เกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

    บทที่ 96 สัญญานัดหมายที่ล่วงเลย

    บทที่ 96 

    สัญญานัดหมายที่ล่วงเลย

    ท้องนภาด้านนอกมืดมิดราตรีนี้เป็นราตรีที่งดงามแห่งราตรี ดวงจันทราประดับเด่นอยู่กลางท้องนภาดวงดาราร้อยเรียงต่อกันราวกับอัญมณี อากาศในช่วงยามราตรีนี้หนาวเย็นมากกว่าอากาศในช่วงยามกลางวัน

    ไป๋เฟิ่งเดินออกมาจากที่ว่าการภายในกองทัพ นางเดินออกมาด้านนอกท้องนภาด้านนอกมืดมิดนางสวมใส่เสื้อคลุมสีแดงทับชุดลำลองที่จะสวมใส่เอาไว้ด้านในหนึ่งชั้น เดินออกมาด้านนอกด้วยท่าทางที่เรียบเฉยภายในมือเองก็ยังคงถือกระบี่คู่ใจ

    เมื่อเดินออกมาบริเวณด้านนอกก็จะมองเห็นว่าตอนนี้บริเวณด้านนอกมีแสงไฟประดับประดาเอาไว้เป็นจำนวนมาก

    แสงไฟมากมายที่ประดับอยู่ตามทางภายในเขตวังหลวงแปลว่าส่วนนี้จะเป็นเขตกองทัพแต่ว่ามันก็โดนดูแลอย่างดี

    เส้นทางการเดินทางล้วนแล้วแต่มีแสงไฟประดับเอาไว้ตามทางทั้งหมดทำให้ทางเดินนั้นสว่างไสวไม่มีแม้ความมืดมิดเพียงนิด

    เมื่อเดินออกมาด้านนอกก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เย็นตัวลง นางเดินตรงไปที่รถม้าของตนเองที่จอดรอรับนางเอาไว้บริเวณด้านหน้า 

    เมื่อเดินทางมาถึงรถม้าเดินขึ้นไปบนรถม้าแล้วก็สั่งให้สารถีผู้ที่ขับเคลื่อนรถม้ามุ่งตรงกับไปที่จวนของนาง

    อาชาสองตัวที่อยู่เบื้องหน้าขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ววิ่งตรงตามคำสั่งมุ่งออกจากวังหลวงตรงไปยังเส้นทางที่จะเดินทางกลับไปสู่จวนตระกูลไป๋ 

    รถม้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในยามราตรีเช่นนี้ผู้คนมีเดินอยู่บนถนนไม่ได้มากนักสำหรับถนนเส้นที่จะมุ่งตรงกับไปสู่ตระกูลไป๋ 

    ถ้าเป็นในยามกลางวันถนนแทบจะทุกเส้นภายในเมืองหลวงมีผู้คนเดินพลุ่งพล่านแต่ว่าในตอนนี้เป็นยามราตรี บนถนนบางเส้นก็ไร้ซึ่งผู้คนจะเดิน 

    อย่างเช่นถนนเส้นนี้ที่จะเดินทางไปสู่ตระกูลไป๋ บนถนนเต็มไปด้วยความว่างเปล่ายามราตรีตามทางเดินมีแสงไฟตามทางประดับอยู่เล็กน้อย

    ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ภายในรถม้าด้วยท่าทางที่เรียบเฉยขนาดที่รถม้ากำลังวิ่งไปด้านหน้า อยู่ๆนางเองก็ต้องเกิดความรู้สึกบางอย่างอยากเลิกม่านขึ้นแล้วก็ชมทัศนียภาพบริเวณด้านนอก

    ม่านสีฟ้าของรถม้าถูกยกขึ้นนั่งใช้ดวงตามองตรงไปด้านนอก มองเห็นแต่เพียงแค่ความมืดมิดตามถนนเท่านั้นเพราะแบบนั้นนางเลยปิดม่านลงเช่นเดิม 

    กลับมานั่งอยู่ภายในรถม้าด้วยท่าทางที่เรียบเฉย ไม่นานนักรถม้าก็วิ่งตรงไปตามเส้นทางจนกระทั่งเดินทางไปถึงจวนตระกูลไป๋

    รถม้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วอยู่ตรง เมื่อรถม้าหยุดนิ่งสนิทผู้ที่นั่งอยู่ด้านในลุกขึ้นอย่างไม่รีรอก้าวเท้าออกมาด้านนอก

    เมื่อนางก้าวเท้าออกมาบริเวณด้านนอกมองเห็นพวกผู้คุ้มกัน ที่ยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าประตูเช่นเดิม

    เพียงแต่ว่าพวกผู้คุ้มกันพวกนี้ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณด้านหน้าจวนมันไม่ใช่พวกผู้คุ้มกันที่ลู่หยางมอบจดหมายให้ในช่วงยามกลางวัน

    ไป๋เฟิ่งก้าวเท้าลงมาจากรถม้าเดินตรงไปยังประตูทางเข้า พวกผู้คุ้มกันพวกนั้นก้มศีรษะคารวะแม่ทัพใหญ่ เมื่อพวกมันก้มศีรษะทำการคารวะจนเสร็จพวกมันก็กลับมายืนด้วยท่าทางตรงเช่นเดิม

    มองดูจากท่าทางของพวกมันเลยตอนนี้แล้วพวกมันไม่น่าจะรู้เกี่ยวกับจดหมายที่ถูกฝากเอาไว้เมื่อยามกลางวัน

    ในช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรน่าจะไม่มีคนบอกมันว่ามีจดหมายที่ฝากเอาไว้ให้กับท่านแม่ทัพใหญ่ 

    ไป๋เฟิ่งกำลังจะเดินผ่านประตูไปเช่นทุกวัน แต่ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าผ่านจุดนั้นไปทั้งสองข้างของนางก็หยุดชะงัก

    นางใช้สายตาเหลือบไปมองทางด้านซ้ายและขวามีความรู้สึกบางอย่างภายในจิตใจของนางที่บอกว่ามีบางอย่าง จะบอกว่าเป็นลางสังหรณ์ก็ได้ 

    นางเหลือบมองไปมาแต่ก็ไม่พบอันใดจนกระทั่งร่างตัดใจและก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในจวนอีกครั้ง

    เมื่อเดินกลับเข้าไปภายในจวน ช่วงเวลาในยามนี้มันเองก็เป็นช่วงเวลาที่ดึกพอสมควรแล้วผู้คนภายในตัวจวนเองก็ทานอาหารมื้อค่ำเสร็จไปสักพักใหญ่ๆ

    แต่เมื่อคุณหนูใหญ่เดินทางกลับมาถึงจวนเหล่าแม่ครัวก็ต้องทำหน้าที่ในการจัดหาอาหารให้นางรับประทาน

    ภายในห้องอาหารของจวนตระกูลไป๋ อาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างรวดเร็วเพื่อให้คุณหนูใหญ่ที่พึ่งทำงานราชการกลับมาได้มานั่งทาน 

    ไป๋เฟิ่งนางเข้ามานั่งภายในห้องอาหารบนโต๊ะอาหารในยามนี้มีเพียงแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น 

    อาหารที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ามันมีมากมายเกินกว่าที่นางจะกินหมดแต่ว่าพวกเหล่าแม่ครัวก็ทำการจัดเตรียมเอาไว้เพราะถือคติว่าเหลือดีกว่าขาด 

    แม้นางจะมานั่งทานอาหารเพียงคนเดียวภายในห้องแต่ก็ยังมีบ่าวไพร่มากมายมารับใช้อยู่บริเวณรอบๆ พวกนางนั่งก้มหน้ามองแม่ทัพใหญ่ที่นั่งอยู่และใช้ดวงตามองอาหารมากมายเหล่านี้

    ไป๋เฟิ่งหันกลับไปหาแม่ครัวที่อยู่ด้านหลังก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ อาหารมากเกินไปที่หลังจากเตรียมชุดเดียวก็พอ.. ”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่ครัวที่ยืนอยู่ก้มหน้ารับและขานรับด้วยเสียงอันแผ่วบาง “ เจ้าค่ะ.. ”

    ในขณะที่กำลังจะลงมือทานอาหารนั่งดิบตะเกียบขึ้นมาอยู่ๆน้องหญิงของนางก็ได้เดินเข้ามา

    เด็กหญิงที่มีช่วงวัยประมาณสิบหกปีเดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ วันนี้นางแต่งกายด้วยชุดสีเขียวเช่นเดิมแต่ว่ารูปลักษณะของชุดนั้นแตกต่างออกไป นางเดินเข้ามาทักทายกลับพี่หญิงของนางที่กำลังจะลงมือทานอาหาร 

    ไป๋ลี่มี่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มและกล่าวขึ้น “ ท่านพี่เพิ่งกลับมาอย่างนั้นหรือเจ้าคะ!! ” 

    ไป๋เฟิ่งหันใบหน้าของตนเองกลับไปและก็พยักหน้าตอบรับ

    เมื่อเห็นว่าพี่สาวของตนเองนั้นเดินทางกลับมาดึกดื่นไม่มีผู้ใดนั่งทานอาหารเป็นเพื่อนนางอาสานั่งอยู่ข้างกายเพื่อเป็นเพื่อนสนทนาในขณะที่ไป๋เฟิ่งกำลังทานอาหาร

    ..

    เส้นทางเดินที่ตัดผ่านห้องอาหารพอดี ภายในทางเดินแห่งนี้มีบ่าวไพร่ที่เป็นสตรีคอยเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าต้องคอยรับใช้คุณหนูใหญ่ที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ภายในห้อง

    บนทางเดินเส้นนี้ผู้คุ้มกันที่รับจดหมายที่ลู่หยางฝากเอาไว้ในยามกลางวันเอาไว้เข้าได้เปลี่ยนเวรยามมาเดินเฝ้าตระเวนบริเวณด้านในพอดี 

    ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านห้องอาหาร ดวงตาของมันหันไปมองอย่างรวดเร็วมองเห็นว่ามีแสงไฟปรากฏออกมาจากห้องอาหารในช่วงยามดึกเช่นนี้เกิดความสงสัยกระพริบตาปริบๆ

    ในช่วงเวลานั้นเองก็มีบ่าวไพร่สตรีผู้หนึ่งเดินผ่านมันพอดี ชายร่างกายใหญ่โตที่เป็นผู้คุ้มกันของตระกูลไป๋ ด้วยความสงสัยมันเลยทำการเอ่ยถามกับนาง  “ นี่เจ้าผู้ใดอยู่ภายในห้องนั่นหรือเหตุใดดึกเช่นนี้แล้วยังมีคนอยู่ภายในห้องอาหาร!! ”

    บ่าวผู้นั้นหันกลับมาตอบผู้คุ้มกันชายอย่างรวดเร็ว “ ท่านแม่ทัพใหญ่น่ะสิเพิ่งเดินทางกลับมาจากการทำงาน ตอนนี้นั่งทานอาหารอยู่ภายในห้องอาหาร ”

    “ ท่านแม่ทัพใหญ่… ” มันพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ตัวของมันรู้สึกว่าตนเองนั้นลืมบางอย่างไป ในใบหน้าของตนเองขึ้นยกมือขึ้นมาลูบปลายคาง  

    หลังจากที่ยืนคิดเช่นนั้นอยู่สักพักสุดท้ายแล้วมันเองก็นึกออก ใบหน้าของผู้คุ้มกันผู้นั้นบังเกิดความตื่นตระหนกตกใจเมื่อมันนึกได้ว่ามันลืมมอบจดหมายที่มันรับเอาไว้ให้กับพวกคุ้มกันที่อยู่ด้านหน้า 

    มันแสดงท่าทางร้อนรนรีบพุ่งตรงเข้าไปภายในห้องอาหารอย่างรวดเร็ว

    ชายผู้นั้นทำการก้าวเข้ามาภายในห้องอาหารที่มีบ่าวไพร่มากมายนั่งอยู่และก็มีคุณหนูใหญ่และคุณหนูเล็กที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร

    คนภายในห้องล้วนแล้วเป็นสตรีดวงตาของพวกเขาหันมาจากจ้องบุรุษผู้คุมการที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

    “ เจ้าเข้ามาด้วยเหตุอันใด? ” ไป๋ลี่มี่หันไปเอ่ยถามอย่างรวดเร็วเมื่อมองเห็นว่าผู้คุ้มกันผู้นั้นรีบร้อนเข้ามาด้านใน 

    ผู้คุ้มกันผู้นั้นแสดงท่าทางร้อนรนก่อนที่มันจะทำการเอ่ยรายงานโดยการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันตามมารยาทและข้อกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม “ เรียนคุณหนูทั้งสองคนรับเมื่อยามกลางวันมีบุรุษผู้หนึ่งฝากจดหมายเอาไว้ให้กับคุณหนูใหญ่ ” 

    ถ้อยคำและคำพูดสำหรับผู้คนภายนอกและผู้คนด้านในแตกต่างกันคนส่วนใหญ่ภายในจวนแห่งนี้เมื่อพูดคุยกับคนภายนอกจะเรียกไป๋เฟิ่งว่าท่านแม่ทัพใหญ่เพราะว่าให้เกียรติแต่ถ้าพูดคุยกันเองภายในจวนพวกมันจะเรียกว่าคุณหนูใหญ่ 

    ไป๋เฟิ่งแสดงท่าทางสงสัยนางเอ่ยถามขึ้นมา “ จดหมายอย่างนั้นหรือผู้ใดนำมาให้? ”

    “ ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ เป็นบุรุษผู้หนึ่งแต่งกายธรรมดาธรรมดาเดินทางมาเมื่อยามบ่ายแล้วก็มอบจดหมายเอาไว้ให้ตอนแรกบอกว่าเป็นสหายของคุณหนูอยากเดินทางมาขอพบแต่เมื่อพบว่าคุณหนูไม่อยู่เลยฝากจดหมายไว้แทน ” 

    มันทำการก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วแล้วก็นำจดหมายที่ยังคงเก็บเอาไว้ภายในเสื้อออกมาก่อนที่จะส่งมอบให้กับคุณหนูของมัน

    ไป๋เฟิ่งรับจดหมายนั้นเอาไว้ก่อนที่นางจะเปิดมันดูด้วยท่าทางที่เรียบเฉย หนังแสดงท่าทางที่เรียบเฉยในยามที่เปิดจดหมายในครั้งแรก

    แต่เมื่อจดหมายแผ่นนั้นถูกเปิดออกดวงตาของนางกวาดมองตัวอักษรไปสักพักใบหน้าของนางเริ่มเปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาการแสดงออกทางใบหน้านั้นปรากฏให้เห็นอย่างที่พวกผู้คนบริเวณรอบๆไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาทั้งสองข้างของนางเบิกกว้างขึ้นหลังจากที่อ่านมันไปได้ประมาณครึ่งนึง 

    ไป๋เฟิ่งยังอ่านไม่ทันจบด้วยซ้ำนางเก็บจดหมายฉบับนั้นอย่างรวดเร็วลุกยืนขึ้นไม่สนใจอันใดคว้ากระบี่ของตนเองและก็รีบวิ่งออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว 

    มันทำให้ผู้คนภายในบริเวณนี้ต่างพากันตกตะลึงดวงตาทั้งสองข้างของพวกเขาเบิกกว้างขึ้นในทันที 

    แม้แต่ผู้ที่เป็นน้องสาวของนางเองยังนั่งมองดวงตาแข็งค้าง ไม่รู้ว่าพี่สาวของนางนั้นเป็นอะไรอยู่ๆก็พรวดพราดออกไปโดยที่ไม่บอกกล่าว นางส่งเสียงตะโกนออกไปว่า “ ท่านพี่เจ้าคะจะเดินทางไปไหนดึกดื่นเช่นนี้แล้ว!!! ” 

    แต่เมื่อเสียงของหน้าตะโกนออกไปก็ไม่มีอันใดตอบรับกลับมาไป๋เฟิ่งตั้งหน้าตั้งตาวิ่งโดยที่ไม่สนเสียงรอบข้างมุ่งตรงออกไปด้านนอกจวน แม้แต่เหล่าผู้คุ้มกันบริเวณด้านหน้ายังพากันตกตะลึงนางวิ่งไปที่คอกม้าของตนเองนำมาของตนออกมาแล้วกระโดดขึ้นหลังของมันควบอาชาตนนั้นออกไปยังไม่บอกกล่าวผู้ใด

    มันสร้างความมึนงงให้กับคนภายในจวนเป็นอย่างมาก

    จบบท

     

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788