จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 64 รองอธิการบดี

    อาจารย์รอยสบตาสาวน้อยนักเวท ดวงตาของเธอลุกโชนดั่งเปลวเพลิง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยาน แต่เป็นจิตวิญญาณของนักสู้โดยแท้

    เขายิ้มบางอย่างพึงพอใจก่อนเอ่ยขึ้น

    "นั่นต้องดูว่าเจ้าจะสู้กับเขาในสถานการณ์ไหน"

    เมื่อเห็นไคลอาขมวดคิ้วงุนงง เขาจึงกล่าวต่อ

    "หากเป็นการประลองด้านเวทมนตร์ เจ้าคิดว่าจะสู้เขาได้หรือไม่?"

    "ข้ามั่นใจว่าไม่แพ้แน่นอน!"

    เธอเชิดหน้ากล่าวอย่างแน่วแน่ อาจารย์รอยพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงเห็นด้วย ก่อนถามอีกคำถามที่ลึกกว่า

    "แล้วถ้าต้องตัดสินเป็นตายล่ะ?"

    "ข้า..."

     

    คำตอบพลันสะดุด ไคลอาเงียบไป ตัวเธอเองรู้ดีว่าแม้ชายหนุ่มจะดูเกียจคร้านและแสดงให้เห็นความยากลำบากในช่วงทดสอบ แต่สิ่งที่อาจารย์รอยกล่าว...บ่งบอกว่า เขายังไม่เอาจริง ชายคนนี้ต้องไม่ธรรมดา และควรระวังให้มาก

    เมื่ออาจารย์เห็นว่าเธอไม่ตอบตามอารมณ์ ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ

    "ข้าบอกเจ้าได้เลยว่า หากเป็นการต่อสู้ตัดสินเป็นตาย เจ้า...อาจไม่มีแม้แต่โอกาสจะร่ายเวทบทแรกให้สำเร็จ"

     

    เงียบงันทันทีทั่วสนาม แม้แต่เสียงหายใจก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน เหล่านักศึกษารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

    ชายชรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

    "พวกเจ้าทุกคนคงรู้จักจักรวรรดิโซลมากันดีอยู่แล้ว และคงคิดดูแคลนว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้อารยธรรม ไม่ผิดหากมองจากสิ่งปลูกสร้าง และวัฒนธรรมของพวกเขา"

    สายตาอาจารย์กวาดผ่านนักศึกษาทั้งสนาม มีเพียงนิโคลัสคนเดียวที่ไม่ได้แสดงแววดูแคลนอันเนื่องจากเขาเป็นชาวโซลมาและเติบโตขึ้นมาจากที่นั่น

     

    "แต่ความลำบากนั่นเอง...ที่หล่อหลอมให้พวกเขาแข็งแกร่ง ความอดทนและเลือดนักรบไหลเวียนอยู่ในกายตั้งแต่เด็ก ต่างจากลูกหลานตั้งแต่ชนชั้นกลางขึ้นไปของเราที่เติบโตมาด้วยความสะดวกสบาย ลองถามตนเองสิ พวกเจ้าเคยผ่านความตายมาบ้างไหม?"

    เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่นทุกคำ คล้ายกับมีแรงกดดันกระหน่ำตรงเข้าทรวงอกเด็กทุกคน

    "แม้แต่นักศึกษาอันดับต้นของวาลเดียลา หากต้องออกรบกับนักศึกษาชั้นนำจากโซลมา...ข้าบอกเลยว่า พวกเจ้าตายหมดแน่นอน"

     

    ความเงียบยังคงปกคลุม ลูคัสขบฟันแน่นจนกรามขึ้น แต่ด้วยนิสัยพูดน้อยจึงไม่ได้โต้แย้งออกมา

    ทว่าเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นแทน

    "อาจารย์จะไม่ดูถูกนักศึกษาวาลเดียลาเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ? พวกเราก็มีความสามารถมากมาย ท่านพูดราวกับรู้จักพวกเขาทุกคนเป็นอย่างดี"

    เซราฟีน ดราโกเวล สาวน้อยจากตระกูลมังกรสายฟ้า กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

    อาจารย์รอยยิ้มนิด ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน

    "สี่สิบปีในโซลมา เจ้าคิดว่าเพียงพอไหมที่จะรู้จักพวกเขา?"

    เซราฟีนสะอึก คำพูดที่เตรียมไว้สะดุดไปทันที

     

    "ข้าไม่ได้ดูถูกพวกเจ้าหากแต่พูดตามความจริง หากเป็นการประลองตัวต่อตัวในแนวทางเวทมนตร์ พวกเจ้ามีโอกาสชนะสูงมาก...แต่ถ้าต้อง ฆ่ากัน พวกเจ้ากลับพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว

    ที่นั่น พวกเขาจับดาบตั้งแต่ยังพูดไม่คล่อง การต่อสู้เป็นสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่มีเพียงแค่ทักษะประดับกาย แม้แต่หลังปลุกพลังตอนอายุสิบห้า...นักเวทฝึกหัดยังต้องฝึกอาวุธอื่นควบคู่กันไป"

    บรรยากาศกดดันยังคงไม่จางหาย และในจังหวะนั้น ไคลอาก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง

    "อาจารย์ แต่ที่ท่านพูดว่า...ไคลอาอาจพ่ายแพ้โดยไม่ได้ร่ายเวทเลย มันจะเป็นไปได้จริงหรือ?"

    รอยไม่ตอบทันที เขาหันไปมองนักศึกษาทั้งสนาม และพูดเสียงเรียบ

    "ไคลอา เซราฟีน และนิโคลัส...ลงมาข้างล่าง"

     

    ‘นี่ข้าอยู่เฉย ๆ แล้วนะ ยังหาเรื่องให้ข้าอีกเหรอ...’

    นิโคลัสถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะลุกตามคำสั่ง

    "สู้ ๆ นะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!"

    เฟรเดอริกหัวเราะลั่นอย่างชอบใจ เมื่อเห็นเพื่อนตัวเองเจอเรื่องวุ่นวายอีกครั้ง

    "เห็นเพื่อนได้รับเคราะห์แล้วมีความสุขหรือไง ข้ายิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่นะ..."

    คำพูดนิ่ง ๆ จากนิโคลัสทำเอาเจ้าชายต้องยิ้มแห้งและเงียบเสียงลง

     

    อาจารย์รอยสั่งนักศึกษาบางส่วนให้ช่วยยกหุ่นไม้คนสองตัวมาตั้งไว้ข้างกัน จากนั้นจึงให้ไคลอาและเซราฟีนไปยืนข้างหุ่นแต่ละตัว ส่วนนิโคลัสให้ยืนตรงข้ามห่างออกไปสิบเมตร

    ‘เจ้ายังพกมีดสั้นพวกนั้นอยู่ใช่ไหม?’

    เสียงเวทกระซิบของอาจารย์รอยดังขึ้นในหูชายหนุ่ม เขาพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ

    ‘เมื่อข้าให้สัญญาณ เจ้าซัดใส่หุ่นทั้งสองตัวเหมือนที่ทำตอนอยู่ในป่า’

    รอยเคยเห็นฝีมือของเขามาแล้ว มีดสั้นของนิโคลัสเคยสังหารสัตว์ป่าในพริบตา และกับมนุษย์ในระยะประชิด...อันตรายถึงชีวิต

    นิโคลัสเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ต้องการจะสอน และแม้จะไม่เต็มใจ เขาก็เลือกจะให้ความร่วมมือ

    รอยสั่งให้ไคลอาและเซราฟีนชักไม้เวทออกมา

    "เจ้าทั้งสอง...ร่ายเวทที่เร็วที่สุด โจมตีใส่นิโคลัส หากเขาโจมตีโดนหุ่นซ้อมก่อน ต้องหยุดทันที เข้าใจหรือไม่?"

    ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกัน

    และคำสั่งก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ

     

    "ระวัง... เริ่ม!"

    ตึ้ก! ตึ้ก!

    เสียงกระแทกไม้ดังแทบจะพร้อมกับคำว่า "เริ่ม" มีดสั้นสองเล่มปักกลางใบหน้าหุ่นไม้ราวกับผุดขึ้นจากอากาศ ก่อนที่สาวน้อยทั้งสองจะได้ร่ายเวทถึงคำที่สองด้วยซ้ำ

    ไคลอาและเซราฟีนต่างชะงักค้าง แทบหยุดหายใจเมื่อเห็นผลลัพธ์เบื้องหน้า

    ...ในขณะที่นิโคลัสเดินไปถอนมีดของตนกลับมาอย่างสบาย ๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองเขาเป็นตาเดียว

     

    “พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจเขามากนัก”

    อาจารย์รอยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “มันเป็นเพียงทักษะเล็กน้อยในการเอาชีวิตรอด หากพวกเจ้ามัวแต่มั่นใจในตนมากเกินไป วันหนึ่งอาจไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลยด้วยซ้ำ”

    เขากวาดตามองเหล่านักศึกษาที่ยังคงหวาดหวั่นจากการแสดงของนิโคลัส แม้จะรู้ว่าเขาไม่เจตนาทำร้ายใคร แต่เงาของความกลัวได้หยั่งรากลงไปแล้ว

    “อันตรายของพวกเราไม่ใช่แค่สัตว์อสูร”

    เขากล่าวต่อ

    “แต่บ่อยครั้งที่ฮันเตอร์หรือเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ต้องปะทะกับโจรและกองกำลังผิดกฎหมาย พวกมันไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช้วิธีการที่ยุติธรรม หากพวกเจ้าประมาท ชีวิตพวกเจ้าก็อาจจบลงก่อนจะได้ร่ายเวทบทแรกด้วยซ้ำ”

     

    เขาหยุดเล็กน้อย แล้วถามเสียงเรียบ

    “ยังมีใครอยากถามอะไรอีกไหม?”

    เมื่อไม่มีใครยกมือ อาจารย์จึงเริ่มสั่งงาน

    “ไปอ่านพื้นฐานเวทมนตร์มาให้ดี คาบหน้าเราจะเรียนในห้อง และจะเริ่มปรับพื้นฐานเวท ถ้าข้าถามเนื้อหาในบทแรกแล้วตอบไม่ได้ เตรียมรับโทษไว้ได้เลย”

    เสียงโอดครวญเบา ๆ ดังขึ้นทั่วอัฒจันทร์

    “วันนี้พอแค่นี้”

     

    แต่ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกความสนใจ

    “อาจารย์ขอรับ ข้าขอถามเรื่องนอกเนื้อหาเวทได้ไหมขอรับ... เพียงคำถามเดียว”

    นิโคลัสยืนขึ้น น้ำเสียงเรียบง่าย แต่ในแววตามีประกายสนุกเล็ก ๆ จอมเวทรอยพยักหน้าอนุญาต เป็นการชดเชยที่ใช้เขาเป็นตัวอย่างก่อนหน้านี้

    “ตามพุ่มไม้และต้นไม้ข้างทาง จะมีหนอนแมลงตัวใหญ่ ข้าจะให้นกข้ากินได้ไหมขอรับ?”

    นักศึกษาหลายคนส่ายหน้าอย่างระอากับคำถามที่ดูไร้สาระ แต่บางคนกลับเข้าใจ เพราะพวกเขาเพิ่งเห็นนกของนิโคลัสบินไปช่วยป่าวประกาศเรื่องเปลี่ยนสถานที่เรียนเมื่อเช้าซึ่งช่วยให้พวกเขามาทันเวลาได้หลายคน

    “อย่าให้มันกินเยอะเกินไป”

    รอยตอบเรียบ ๆ

    “หนอนพวกนั้นมีพลังงานสูงกว่าปกติมาก และจำไว้ให้ดี ห้ามเข้าเขตผู้ฝึกสัตว์หรือเรือนเพาะชำโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด”

    เมื่อสิ้นเสียงคำตอบ เขาก็หายตัวไปทันทีเช่นเคย

     

    ไม่นาน เสียงชายหนุ่มด้านข้างก็ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ตอนประลองกับข้าห้ามเจ้าใช้อาวุธอย่างอื่นนะ”

    นิโคลัสหันไปมองพลางยกคิ้ว

    “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนแบบนั้นหรืือ?”

    เจ้าชายน้ำแข็งมองหน้าเขาก่อนแย้มยิ้มแล้วกล่าวอย่างรู้ทัน

    “ไม่แน่ ถ้าเจ้าใกล้แพ้อาจใช้อาวุธอื่นก็ได้ใครจะไปรู้”

    “มั่นใจดีนี่ เวทน้ำแข็งของเจ้าถ้าจับข้าไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์นะ”

    “ข้ามีเวทไว้ใช้กับเจ้าแน่นอน ไม่ต้องห่วง”

     

     

    ทั้งสองพูดคุยไปขณะเดินออกจากอาคารเรียน หากมีคนตั้งใจฟังจะรู้ได้ว่าทุกคำพูดล้วนแล้วแต่เป็นคำจิกกัดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและเสียงหัวเราะ

    แต่แล้วนิโคลัสก็รู้สึกถึงสายตาหนึ่งที่จับจ้องอยู่ด้านหลัง เขาหันไปเห็นไคลอาเดินตามมาอย่างลังเล

    “เจ้าเดินตามข้ามาทำไม?”

    เขาถามเสียงเรียบ

    สาวน้อยนักเวทลังเลจนไม่กล้าพูดอะไรจนเขาต้องเสริมต่อ

    “เจ้าไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรก็พูดมาเถอะ ข้าชินแล้วดูเจ้านี่สิ เกาะแกะข้าตั้งแต่วันสอบเข้า เพิ่มอีกคนคงไม่เป็นไร”

    เขาพูดพลางชี้ไปทางเฟรเดอริก

    เจ้าชายเพียงยิ้มไม่ว่าอะไร ก่อนพูดอย่างอารมณ์ดี

    “เชื่อข้าเถอะ เกาะติดหมอนี่ไว้ มีเรื่องสนุกให้ดูทุกวันแน่นอน”

     

    คำพูดเชิงหยอกล้อบวกกับท่าทีสบาย ๆ ของทั้งสองทำให้ไคลอารู้สึกผ่อนคลายขึ้น เธอตัดสินใจพูด

    “ข้าอยากรู้ว่า เวทลมพัดพาของเจ้าทำได้ถึงขนาดไหน?”

    คำถามนั้นมาพร้อมสายตาจริงจังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

    นิโคลัสหรี่ตามองเธอเล็กน้อย เขารู้ดีว่าไคลอาไม่ได้ไร้อาจารย์ หากเติบโตมาในตระกูลจอมเวทย่อมต้องมีผู้สอน แต่เหตุใดเธอจึงไม่ฝึกฝนเวทพื้นฐานนั้นให้ชำนาญ?

    “เจ้าไม่ควรมาถามข้า แต่ควรถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ฝึกเวทพื้นฐานให้ชำนาญ มันเป็นพื้นฐานของเวทลม เจ้าย่อมรู้ดี ต่อให้ข้าบอกไป แต่ถ้าเจ้ายังไม่แก้ปัญหานั้น มันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี”

    “ข้าเคยพยายามฝึกมันแล้วแต่ควบคุมมันได้ไม่ดีและต้องใช้มานามากมาย แต่นั่นเป็นปัญหาของข้า เจ้าบอกข้ามาก็พอ”

    เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงดื้อรั้น

     

    นิโคลัสถอนหายใจเบา ๆ ก่อนหยิบมีดสั้นขึ้นมาถือไว้ อีกมือกุมมือไม้เวทร่ายเวทลมขนาดเล็กขึ้นมา กระแสลมเล็ก ๆ แต่รุนแรง หมุนวนไปมารอบตัว

    เขาโยนมีดสั้นเข้าไปในกระแสนั้น มีดหมุนวนรอบตัวเขาสองรอบอย่างเสถียร ก่อนจะค่อย ๆ หยุดและตกลงบนฝ่ามือ

    “วัตถุเล็ก ๆ ข้าทำได้แค่นี้”

    เขากล่าวเรียบ ๆ

    “แต่ถ้าวัตถุใหญ่กว่านี้ อย่างเช่นลูกศรที่เจ้าเห็นในสนาม หากไม่ต้องควบคุมทิศทางมากนัก มันก็จัดการได้ไม่ยาก”

    ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอันมุ่งมั่นของสาวน้อย ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่จอมเวทรอยเคยถ่ายทอดให้เขาเมื่อครั้งฝึกเวทลม โดยไม่หวงแหน

    “ลม…ไร้รูปลักษณ์ หากแผ่ซ่านทั่วทุกหนแห่ง

    ไร้น้ำหนัก ทว่าพัดพาสิ่งที่หนักกว่ามันได้

    หากหยุดนิ่ง ก็มิใช่ลม

    ลมเคลื่อนตามเจตของผู้ใช้ หากเจตเจ้าไม่มั่นคงลมก็จะสั่นไหวและไร้ทิศทาง”

     

    ไคลอาคิ้วขมวดแน่นกว่าปกติ ครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่พึ่งได้ยิน ก่อนจะกล่าวคำขอบคุณเสียงเบาแล้วเดินจากไป

    “เจ้านี่เป็นคนใจดีจริง ๆ เลยนะ ถ้าข้าไม่ได้สนิทกับเจ้า ก็คงจะมีภาพจำตอนเจ้าซัดมีดโดยไม่กะพริบตาแน่นอน”

    เฟรเดอริกคล้ายจะเอ่ยชม

    นิโคลัสไม่ได้สนใจคำพูดเขา มองตามหลังเธอจนลับสายตา ก่อนหันไปถามเฟรเดอริกที่ยืนอยู่ด้านข้าง

    “ระดับพวกเจ้าเป็นแบบนี้กันเยอะไหม? ข้าอันดับต่ำกว่าเจ้าและลูคัสอีก ทำไมถึงจ้องหาเรื่องข้ากันหมด”

    เฟรเดอริกหัวเราะในลำคอเบา ๆ

    “มันคงเป็นสัญชาตญาณ คนที่เก่งกว่าหรือเท่าเทียมกันก็ดูเป็นคู่แข่ง แต่คนที่ดูด้อยกว่าแล้วกลับขึ้นมาทัดเทียมได้… มันกระตุ้นแรงผลักดันได้มากกว่า”

    “เจ้าก็คิดแบบนี้เหมือนกันหรือ?”

    “เจ้าอย่าลืมสิว่าข้าเข้าหาเจ้าตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าเจ้าเป็นใคร คนที่ใช้ระเบิดพลังระดับทำให้สีผมเป็นแบบนี้ได้… ไม่ใช่คนธรรมดาแน่”

    นิโคลัสถอนหายใจ

    “พอเลย อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใครอีกนะ แค่นี้ข้าก็เหนื่อยพอแล้ว”

    “รับรองได้เลย”

    เฟรเดอริกยิ้มบาง ๆ ก่อนโบกมือ

    “เอาล่ะ ข้ากลับบ้านก่อน”

    เจ้าชายเดินแยกออกไปทางประตูใหญ่ เช่นเดียวกับไคลอาที่ออกไปก่อนหน้านี้ บุตรหลานตระกูลใหญ่ล้วนมีที่พักในเมืองหลวงทั้งสิ้น พอหมดคาบสุดท้ายในแต่ละวัน พวกเขาก็แยกกลับที่พัก

     

    นิโคลัสพึมพำกับตัวเอง

    “ทำไมวันแรกปัญหามันถึงได้เยอะขนาดนี้นะ…”

    หากเป็นอาจารย์เวทท่านอื่น เขาคงไม่เจอเรื่องยุ่งยากแบบนี้

    “นิค!”

    เสียงเล็กใสเรียกจากเบื้องบนก่อนที่ซิลฟี่จะร่อนลงมาเกาะแขน ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

    “เป็นไงบ้าง สนุกไหม?”

    “พอได้อยู่ ถ้าไม่นับพื้นที่สัตว์เลี้ยงที่นกฝึกพวกนั้นชอบไล่ข้าออกมา”

    ซิลฟี่ส่ายหัวเบา ๆ

    “เจ้าอย่าไปเล่นแถวนั้นนะ ท่านตาเตือนแล้วว่าพื้นที่ผู้ฝึกสัตว์กับเรือนเพาะชำเจ้าอย่าได้เข้าไป… อ้อ แล้วพวกหนอนตามพุ่มไม้กับป่าข้างทาง เจ้ากินได้นะแต่อย่าตะกละ พวกนั้นพลังงานสูงมาก เอาอย่างนี้ เจ้าพาพวกมันออกไปบินเล่นแล้วกลับมาหาข้าพร้อมพวกข้างนอกตอนเย็น”

     

    นิโคลัสพยักหน้าแล้วปล่อยนกในมิติสัตว์เลี้ยงออกมาเกือบทั้งหมด โดยมีบางตัวที่เป็นนกกลางคืนจึงไม่ได้ออกมาด้วย

    นกเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ซิลฟี่ชวนมาอยู่ด้วยตั้งแต่สมัยเดินทางในป่า และบางตัวเป็นนกที่นิโคลัสเห็นแววว่าจะนำมาฝึกใช้งานได้ เช่น เหยี่ยวป่าหรือนกฮูก ฝูงนกเล็ก ๆ ทยอยบินจากไปโดยมีซิลฟี่เป็นผู้นำ

    เดิมทีเขาตั้งใจจะไปที่ห้องฝึกซ้อมหลังเลิกเรียน แต่การใช้พลังไปมากในคาบเรียนเวททำให้ต้องเปลี่ยนแผน จึงเลือกกลับเข้าห้องพักและฝึกสะสมพลังแทน รอเวลาที่นกตัวน้อยจะกลับมาในช่วงเย็น

    วันแรกของชายหนุ่มในรั้วสถาบันเต็มไปด้วยเรื่องเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ตนเองวางแผนและคนอื่นสร้างให้ โชคดีที่อย่างน้อยยามค่ำคืนยังสงบสุข

     

     

    ณ คฤหาสน์หลังหนึ่งในย่านที่พักของชนชั้นสูง

     

    เพล้ง!

    เสียงแก้วเหล้าแตกกระจายหลังจากถูกขว้างลงพื้นอย่างแรง พร้อมกับเสียงตวาดลั่น

    “มันกลับมาได้ยังไงวะ!”

    ชายวัยกลางคนภายนอกดูอายุราวห้าสิบปี หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ พ่อบ้านและคนรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น

     

    เจ้านายของพวกเขายามอยู่ต่อหน้าคนภายนอกมักแสดงความสุภาพอ่อนโยน แต่ทุกคนในคฤหาสน์รู้ดีถึงนิสัยแท้จริง และไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะสัญญาวิญญาณที่ได้ลงนามไว้

    “พ่อบ้าน เจ้าไปสืบมาให้ได้ว่ามันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินข่าวมันเลย คนอย่างมันต่อให้เก็บตัวเงียบยังต้องมีคนรู้จักอยู่มาก ต้องมีใครบอกได้บ้าง ยิ่งไอ้แก่นั่น…มันต้องรู้แน่นอน ไม่งั้นอยู่ดี ๆ มันจะกลับมาเป็นอาจารย์ได้ยังไง”

    เขาตะคอกใส่พ่อบ้าน พร้อมพาลโกรธไปถึงคนเดียวที่ขวางเขาไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดีของสถาบันวาลเดียลา

     

    “ขอรับนายท่าน…แต่นายท่านโปรดใจเย็นก่อน ถึงเขากลับมาก็ทำอะไรท่านไม่ได้แล้ว ท่านวางคนของท่านเข้าไปในกรรมการสถาบันได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ขอเพียงอีกหนึ่งเสียง ท่านก็ไม่ต้องกลัวผู้ใดอีก”

    แก้วเหล้าอีกใบลอยมาแทบจะในทันที พ่อบ้านจำใจยืนนิ่งให้แก้วแตกใส่หน้าผาก เลือดไหลเป็นทาง แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเช็ดออก

    “ถ้าเจ้าโง่ก็อย่าเสนอความคิด! ที่พวกนั้นสนับสนุนข้าเพราะข้ายัดเงินให้มันตั้งเท่าไหร่ และบางคนเพราะไม่เห็นตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าข้า แต่ถ้าเจ้านั่นกลับมา ทุกอย่างก็พลิกได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องพูดถึงไอ้แก่นั่นที่วางตัวมันเป็นผู้สืบทอดตั้งแต่แรก”

     

    เขายกขวดเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ ก่อนพูดด้วยเสียงเดือดดาล

    “ข้า อีธาน วาเนอริส ลูกชายผู้นำตระกูลวาเนอริส หลานชายของเขา แต่ทำไมเขาไม่เคยเชื่อใจข้า…ทำไม!”

    เสียงตะโกนคงดังไปไกลหากคฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้มีเวทกั้นเสียงเอาไว้

     

    ต้นตระกูลวาเนอริสเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวาลเดียลา และสืบทอดตำแหน่งอธิการบดีมาหลายชั่วอายุคน

    อีธาน วาเนอริส ปราชญ์เวทขั้นกลาง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และเป็นทายาทคนหนึ่งที่หวังครองตำแหน่งอธิการบดีต่อจาก ไฮรอส วาเนอริส มานานกว่าสามสิบปี

    เมื่อรอยไม่อยู่ เขามีทั้งความหวังและกล้าที่จะไขว่คว้าด้วยแผนการต่าง ๆ เหลือเพียงอีกไม่กี่ปีทุกอย่างก็จะสำเร็จ…

    ถ้าเพียงแต่ “เขา” ไม่กลับมา

    “ในเมื่อเจ้ากลับมา…ข้าก็จะทำให้เจ้าหายไปอีกครั้ง”

    เสียงคำรามต่ำเต็มไปด้วยความอาฆาตดังสะท้อนอยู่ในห้อง

     

     

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน