…หากจะกล่าวว่าเฉียนฉินคือแผ่นดินต้นแบบในเื่การปกครองแบบแผ่นดินใหญ่ที่ค่อนข้างดีแล้ว ก็คงต้องเปรียบให้ลู่ซุนเป็แผ่นดินที่ไร้ระบบการปกครองมากที่สุด…
เด็กน้อยตู้หลิ่งอี้มองการถกเถียงกันถึงคำสั่งเื่ยกทัพป้องกันแผ่นดินของเหล่าเสนาบดีแห่งลู่ซุนด้วยสายตาลำบากใจ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ลู่ซุนนั้นใช้เวลาข้ามคืนในการจัดการและรวบรวมคำสั่งจากชนชั้นสั่งการไปถึงชนชั้นปฏิบัติการ
ใช่! แล้วมันคือความยาวนานในระดับที่ไม่ว่าใครเองก็คาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองครักษ์หลี่ที่มาถึงลู่ซุนในตอนเช้าพร้อมกับพลธนูสองกองจากต้าซี
“ข้าเห็นจากสารรายงานว่าท่านหลิ่งอี้ได้บอกแผนเื่การจัดทัพเพื่อพร้อมยกพลไปที่ชายแดนลู่ซุนแล้วั้แ่เมื่อวาน...” องครักษ์หลี่เอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
ต้องนับว่ายังดีที่คนที่มาทำงานที่ลู่ซุนนั้นคือองครักษ์หลี่ผู้ใจเย็น หาใช่แม่ทัพผิวหรือนายกองถังไม่ เพราะหากเป็สองคนนั้นไม่ต้องกลัวว่าโลหยางจะไม่ล่มสลายเลย กลัวว่าพันธมิตรใหญ่อย่างลู่ซุนจะตายก่อนเพราะความเชื่องช้าดีกว่า จากความล่าช้าที่มีในครั้งนี้นั้นมันมากจนอาจเดาได้ว่าทหารสักครึ่งกองทัพของลู่ซุนอาจจะยังไม่รู้ว่ากำลังจะมีาที่ชายแดนและกำลังนอนกกภรรยาของตัวเองอยู่ก็เป็ได้...
ในตอนนี้แม้แต่ตู้หลิ่งอี้ผู้มองโลกในแง่ดีเองก็อดคิดไม่ได้ว่าการที่เหนือหัวทรงประวิงเวลาทุกครั้งก่อนที่จะมาเจรจากับลู่ซุนนั้น บางทีมันเป็เพราะพระองค์ทรงรู้ถึงความเชื่องช้านี้อยู่แล้วหรือไม่... บางทีอาจจะไม่ใช่เพียงแค่แผนซื้อเวลาอย่างที่พระองค์เคยบอก ไม่แน่บางทีอาจจะเป็เพราะทรงไม่้ารอ เลยตั้งใจมาในตอนที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเตรียมพร้อมแล้ว
...ช้าเสียจนไม่กล้าเร่ง…
“ข้าได้ชี้แนะแผนการแก่ท่านเสนาบดีไปแล้วท่านหลี่” ตู้หลิ่งอี้พยายามตอบอย่างใจเย็นแม้จะรู้แก่ใจว่าในสถานการณ์นี้นั้นมันเย็นได้ยากเต็มทีก็ตาม
…จนวันที่สองแล้ว ยังไม่มีการสั่งการถึงกองทัพเลยด้วยซ้ำ…
“ข้ามาเพียงเพื่อให้คำแนะนำแก่ลู่ซุนตามรับสั่งของฝ่าาเท่านั้น ในเื่การปฏิบัติการนั้น ข้ามิอาจก้าวล้ำอำนาจส่วนนั้นได้” แต่ถึงอย่างนั้นตู้หลิ่งอี้ยังตอบอย่างสงวนคำกับท่านหลี่
…เชื่อเถอะว่ามีคนที่กำลังตั้งใจฟังคำพูดของเขาอยู่แน่ แม้ว่าผิวเผินจะทำคล้ายไม่สนใจก็ตาม…
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ในที่สุดแล้วเื่ที่จะเกิดในลู่ซุนก็ต้องเป็ลู่ซุนจัดการเอง ไม่ใช่ตัวเขาแล้วก็ไม่ได้อยู่ในข่ายอำนาจของต้าซี ด้วยต้าซีเป็พันธมิตรไม่ใช่เมืองที่ขึ้นตรงด้วยเพราะฉะนั้นก็ต้องมีขอบเขตที่ทำได้และไม่ได้อยู่แล้ว ที่จริงก็ต้องนับว่ามันเป็ความก้ำกึ่งของหน้าที่ เขามาที่นี่เพื่อให้ความช่วยเหลือก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่ควรที่จะเป็คนลงมือ เขาและทหารต้าซีจะมีหน้าที่แค่สนับสนุนเท่าที่จำเป็เท่านั้น เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาคือให้ลู่ซุนลุกขึ้นสู้ในนามพันธมิตรของต้าซี หาใช่มาเพื่อให้ลู่ซุนหลอกใช้ให้รบแทนไม่…
…ที่จริงก็ไม่อยากมองลู่ซุนในแง่ร้ายนัก…
เด็กชายได้แต่รำพึงในใจ เขาไม่้าจะมองคนที่ควรจะเป็มิตรด้วยมุมมองอคติเลย แต่มันก็มีไม่น้อยไม่ใช่หรือ คนที่ไม่ยอมทำงานโดยแกล้งทำเป็ว่าทำไม่เป็แล้วรอให้คนอื่นที่รำคาญใจหรือพวกชอบอวดเก่งลงไปทำแทนน่ะ ตู้หลิ่งอี้ทำเพียงแต่เก็บสีหน้าที่เสี่ยงจะแสดงออกถึงความเกลียดชังของตัวเองเอาไว้อย่างแเี ที่จริงแล้วเขาไม่รู้ว่าสิ่งไหนเลวร้ายกว่ากันระหว่างการคิดว่าลู่ซุนคิดหลอกใช้ต้าซี หรือลู่ซุนเป็เมืองที่ห่วยจริง
…เพราะบางทีข้อหลังอาจจะเลวร้ายกว่า…
เชื่อเขาเถอะว่าเื่ในลู่ซุนทำให้เขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ในตอนแรกเขากังวลไม่น้อยกับการรับหน้าที่มาเพื่อโน้มน้าวลู่ซุนให้เข้าตามแผนของต้าซี เขาไม่คิดว่าเด็กอย่างเขาคู่ควรที่จะมายืนตรงนี้ด้วยซ้ำ หน้าที่อย่างนี้ควรจะเป็ของคนเก่งอย่างท่านเถียนหรือคนอื่นในราชสำนัก แต่ในตอนนี้มันก็อดคิดไม่ได้ว่าเหนือหัวอาจจะแค่ทรงโยนงานเจรจากับคนโง่ห่วย ๆ มาให้เขาก็ได้…
“ไท่จื่อเสด็จ” เสียงประกาศจากหน้าท้องพระโรงทำให้เขาหันกลับไปให้ความสนใจอีกครั้ง
เซวี่ยหลิ่งเจียไท่จื่อผู้ยังทรงพระเยาว์เสด็จเข้ามาด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ไร้ความสง่าเหมือนเช่นทุกครั้ง เขาสังเกตมาั้แ่เมื่อครั้งตามเสด็จครั้งก่อน ไท่จื่อพระองค์นี้มักจะคิดว่าตัวเองถูกพันธนาการด้วยอำนาจของเหล่าเสนาบดี เป็เพียงแค่หุ่นเชิดที่ถูกหลอกใช้เท่านั้น แต่ในทัศนะของตู้หลิ่งอี้นั้นมองต่างไป เป็ชายคนนี้ต่างหากที่เผลอใช้เชือกผูกตัวเองเอาไว้กับพวกเสนาบดีเอง พระองค์อายุย่างสิบเจ็ดชันษาแล้วไม่มีขุนนางคนไหนอยากจะควบคุมพระองค์นักหรอก เป็พระองค์นั่นแหละที่ไม่สามารถก้าวเดินด้วยองค์เองได้เสียมากกว่า...
“ท่านองครักษ์หลี่ ดีใจที่ท่านมา” เซวี่ยไท่จื่อตรัสรับด้วยสีพระพักตร์ยินดีเมื่อเห็นหนึ่งในองครักษ์ที่ตัวเขาคุ้นเคย
นี่ก็เป็อีกหนึ่งเื่แปลกของลู่ซุน เพราะดูเหมือนว่าการที่ไท่จื่อของพวกเขาเสด็จมาไม่ตรงเวลานั้นจะไม่เป็ปัญหาอะไรเลยทั้งที่พระองค์ช้าไปเกือบจะครึ่งชั่วยาม แต่เมื่อเสด็จมาถึงทุกคนก็ยังคงแซ่ซ้องต้อนรับอยู่... ที่จริงเขาค่อนข้างจะไม่ชอบการที่ฝ่าาแห่งต้าซีทรงเป็คนที่เื่มากเื่เวลาเสียเท่าไหร่ เขาคิดว่ามันเป็เื่ที่พระองค์ทรงเคร่งครัดจนเกินไป จนกระทั่งวันนี้เขามาเจอเซวี่ยไท่จื่อ
...ที่จริงเวลาก็นับเป็เื่ใหญ่...
ที่จริงต้องใช้คำว่าเซวี่ยไท่จื่อนั้นไม่ได้ทรงมีอิทธิพลอะไรต่อการตัดสินใจของเหล่าขุนนางและเหล่าเสนาบดีในลู่ซุนมากเท่าไหร่ ถ้าให้พูดกับแบบไม่รักษาน้ำใจเลย พระองค์ก็เป็เพียงแค่หัวหลักหัวตอหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยหลักของศักดิ์และลำดับขั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็ยังต้องรอความเห็นชอบจากคนที่ไม่เคยมีความคิดเห็นอย่างเซวี่ยไท่จื่ออยู่ดีและนี่ก็คือผลกระทบที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดแต่มันเกิด... หลิ่งอี้คาดว่าคนในที่นี้เคยชินกับเหตุการณ์การสายแบบนี้คงไม่ทันมองเห็นแน่ แต่คนนอกที่ชินกับเื่เวลาที่เคร่งครัดอย่างเขากลับเห็นมันอย่างง่ายดาย
…เพราะสุดท้ายต้องรอเซวี่ยไท่จื่อ จึงทำให้ทุกคนยังไม่เริ่มทำอะไรเลย…
ทั้งที่ตัดสินใจไปก่อนก็ได้ อย่างไรเสียเซวี่ยไท่จื่อเองก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรมาเอาชนะคะคานความเห็นหลักได้อยู่แล้ว หากพวกขุนนางทำงานไปก่อนต่อให้เซวี่ยไท่จื่อจะเสด็จสายขนาดไหนก็ไม่เป็ปัญหา แต่ถึงอย่างนั้นคนพวกนี้ก็ไม่ทำเลย... พวกเขารอให้ไท่จื่อเสด็จแล้วค่อยเริ่มทำ
และถ้าเดาไม่ผิดไท่จื่อเองก็คงจะรอเช่นกัน เพราะตัวพระองค์เองคงรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าพระองค์ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเกี่ยวกับเื่การตัดสินพระทัยครั้งนี้เลย มันก็อาจจะเป็ไปได้ที่พระองค์คงไม่ใคร่จะมาฟังั้แ่แรกอยู่แล้วมากกว่า ทั้งสองฝ่ายจึงรีรอกันอยู่อย่างนั้น…
...แต่ทัพต้าซีที่ต้อนชาวโลหยางลงมานั้นรอไม่ได้...
ตู้หลิ่งอี้เริ่มคิดอย่างปวดใจ บางครั้งมันก็มีเื่แบบนี้เกิดขึ้น เื่ที่เรารีบจะเป็จะตายแต่อีกฝ่ายกลับไม่รีบร้อนอะไรเลยแล้วเราก็ทำอะไรกับเขาไม่ได้เสียด้วย ที่จริงแล้วเหล่าขุนนางแห่งลู่ซุนก็ทำเหมือนเร่งรีบอยู่หรอก เขาหมายถึงเช่นนั้นจริง ๆ แค่ทำเหมือนว่าเร่งรีบ แต่ที่จริงไม่ได้เร่งอะไรเลยน่ะ…
“เซวี่ยไท่จื่อไม่ได้เจอนานั้แ่วันเถลิงราชย์” องครักษ์หลี่ทักทายกลับด้วยท่าทางที่คล้ายกับจะเคารพแต่ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว
น่าเศร้าที่องครักษ์หลี่นั้นถือเป็อีกหนึ่งคนที่ตามเหนือหัวเสด็จทรงงานบ่อยครั้งจนต้องเรียกได้ว่าติดนิสัยมาจากพระองค์แทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเื่เวลา เื่การคิด หรือแม้แต่วิสัยการโจมตีก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่เซวี่ยไท่จื่อทำแล้วขัดตาก็ไม่น่าแปลกใจที่นายทหารคนนี้จะไม่ได้ชอบใจนัก มันเป็เื่ปกติเช่นกันที่คนเราจะนึกรังเกียจหรือแบ่งพวกกับคนที่ไม่เหมือนตัวเอง และเขาก็ไม่โทษองครักษ์หลี่เลยสักนิด
“นั่นสิ พวกท่านคงจะผ่านเหตุการณ์หลังจากนั้นมามากมาย เป็น้ำใจอย่างยิ่งยวดของต้าซีที่ส่งท่านมาช่วยลู่ซุนของเรา” เซวี่ยไท่จื่อยังคงตรัสต่อไปด้วยความเนิบนาบ
ที่จริงเขาไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกในฐานะของไท่จื่อ เขาทำดีแลัวกับการทักทายกันตามมารยาทอย่างนี้ แม้ว่าจะเป็สถานการณ์เร่งด่วนก็ตาม
…เพราะสายตาของเหล่าขุนนางนั้นกำลังสอดส่องอยู่…
ที่จริงหากว่าเซวี่ยไท่จื่อมีความกล้าอีกนิด พระองค์ก็น่าที่จะสามารถรับสั่งเร่งการทำงานของเหล่าขุนนางและข้ามพิธีการยุ่งยากไปได้ ที่จริงเื่แบบนี้นั้นเป็เื่ที่สามารถทำได้ องค์เหนือหัวเองก็ทรงทำหลายต่อหลายครั้ง มันเป็เื่ที่สามารถเป็ไปได้แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ก่อนหน้านี้ตู้หลิ่งอี้เคยคิดว่ากำแพงที่ตัวเองจะปีนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นทั้งสูงทั้งยาก แต่ในตอนนี้เวลานี้ยิ่งเขาได้เห็นลู่ซุนมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งมั่นใจขึ้นมากเท่านั้น…
“ศึกกับโลหยางในฝั่งของต้าซีคงจะหนักน่าดู” การถามของเซวี่ยไท่จื่อนั้นจะว่าไปก็เหมือนการหยั่งเชิง ที่อาจจะถูกนัดแนะมาแล้วโดยเหล่าขุนนางจากลู่ซุน
เอาเข้าจริงแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าแม้จะทำคล้ายกับดีใจและเชื่อใจต้าซีก็ตาม แต่ส่วนหนึ่งนั้นไม่ว่าจะขุนนางหรือแม้กระทั่งไท่จื่อย่อมไม่ได้เชื่อใจเมืองอื่นได้ทั้งหมดอยู่แล้ว การถามหยั่งเสียงนั้นไม่ใช่้ารู้สถานการณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือแสดงความห่วงใย แต่เป็ไปเพื่อประเมินว่าการเข้ามาช่วยเหลือลู่ซุนของต้าซีในครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเอาประโยชน์จากลู่ซุนแต่ฝ่ายเดียวมากกว่า
...เื่ซอกแซกน่ารำคาญพวกนี้ดูเหมือนว่าพวกลู่ซุนจะเก่งทีเดียว…
“ไม่กล้า ไม่ใช่ศึกใหญ่ที่จะตึงมือพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หลี่เอ่ยตามจริงด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่หนักใจนัก
าทางนั้นที่จริงต้องเรียกว่าจบแล้วด้วยซ้ำในตอนนี้... ทัพของโลหยางหมดทางสู้ไปแล้วั้แ่เอวี่ยผิงเกี๋ยเข้ามอบตัวและตัวน่ารำคาญอย่างเอวี่ยเสิ่นอู่ถูกฆ่า ที่เหลือก็แค่แค่ต้อนคนเท่านั้น และเส้นทางการต้อนคนอื่นนั้นก็จัดกองกำลังทัพต้าซีเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่แค่ตรงลู่ซุนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ... แล้วก็ดูท่าว่าจะไม่ได้ดำเนินการง่าย ๆ ด้วย องครักษ์หลี่ซ่อนสีหน้าดูถูกดูแคลนเอาไว้อย่างเงียบงัน ก่อนจะนึกถึงคำสั่งของเหนือหัวคนเก่งที่เขาติดตามพระองค์ั้แ่สมัยเป็กงจู่ได้เอ่ยเอาไว้อีกครั้ง
“ลู่ซุนไม่ใช่มิตรที่ดีหรอก แต่เป็มิตรที่ถึงไม่อยากมีก็ต้องมี”
ถ้อยคำของพระองค์นั้นชัดเจนจริงใจพร้อมกับสีพระพักตร์อันเหนื่อยหน่ายอย่างชัดเจน สีพระพักตร์ของหนวี่หวงตี้นั้นแสดงออกชัดถึงความไม่ชอบพระทัยกับเื่นี้เท่าไหร่นัก แต่ก็ช่วยไม่ได้พระองค์เลือกจะเปิดศึกกับเฉียนฉิน ไม่มีทางที่พระองค์จะเลือกเพิกเฉยต่อลู่ซุนได้
องครักษ์หลี่เองก็เป็คนหนึ่งที่ทำงานภายใต้การปกครองของราชสกุลหยางมาตลอดชีวิตของเขา แน่นอนว่าเขาได้เห็นตัวตนของชาวสกุลหยางมามากพอตัวั้แ่เหนือหัวองค์ก่อนไปจนถึงองค์ชายทั้งสอง ทั้งความเด็ดเดี่ยวเก่งกาจและความอ่อนโยน และเขาเองแม้จะเป็บุรุษแต่ก็นับถือและเคารพในตัวของหนวี่หวงตี้ไม่น้อยไปกว่าชาวสกุลหยางคนอื่น ๆ ที่จริงพระองค์ติดจะมีปัญญามากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ และสิ่งที่พระองค์พูดนั้นก็ถูก…
“มันจะคุ้มค่าหรือกระหม่อม กับมิตรเช่นนั้น” องครักษ์หยวนถามด้วยความไม่เข้าใจมากนัก
องครักษ์หลี่หันไปมองสหายของตัวเองด้วยสีหน้าแสดงถึงความเข้าใจ ถ้าหากให้เขาเลือกแล้วละก็ เมืองสองฝั่งที่ควรผูกมิตรด้วยไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็เฉียนฉินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งความเก่งกาจ ความพร้อม และวิสัยทัศน์ในการรวมอำนาจนั้นเฉียนฉินมีทั้งหมด ที่จริงต้าซีเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฉียนฉินมาตลอดจนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง และยิ่งพักหลัง ๆ ก็ยิ่งทวีความแย่เข้าไปกันใหญ่
“ถ้าเทียบความคุ้มค่าจากความสามารถแล้ว ลู่ซุนก็ไม่ใช่เมืองที่เราควรคบ” หนวี่หวงตี้รับสั่งเรียบ ๆ “พวกท่านคงจะคิดว่าในการต้านโลหยาง เฉียนฉินมีประโยชน์มากกว่าใช่หรือไม่…”
หนวี่หวงตี้รับสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบก่อนที่พระองค์จะวางพู่กันลง พระองค์ถอนพระปัสสาสะ*(ถอนหายใจ)อีกครั้งก่อนจะทอดพระเนตรมาที่องครักษ์คนสนิทของพระองค์ก่อนจะแย้มสรวลน้อย ๆ มันเป็เช่นนี้ทุกครั้ง แม้ว่าพระองค์จะทรงครุ่นคิดแผนการที่ซับซ้อนและทำตัวเ้าอำนาจเพียงใด แต่เมื่อครั้งใดที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดคำถามพระองค์ก็พร้อมจะอธิบายเสมอ
“เพราะว่าเราไม่ได้ติดเพียงแค่ต้านโลหยางอย่างเดียว เฉียนฉินเก่งกาจและมีวิสัยทัศน์อย่างที่พวกท่านเอ่ยมาก็ถูก…” เหนือหัวทรงจ้องตรงมาที่พวกเขาอีกครั้ง “แต่มิตรที่เก่งกาจเช่นนั้นก็ย่อมมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมช่วยเหลือพวกเรารวบรวมแผ่นดินแล้วสุดท้ายปล่อยให้พวกเราขึ้นครองหรอก”
ถ้อยคำนั้นของเหนือหัวทำให้เขาเข้าใจขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้ง ใช่แล้ว... พวกเขาควรจะมองภาพรวมมากกว่านี้ แผนการและเป้าหมายใหญ่คือการรวมแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงแค่เอาชนะไปทีละดินแดน มันไม่ใช่าเล็ก ๆ ที่จะเกิดถี่ ๆ หากแต่มันเป็าใหญ่ที่กำลังเริ่มต้นต่างหาก
“เพราะการทรยศมาจากมิตรเท่านั้น บางครั้งเราก็ต้องเลือกมิตรที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถเอาชนะเราได้”
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ทั้งสองเอ่ยรับพร้อมกัน
“เข้าใจก็ดี” เหนือหัวทรงแย้มสรวลอีกครั้ง “อย่างไรท่านก็ช่วยไปย้ำให้มิตรของเราเข้าใจทีแล้วกันว่าการเป็มิตรครั้งนี้ ใครนำและใครตาม”
…ลำดับของมิตร…
“ไม่ใช่ศึกใหญ่อย่างนั้นหรือ” เซวี่ยไท่จื่อตรัสถามด้วยความประหลาดใจ
“เช่นนั้นกระหม่อม” องครักษ์หลี่เอ่ยรับ “ต้าซีคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดแล้ว เหนือหัวจึงส่งพวกกระหม่อมมาช่วยดูสถานการณ์ทางฝั่งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเศษเหลือของการศึกามารบกวนลู่ซุนพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์หลี่ตอบตามที่ได้รับคำสั่งมา เหนือหัวนั้นไม่ได้ทรง้าให้ลู่ซุนเข้ามาเป็พันธมิตรเพียงอย่างเดียว แผนการขั้นแรกก็คือให้เด็กตู้หลิ่งอี้เข้ามาเป็มิตร ส่วนตัวเขานั้นมีหน้าที่ทำให้ต้าซีดูเป็มิตรที่น่าเกรงขามขึ้นมาหน่อย แม้แต่ในหมู่มิตรเองก็มีลำดับขั้น... และเพื่อให้แน่ใจว่าลู่ซุนจะไม่ข้ามขั้นเขาจึงต้องมาที่นี่ ที่จริงแล้วมันค่อนข้างจะง่ายทีเดียว จะว่าไปตู้หลิ่งอี้เองก็ทำได้ดีอยู่แล้วแม้จะเป็เด็กแต่จากที่เห็น ทุกคนก็ดูเคารพตู้หลิ่งอี้ดี
“ถ้าเช่นนั้น…” เซวี่ยไท่จื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง “พวกท่านคง้าจะรีบจบา…”
น้ำเสียงของเซวี่ยไท่จื่อติดจะเกรงใจมากเป็พิเศษ และนั่นเป็สัญญาณที่ดีอย่างน้อยพระองค์ก็รู้ดีว่าความนัยขององครักษ์หลี่ก็คือเหลือเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้นที่ยังเป็ปัญหาอยู่จึงได้รับคำสั่งให้มาช่วย แม้จะดูโง่เขลาเบาปัญญา แต่อย่างน้อยไท่จื่อเองก็รู้ดีว่าลู่ซุนเป็เมืองที่ค่อนข้างไม่เป็ระบบระเบียบ แล้วก็ดีแค่ไหนแล้วที่ต้าซียังอดทนอยู่... ไท่จื่อหนุ่มได้แต่เกรงใจเพราะการถามหยั่งเชิงไปนั้นยิ่งนำมาซึ่งความอับอายมากกว่า
...ไม่ใช่เพียงแค่ต้าซีไม่ได้้าความช่วยเหลือจากลู่ซุน แต่นี่ลู่ซุนกำลังเป็ตัวถ่วง…
“มิกล้ากระหม่อม” องครักษ์หลี่ตอบทั้งที่จริงก็เป็เช่นนั้น “เหนือหัวแค่ทรงไม่้าให้ลู่ซุนต้องลำบากเพราะเหตุโลหยางเท่านั้น”
คำพูดนั้นเป็ไปโดยธรรมชาติทั้งที่จริงเขามีเป้าหมายมากกว่านั้น และจากสายพระเนตรของไท่จื่อนั้นเขาคิดว่าเขาสร้างสถานการณ์ได้ดีทีเดียว อย่างน้อยในตอนนี้นอกจากเหล่าขุนนางจะเลิกระแวงต้าซี และคิดได้ว่าใครเหนือกว่าในความเป็มิตรแล้ว ดีไม่ดีก็อาจจะเริ่มกระตุ้นให้ลู่ซุนคิดที่จะเร่งมือมากขึ้นไปอีกด้วย…
“เราเองก็ไม่้าที่จะสร้างความลำบากให้ทางต้าซีเช่นกัน…” เซวี่ยไท่จื่อตรัส “แค่ส่งทัพมาช่วยก็ถือเป็น้ำใจใหญ่หลวงแล้ว อย่างไรทางเราจะรีบเตรียมทัพตามคำแนะนำของท่านหลิ่งอี้ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้ท่านวางใจ”
หลังจากนั้นการเตรียมทัพของลู่ซุนก็เร็วขึ้นถนัดตาจนตู้หลิ่งอี้เองก็ยังแปลกใจ แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ถือว่าดีแล้วที่เป็อย่างนี้ เพียงสองชั่วยามเหล่าทหารที่พร้อมบ้างไม่พร้อมบ้างก็พากันเคลื่อนทัพออกไปประจำการชายแดนทันที บางส่วนก็เคลื่อนพลไปเพื่อปิดทางอพยพอย่างรวดเร็ว
“ท่านทำได้อย่างไรกันท่านหลี่” ตู้หลิ่งอี้ถามหลังจากที่ได้อยู่กันตามลำพัง
“ทำอะไรหรือท่านหลิ่งอี้” องครักษ์หลี่ถามอย่างแปลกใจ
“ก็ทำให้ทหารลู่ซุนเตรียมการได้เร็วน่ะสิขอรับ” เด็กชายถามด้วยความตื่นเต้น เพราะก่อนหน้านี้เขายังมองไม่ออกเลยว่าจะทำอย่าไรให้คนพวกนี้รีบเตรียมทัพดี...
“หนึ่งเลยก็คือคนพวกนี้ระแวงต้าซี ข้าไม่ต้องทำอะไรมากแค่พวกเขามั่นใจว่าเราจะไม่ยืมกำลังไปรบจริง ๆ พวกเขาก็พร้อมจะเตรียมทัพปกป้องเมืองตนเองแล้ว…” องครักษ์หลี่เอ่ยเรียบ ๆ ก่อนจะโคลงศีรษะไปมา
“ที่จริงท่านหลิ่งอี้ก็ทำดีแล้ว แต่มนุษย์ก็เป็อย่างนี้ไม่มีใครวางใจใครได้ทั้งหัวใจหรอก พวกเขารอเห็นด้วยตาตัวเองมากกว่า…” องครักษ์หนุ่มเสริมให้เด็กหนุ่มสบายใจขึ้น
“อย่างนั้นหรือ…” ตู้หลิ่งอี้ตอบรับทั้งที่ไม่แน่ใจนัก
“เชื่อเถอะท่านหลิ่งอี้ หากเป็เหนือหัวเสด็จเองคนพวกนี้จะระแวงกว่านี้มากทีเดียว”
คำพูดขององครักษ์หลี่นั้นเป็ไปตามจริง หากเป็เหนือหัวเสด็จมาไม่ว่าตรัสอะไรลู่ซุนก็คงระแวง คนรอบจัดอย่างหยางเยว่ซือพูดความจริงคนยังระแวงเลย ตู้หลิ่งอี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก่อนจะเริ่มหัวเราะออกมา จริงอย่างที่ท่านหลี่ว่า เหนือหัวแค่ทรงตรัสคนก็ระแวงแล้วจริง ๆ
“อีกอย่างหนึ่ง คนในราชสกุลใหญ่หน้าบางเกินกว่าจะยอมอับอายว่าเมืองตัวเองด้อยความสามารถ…” องครักษ์หลี่พูดขึ้นต่อ “การพูดกับไท่จื่อเลยจึงเป็ผลดีมากกว่าพูดกับขุนนาง”
คำพูดง่าย ๆ ขององครักษ์ผู้เก่งกาจนั้นทำให้ตู้หลิ่งอี้สามารถเข้าใจได้อีกครั้ง องครักษ์หลี่นั้นไม่ได้เก่งแค่การรบ แต่เื่ของคนเองก็เก่งไม่น้อยเหมือนกัน ต่างกับองครักษ์หยวนที่จะเป็คนซื่อตรงมากกว่า แล้วก็คงเพราะเป็เช่นนี้เหนือหัวจึงทรงเลือกองครักษ์หลี่มาทำงานนี้แทน…
“ท่านหลี่ช่างมากด้วยปัญญา ข้าน้อยนับถือ” ตู้หลิ่งอี้เอ่ยอย่างจริงใจ
“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย…” องครักษ์หนุ่มเอ่ยปัด “ที่จริงข้ามีเื่ต้องแจ้งท่านหลิ่งอี้ด้วย…”