พลังฝ่ามือเปี่ยมลมปราณ หนักหน่วงรุนแรงยิ่ง กระแสลมจากพลังฝ่ามือโหมเข้าใส่เปลวเพลิง ระลอกแล้วระลอกเล่า ถึงกับผ่าเปลวเพลิงกลุ่มควันออกเป็นช่องต่อเนื่องลึกเข้าไป ในแนวเปลวเพลิงได้!
เปลวไฟโหมแรง มิอาจระคายผิวมัน ควันหนาเบื้องหน้า ก็มิเป็นอุปสรรคต่อมันร่างบุรุษหนุ่มหายเข้าไป ในตัวหมู่ตึกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังฝ่ามือของมันโดยแท้!
เหล่าชาวยุทธ์ซึ่งเห็นเหตุการณ์ ต่างส่งเสียงฮือฮาตื่นตะลึงในพลังฝ่ามืออันกล้าแข็ง ของบุรุษหนุ่มผู้นี้ยิ่ง!
ถัดจากนั้นได้ยินสุ้มเสียงผู้คน ตะโกนวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่
“เจ้าขี้เมานั่นเป็นใคร!”
“นั่นเป็นวิชาอะไร!”
“ไหนเลยเป็นพลังฝีมือ! มันใช้เวทมนตร์คาถาต่างหาก!”
“นี่...นี่คล้ายกับ...ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่!”
“หา! ไฉนเจ้าขี้เมานั่นใช้วิชานั้นได้!”
“หรือที่แท้มันคือ!”
นักพรตอันจิ้งมองร่างบุรุษหนุ่ม หายเข้าไปในเปลวเพลิง กล่าวน้ำเสียงชื่นชมจากใจจริง
“ผู้ใดกันปล่อยข่าวว่า มันเป็นขี้เมาอันดับหนึ่ง...”
เมื่อฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปได้ ฟางเสวี่ยเฟยไม่สนใจว่า มีสิ่งใดขวางหน้ามันเพียงฟาดฝ่ามือ ออกไปเบื้องหน้าตรง ๆ บังเกิดเสียงอาวุธ หักสะบั้นดังเป็นระยะตามด้วยเสียงผู้คน ร้องโอดโอยดังไม่หยุดหย่อน
ฟางเสวี่ยเฟยไม่สนใจ ฟาดฝ่ามือออกทั้งป้องกัน ทั้งทะลุทะลวงฝ่าคนของหมู่ตึกบูรพา เข้าไปอย่างเร่งร้อน ในที่สุดสามารถหลุดวงล้อมกลุ่มคนซึ่งเป็นแนวป้องกันออกมาได้
ฟางเสวี่ยเฟยวิ่งผ่านเรือนอาคันตุกะ ตรงไปยังสะพานข้ามคูกว้างซึ่งกั้นเขตชั้นนอกกับชั้นในออกจากกัน บนสะพานมีคนของหมู่ตึกบูรพาตรึงกำลังอยู่
ประมุขตระกูลฟางไม่ใส่ใจ ยังคงฟาดฝ่ามือ บุกฝ่าข้ามไปดื้อ ๆมันฝ่าเข้าไปจนถึงสวนดอกไม้กว้าง ซึ่งติดกับเรือนรับรองชั้นใน
สภาพภายในสวนดอกไม้กว้างใหญ่ ซึ่งฟางเสวี่ยเฟยเห็นคือ กลุ่มคนจำนวนมากรวม ๆแล้วหลายร้อยคน ต่างกระจายกำลังออก พยายามโอบล้อมซึ่งกันและกันกลุ่มหนึ่งเป็นคนของหมู่ตึกบูรพา อีกกลุ่มจากการแต่งกายบ่งบอกว่าเป็นคนของตระกูลกงซุน
ทั้งสองกลุ่ม เปิดฉากสู้กันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายพยายามวางกำลัง ตรึงพื้นที่รักษาที่มั่นของตนแต่ยิ่งนานยิ่งปรากฏชัดว่า คนของหมู่ตึกบูรพามีเปรียบอักโขเนื่องเพราะคนของหมู่ตึกแห่งนี้ ล้วนถูกฝึกหัดมาอย่างดี เมื่อประสานงานกันจึงก่อเกิดเป็นกองกำลัง ซึ่งมีประสิทธิภาพยิ่ง พวกมันใช้วิธีสู้พลางถอยพลางแท้จริงกลับกำลังต้อนโอบล้อม คนของตระกูลกงซุนเข้ามาเรื่อย ๆ อีกไม่นานพวกมันจะเข้ากลุ้มรุมได้แล้ว
อีกด้านหนึ่ง ปรากฏเงาอาวุธวูบไหว บุรุษสองคนกำลังต่อสู้อย่างสูสียิ่ง
บุรุษผู้หนึ่ง ใช้ดาบยาวเป็นโยชิโอกะ ริวจินั่นเอง!
อีกคนร่างเปื้อนโลหิต ในมือใช้ห่วงเงินคู่เป็นอาวุธ นั่นคือกงซุนจินผิงคุณชายรองตระกูลกงซุน!
ฟางเสวี่ยเฟยโผร่าง เข้าขวางกลางคนทั้งสอง วาดฝ่ามือแยกอาวุธทั้งสองฝ่ายออกจากกันทันที
โยชิโอกะ ริวจิและกงซุนจินผิงต่างตะลึงงันอุทานขึ้นพร้อมกัน
“ท่าน!”
“คุณชายริวจิ ท่านฟังข้าพเจ้าอธิบายก่อน”
โยชิโอกะ ริวจิไหนเลยยอมฟัง ดาบยาวหาได้หยุดชะงักไม่ กล่าวตวาดใส่ว่า
“พวกเราไม่มีสิ่งใด ต้องพูดกันอีกแล้ว!”
แม้ฟางเสวี่ยเฟยจะเข้ามาขวางระหว่างบุรุษหนุ่มทั้งสอง แต่ทั้งสองคนไม่ยอมหยุดวาดลีลาอาวุธทั้งดาบยาวและห่วงเงินยังใช้ออก ด้วยกระบวนท่ากราดเกรี้ยว ไม่มีฝ่ายใดยอมรามือ
ฟางเสวี่ยเฟยเมื่อเข้ามาขวาง จึงต้องต้านรับคมอาวุธจากทั้งสองฝ่ายกลายเป็นว่ามันคนเดียว ต่อสู้กับบุรุษหนุ่มสองคนพร้อมกัน
“ท่านรอคอยสักนิด บัณฑิตไร้ร่องรอยกำลังสืบข่าวอยู่ คาดว่าอีกไม่นานคงพบร่องรอยท่านโยชิอิ”
โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงเฮอะ มันไหนเลยจะยอมรับฟัง
“พวกท่านชาวจงหยวน ไหนเลยไม่เข้าข้างกัน เราจะทราบได้อย่างไรว่ารอคอยแล้วท่านโยชิอิจะกลับมา เฮอะ นี่ล้วนเป็นแผนของพวกท่านซ่างกวนหมิงจูก็อยู่กับพวกท่านด้วย! จะให้เราเชื่อคำพูดของท่านหรือ!”
“เรารับประกัน...”
“ท่านมีสิ่งใดมารับประกัน! เราวางใจให้ท่านดูแลท่านโยชิอิแต่ท่านกลับปล่อยให้เกิดเรื่องได้!”
กงซุนจินผิงตวาดก้อง ห่วงในมือปรับลีลา รวดเร็วปานจักรผัน เงาห่วงวูบวาบสภาวะเร่งร้อนกราดเกรี้ยว ตวาดก้องว่า
“พี่เสวี่ยเฟย! ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว นี่เป็นเรื่องของเราไม่ต้องให้ท่านช่วยเหลือ!”
ฟางเสวี่ยเฟยหันไปกล่าวกับกงซุนจินผิง
“น้องจินผิงเจ้าหยุดมือก่อน เรื่องนี้สามารถค่อยพูดค่อยจากัน...”
กงซุนจินผิงตวาด ใส่อีกฝ่ายซ้ำสอง ไม่ยอมรับฟังคำไกล่เกลี่ยเช่นกัน
“พูดจาสิ่งใด! พวกมันเจตนาเข้ายึดหมู่ตึกพันอักษรเช่นนี้ยังต้องพูดอะไรกันอีก! เฮอะ ไว้ขับไล่พวกมันออกไปก่อนค่อยพูดจาก็ยังไม่สาย!”
โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงใส่อีกฝ่าย
“ลองดูอย่างเจ้าจะใช้สิ่งใด ขับไล่เราออกไป!”
“ไม่เพียงขับไล่เจ้าออกจากหมู่ตึก เราจะขับไล่พวกเจ้ากลับแดนอาทิตย์อุทัยให้หมด!”
ฟางเสวี่ยเฟยอับจนหนทาง บุรุษหนุ่มทั้งสอง ไม่มีใครยอมฟังมันเลย
มันไม่เข้าใจเหตุใด ไม่มีใครเชื่อถือมัน ทั้งพี่ไป๋เฮ่อ พี่ฝูหรง หมิงจูน้องจินผิง แม้แต่ริวจิ ไม่มีผู้ใด ไว้วางใจมันแม้แต่คนเดียว
จิตใจเมื่อว้าวุ่น ท่าร่างของฟางเสวี่ยเฟยก็เชื่องช้าลงแต่ทั้งดาบยาวทั้งห่วงเงิน กลับทวีความรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆคมอาวุธหวุดหวิดจะเชือดเฉือน ถูกมันหลายต่อหลายครั้ง
บุรุษหนุ่มทั้งสอง เห็นฟางเสวี่ยเฟยเข้ามาขัดขวาง การต่อสู้ของพวกมัน ยิ่งบันดาลโทสะยิ่งวาดลีลาอาวุธอย่างสุดฝีมือ หมายโค่นบุรุษผู้นี้ลงให้ได้ก่อน
ทั้งดาบยาวและห่วงเงิน กำลังวาดใส่อย่างเร่งร้อน ไหนเลยมีเวลาครุ่นคิดว่าเหตุใดท่าทางของฟางเสวี่ยเฟย กลับกลายเป็นเชื่องช้าเช่นนี้
ฉับพลันสองบุรุษต่างตัดสินใจ จู่โจมขั้นแตกหักในกระบวนท่าเดียว!
อาวุธในมือพวกมัน ฟันใส่ร่างฟางเสวี่ยเฟยพร้อมกัน!
วูบนั้นโยชิโอกะ ริวจิและกงซุนจินผิงตวาดขึ้นพร้อมกัน
“ท่านหลีกไป!”
จู่ ๆ ท่าร่างของฟางเสวี่ยเฟย พลันหยุดชะงัก มือทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัวปราศจากท่วงท่าป้องกันใด ๆ ทั้งสิ้น! ฟางเสวี่ยเฟยไม่ยอมหลบคมอาวุธทั้งสอง!
เสียงฉับ! โลหิตแดงฉาน พุ่งสาดกระเซ็น!
ดาบยาวฟันใส่หัวไหล่ วาดผ่านช่วงอก! ห่วงเงินกรีดผ่านกลางหลังเกือบถึงช่วงเอว!
ท่ามกลางสติเลอะเลือน ก่อนคมอาวุธจะกรีด เข้าถึงเส้นเอ็นกระดูกมันได้ยินเสียงเปรี้ยงดังกึกก้อง!
จากนั้นยังคล้ายได้ยิน อีกหลายสุ้มเสียงตามมา...
“ดรรชนีวชิระ! ท่านต้าซือ!”
“ท่านโยชิอิ!”
“พี่เสวี่ยเฟย!”
ก่อนสติจะวูบลง... มันรู้สึกถึงกระแสพลังกล้าแข็งพุ่งสู่จุดชีพจรหลายแห่งพร้อม ๆ กัน
มันเอ่ยประโยคสุดท้าย อย่างเลื่อนลอยยิ่ง...
“...ดรรชนี...พิรุณคลุมฟ้า...เจ้า...”
“ข้าพเจ้าเอง...” เจ้าของสุ้มเสียงรุ่มร้อน ด้วยความห่วงใยกลับเป็นเซียนแพทย์ตระกูลหลิน
หลินจวี๋ฮวาจี้ดรรชนีสกัดจุด ห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงอึดใจโลหิตก็ไหลจากปากแผลเพียงซึม ๆ
อีกเงาร่างหนึ่ง เคลื่อนไหววูบเข้ามาด้านข้างเป็นปู้เอี้ยนต้าซือรีบโรยยาสมานแผล ฉีกชายจีวรพันบาดแผลให้ฟางเสวี่ยเฟยทั้งยังจี้ดรรชนีออก ใช้พลังลมปราณคุ้มครอง ชีพจรหัวใจบุรุษหนุ่มทันที
หลินจวี๋ฮวาก็กระทำอย่างเดียวกัน พลังดรรชนีจี้อย่างฉับไวกระแสลมปราณหลายสาย ถ่ายเทสู่จุดชีพจรทั่วร่างประมุขตระกูลฟางช่วยกรุยลมปราณในร่างฟางเสวี่ยเฟย ให้หมุนเวียนทั่วร่างโดยไม่ติดขัด
ชั่วอึดใจ ลมหายใจบุรุษหนุ่มค่อยผ่อนลง คล้ายนอนหลับใหลตามปกติทว่าสีหน้ายังซีดเซียว เนื่องเพราะเสียโลหิตไปมิใช่น้อย ทั้งบาดแผลยังสาหัสขณะนี้อาการจึงยังน่าวิตกยิ่ง
เมื่อนาคามูระ โยชิอิปรากฏตัวขึ้น การต่อสู้รอบด้านจึงหยุดลงทันที
โยชิโอกะ ริวจิ หลังหายจากตะลึงงัน รีบเข้าไปหานาคามูระ โยชิอิ
แต่ก่อนมันจะกล่าวสิ่งใด นาคามูระ โยชิอิกลับกล่าว เสียงอ่อนล้า
“ครั้งนี้เจ้าวู่วามยิ่ง...”
โยชิโอกะ ริวจินิ่งอึ้งไป กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอหันไปมองร่างฟางเสวี่ยเฟยซึ่งโชกด้วยโลหิต
กระแสความคิดต่าง ๆ นานา ประดังประเดถาโถมเข้ามา เหงื่อไหลชุ่มฝ่ามือหรือครั้งนี้มันผิดแล้วจริง ๆ ...
“เจ้า...เจ้าเลวยิ่ง!” ฝ่ามือข้างหนึ่ง ตบใส่ใบหน้ามันอย่างแรงจนผงะไปก้าวหนึ่ง
เป็นมู่หยงไฉ่จิ่ง ใบหน้านางซีดเซียวเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลเอ่อคลอเบ้า จ้องหน้าริวจิอย่างเคืองแค้น ก่อนจะวิ่งไปกอดคอร้องไห้กับหลินอิงฮวา
สตรีทั้งสองจ้องมองโยชิโอกะ ริวจิ ราวจะกินเลือดกินเนื้อ
กระบี่ข้างเอวพวกนาง พลันแยกย้ายจู่โจมริวจิทันที!
โยชิโอกะ ริวจิยังมึนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันถึงกับยืนนิ่งไม่คิดหลบคมกระบี่ทั้งสอง
ทว่าก่อนกระบี่สองเล่มจะถึงตัวมัน ฝักดาบยาวเล่มหนึ่งเข้าขวางปะทะปัดกระบี่ทั้งสองเล่มพ้นออกไป เป็นนาคามูระ โยชิอินั่นเอง
นาคามูระ โยชิอิ แม้ยังอ่อนล้ายิ่ง แต่ยังยืนขวางหน้ามิยอมให้สตรีทั้งสองลงมือได้
น้ำเสียงการุณย์ของปู้เอี้ยนต้าซือเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าอย่าได้วู่วาม”
สตรีทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ท่านต้าซือมัน!”
ปู้เอี้ยนต้าซือหยุดถ่ายทอด พลังลมปราณให้บุรุษหนุ่ม หันมากล่าวกับทุกคน ณที่นั้นว่า
“เรื่องครั้งนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง ทุกคนไม่ควรวู่วามไปยุติเรื่องราวไว้เท่านี้ก่อนได้หรือไม่...คุณชายจินผิงท่านจะว่าอย่างไร”
กงซุนจินผิงประสานมือ คารวะปู้เอี้ยนต้าซือ กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าย่อมเชื่อคำกล่าวของท่านต้าซือ...แต่ว่าพวกมัน”
ก่อนที่โยชิโอกะ ริวจิจะโต้ตอบกลับ นาคามูระโยชิอิพลันกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“หมู่ตึกบูรพาขออภัยกับเรื่องครั้งนี้”
กงซุนจินผิงแค่นเสียงโต้กลับว่า
“เพียงพูดว่าขออภัย ก็คิดเลิกแล้วกันไปหรือ?”
โยชิโอกะ ริวจิปราดเข้าไปหากงซุนจินผิงตวาดกลับ
“แล้วเจ้าจะเอายังไงอีก!”
บุรุษหนุ่มทั้งสองทำท่าฮึดฮัด จะลงไม้ลงมือกันอีกทันใดนั้นทางด้านหลังของหมู่ตึกพันอักษร บังเกิดเสียงผู้คนต่อสู้กันอย่างดุเดือดดังอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง!
เสียงโห่ร้องอึงมี่ เสียงคมอาวุธปะทะกันดังสับสน เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของผู้คนจำนวนมากดังระงม
สุ้มเสียงเหล่านี้ ดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!