัว“ท่านอ๋องชอบข้าน้อยจริงๆ ใช่หรือไม่”“ข้าชอบเจ้าจริงๆ”“สิ่งที่ข้าน้อยจะพูดออกไปหลังจากนี้...ท่านอ๋องต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่โกรธข้าน้อยแม้แต่น้อย” นางกลัวคนผู้นี้โกรธได้อย่างไร ไฉนถึงใส่ใจเช่นนี้“ข้าจะไม่โกรธ” จินเยี่ยหยางเอียงหูรอฟัง แค่นางพูดความจริงออกมาเท่านั้น...เขาเชื่อแน่นอน“ข้าน้อย...เอ่อ...ข้าน้อย...” จางหานเฟิ่งกระอึกกระอักเพราะพูดไม่ออกจริงๆ“เจ้าฉลาดเกินไป เจ้ารู้จักผู้คนมากเกินไป เจ้าเก่งกาจไปเสียทุกอย่าง เจ้าทำให้ข้าสงสัยในตัวเจ้า” เขาบอกสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกมาทีละข้อ“ข้าน้อยเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ เท่านั้น บิดาชื่อจางหานอิง มารดาก็ล่วงลับไปแล้ว ข้าน้อยชอบอ่านหนังสือมาก ท่านอ๋องก็เห็น” นางย่อมแก้ตัวก่อนเป็นอันดับแรก“ข้าไม่อยากให้เจ้าปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเจ้ากับข้า” เขาหลุบสายตามองใบหูและแก้มนวลเนียนที่อยู่ตรงหน้า แก้มของนางน่าฟัดยิ่งนัก“อืม...” นางยังกระอึกกระอักเพราะเป็นเรื่องที่พูดยากจริงๆ“เจ้าคือใคร...เจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาตัวจริงใช่หรือไม่”“เอ๋...ท่านอ๋องรู้ได้อย่างไร!”