เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 8.รอยร้าวยากประสาน (6)

            พลังฝ่ามือเปี่ยมลมปราณ หนักหน่วงรุนแรงยิ่ง กระแสลมจากพลังฝ่ามือโหมเข้าใส่เปลวเพลิง ระลอกแล้วระลอกเล่า ถึงกับผ่าเปลวเพลิงกลุ่มควันออกเป็นช่องต่อเนื่องลึกเข้าไป ในแนวเปลวเพลิงได้!

     

           เปลวไฟโหมแรง มิอาจระคายผิวมัน ควันหนาเบื้องหน้า ก็มิเป็นอุปสรรคต่อมันร่างบุรุษหนุ่มหายเข้าไป ในตัวหมู่ตึกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังฝ่ามือของมันโดยแท้!

     

           เหล่าชาวยุทธ์ซึ่งเห็นเหตุการณ์ ต่างส่งเสียงฮือฮาตื่นตะลึงในพลังฝ่ามืออันกล้าแข็ง ของบุรุษหนุ่มผู้นี้ยิ่ง!

     

           ถัดจากนั้นได้ยินสุ้มเสียงผู้คน ตะโกนวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่

     

           “เจ้าขี้เมานั่นเป็นใคร!”

     

           “นั่นเป็นวิชาอะไร!”

     

           “ไหนเลยเป็นพลังฝีมือ! มันใช้เวทมนตร์คาถาต่างหาก!”

     

           “นี่...นี่คล้ายกับ...ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่!”

     

           “หา! ไฉนเจ้าขี้เมานั่นใช้วิชานั้นได้!”

     

           “หรือที่แท้มันคือ!”

     

           นักพรตอันจิ้งมองร่างบุรุษหนุ่ม หายเข้าไปในเปลวเพลิง กล่าวน้ำเสียงชื่นชมจากใจจริง

     

           “ผู้ใดกันปล่อยข่าวว่า มันเป็นขี้เมาอันดับหนึ่ง...”

     

           เมื่อฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปได้ ฟางเสวี่ยเฟยไม่สนใจว่า มีสิ่งใดขวางหน้ามันเพียงฟาดฝ่ามือ ออกไปเบื้องหน้าตรง ๆ บังเกิดเสียงอาวุธ หักสะบั้นดังเป็นระยะตามด้วยเสียงผู้คน ร้องโอดโอยดังไม่หยุดหย่อน

     

           ฟางเสวี่ยเฟยไม่สนใจ ฟาดฝ่ามือออกทั้งป้องกัน ทั้งทะลุทะลวงฝ่าคนของหมู่ตึกบูรพา เข้าไปอย่างเร่งร้อน ในที่สุดสามารถหลุดวงล้อมกลุ่มคนซึ่งเป็นแนวป้องกันออกมาได้

     

           ฟางเสวี่ยเฟยวิ่งผ่านเรือนอาคันตุกะ ตรงไปยังสะพานข้ามคูกว้างซึ่งกั้นเขตชั้นนอกกับชั้นในออกจากกัน บนสะพานมีคนของหมู่ตึกบูรพาตรึงกำลังอยู่

     

           ประมุขตระกูลฟางไม่ใส่ใจ ยังคงฟาดฝ่ามือ บุกฝ่าข้ามไปดื้อ ๆมันฝ่าเข้าไปจนถึงสวนดอกไม้กว้าง ซึ่งติดกับเรือนรับรองชั้นใน

     

           สภาพภายในสวนดอกไม้กว้างใหญ่ ซึ่งฟางเสวี่ยเฟยเห็นคือ กลุ่มคนจำนวนมากรวม ๆแล้วหลายร้อยคน ต่างกระจายกำลังออก พยายามโอบล้อมซึ่งกันและกันกลุ่มหนึ่งเป็นคนของหมู่ตึกบูรพา อีกกลุ่มจากการแต่งกายบ่งบอกว่าเป็นคนของตระกูลกงซุน

     

           ทั้งสองกลุ่ม เปิดฉากสู้กันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายพยายามวางกำลัง ตรึงพื้นที่รักษาที่มั่นของตนแต่ยิ่งนานยิ่งปรากฏชัดว่า คนของหมู่ตึกบูรพามีเปรียบอักโขเนื่องเพราะคนของหมู่ตึกแห่งนี้ ล้วนถูกฝึกหัดมาอย่างดี เมื่อประสานงานกันจึงก่อเกิดเป็นกองกำลัง ซึ่งมีประสิทธิภาพยิ่ง พวกมันใช้วิธีสู้พลางถอยพลางแท้จริงกลับกำลังต้อนโอบล้อม คนของตระกูลกงซุนเข้ามาเรื่อย ๆ อีกไม่นานพวกมันจะเข้ากลุ้มรุมได้แล้ว

     

           อีกด้านหนึ่ง ปรากฏเงาอาวุธวูบไหว บุรุษสองคนกำลังต่อสู้อย่างสูสียิ่ง

     

           บุรุษผู้หนึ่ง ใช้ดาบยาวเป็นโยชิโอกะ ริวจินั่นเอง!

     

           อีกคนร่างเปื้อนโลหิต ในมือใช้ห่วงเงินคู่เป็นอาวุธ นั่นคือกงซุนจินผิงคุณชายรองตระกูลกงซุน!

     

           ฟางเสวี่ยเฟยโผร่าง เข้าขวางกลางคนทั้งสอง วาดฝ่ามือแยกอาวุธทั้งสองฝ่ายออกจากกันทันที

     

            โยชิโอกะ ริวจิและกงซุนจินผิงต่างตะลึงงันอุทานขึ้นพร้อมกัน

     

           “ท่าน!”

     

           “คุณชายริวจิ ท่านฟังข้าพเจ้าอธิบายก่อน”

     

           โยชิโอกะ ริวจิไหนเลยยอมฟัง ดาบยาวหาได้หยุดชะงักไม่ กล่าวตวาดใส่ว่า

     

           “พวกเราไม่มีสิ่งใด ต้องพูดกันอีกแล้ว!”

     

            แม้ฟางเสวี่ยเฟยจะเข้ามาขวางระหว่างบุรุษหนุ่มทั้งสอง แต่ทั้งสองคนไม่ยอมหยุดวาดลีลาอาวุธทั้งดาบยาวและห่วงเงินยังใช้ออก ด้วยกระบวนท่ากราดเกรี้ยว ไม่มีฝ่ายใดยอมรามือ

     

           ฟางเสวี่ยเฟยเมื่อเข้ามาขวาง จึงต้องต้านรับคมอาวุธจากทั้งสองฝ่ายกลายเป็นว่ามันคนเดียว ต่อสู้กับบุรุษหนุ่มสองคนพร้อมกัน

     

           “ท่านรอคอยสักนิด บัณฑิตไร้ร่องรอยกำลังสืบข่าวอยู่ คาดว่าอีกไม่นานคงพบร่องรอยท่านโยชิอิ”

     

           โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงเฮอะ มันไหนเลยจะยอมรับฟัง

     

           “พวกท่านชาวจงหยวน ไหนเลยไม่เข้าข้างกัน เราจะทราบได้อย่างไรว่ารอคอยแล้วท่านโยชิอิจะกลับมา เฮอะ นี่ล้วนเป็นแผนของพวกท่านซ่างกวนหมิงจูก็อยู่กับพวกท่านด้วย! จะให้เราเชื่อคำพูดของท่านหรือ!”

     

           “เรารับประกัน...”

     

           “ท่านมีสิ่งใดมารับประกัน! เราวางใจให้ท่านดูแลท่านโยชิอิแต่ท่านกลับปล่อยให้เกิดเรื่องได้!”

     

           กงซุนจินผิงตวาดก้อง ห่วงในมือปรับลีลา รวดเร็วปานจักรผัน เงาห่วงวูบวาบสภาวะเร่งร้อนกราดเกรี้ยว ตวาดก้องว่า

     

           “พี่เสวี่ยเฟย! ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว นี่เป็นเรื่องของเราไม่ต้องให้ท่านช่วยเหลือ!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหันไปกล่าวกับกงซุนจินผิง

     

           “น้องจินผิงเจ้าหยุดมือก่อน เรื่องนี้สามารถค่อยพูดค่อยจากัน...”

     

           กงซุนจินผิงตวาด ใส่อีกฝ่ายซ้ำสอง ไม่ยอมรับฟังคำไกล่เกลี่ยเช่นกัน

     

           “พูดจาสิ่งใด! พวกมันเจตนาเข้ายึดหมู่ตึกพันอักษรเช่นนี้ยังต้องพูดอะไรกันอีก! เฮอะ ไว้ขับไล่พวกมันออกไปก่อนค่อยพูดจาก็ยังไม่สาย!”

     

           โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงใส่อีกฝ่าย

     

           “ลองดูอย่างเจ้าจะใช้สิ่งใด ขับไล่เราออกไป!”

     

           “ไม่เพียงขับไล่เจ้าออกจากหมู่ตึก เราจะขับไล่พวกเจ้ากลับแดนอาทิตย์อุทัยให้หมด!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยอับจนหนทาง บุรุษหนุ่มทั้งสอง ไม่มีใครยอมฟังมันเลย

     

           มันไม่เข้าใจเหตุใด ไม่มีใครเชื่อถือมัน ทั้งพี่ไป๋เฮ่อ พี่ฝูหรง หมิงจูน้องจินผิง แม้แต่ริวจิ ไม่มีผู้ใด ไว้วางใจมันแม้แต่คนเดียว

     

           จิตใจเมื่อว้าวุ่น ท่าร่างของฟางเสวี่ยเฟยก็เชื่องช้าลงแต่ทั้งดาบยาวทั้งห่วงเงิน กลับทวีความรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆคมอาวุธหวุดหวิดจะเชือดเฉือน ถูกมันหลายต่อหลายครั้ง

     

           บุรุษหนุ่มทั้งสอง เห็นฟางเสวี่ยเฟยเข้ามาขัดขวาง การต่อสู้ของพวกมัน ยิ่งบันดาลโทสะยิ่งวาดลีลาอาวุธอย่างสุดฝีมือ หมายโค่นบุรุษผู้นี้ลงให้ได้ก่อน

     

           ทั้งดาบยาวและห่วงเงิน กำลังวาดใส่อย่างเร่งร้อน ไหนเลยมีเวลาครุ่นคิดว่าเหตุใดท่าทางของฟางเสวี่ยเฟย กลับกลายเป็นเชื่องช้าเช่นนี้

     

           ฉับพลันสองบุรุษต่างตัดสินใจ จู่โจมขั้นแตกหักในกระบวนท่าเดียว!

     

           อาวุธในมือพวกมัน ฟันใส่ร่างฟางเสวี่ยเฟยพร้อมกัน!

     

           วูบนั้นโยชิโอกะ ริวจิและกงซุนจินผิงตวาดขึ้นพร้อมกัน

     

           “ท่านหลีกไป!”

     

           จู่ ๆ ท่าร่างของฟางเสวี่ยเฟย พลันหยุดชะงัก มือทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัวปราศจากท่วงท่าป้องกันใด ๆ ทั้งสิ้น! ฟางเสวี่ยเฟยไม่ยอมหลบคมอาวุธทั้งสอง!

     

            เสียงฉับ! โลหิตแดงฉาน พุ่งสาดกระเซ็น!

     

           ดาบยาวฟันใส่หัวไหล่ วาดผ่านช่วงอก! ห่วงเงินกรีดผ่านกลางหลังเกือบถึงช่วงเอว!

     

           ท่ามกลางสติเลอะเลือน ก่อนคมอาวุธจะกรีด เข้าถึงเส้นเอ็นกระดูกมันได้ยินเสียงเปรี้ยงดังกึกก้อง!

     

           จากนั้นยังคล้ายได้ยิน อีกหลายสุ้มเสียงตามมา...

     

           “ดรรชนีวชิระ! ท่านต้าซือ!”

     

           “ท่านโยชิอิ!”

     

           “พี่เสวี่ยเฟย!”

     

           ก่อนสติจะวูบลง... มันรู้สึกถึงกระแสพลังกล้าแข็งพุ่งสู่จุดชีพจรหลายแห่งพร้อม ๆ กัน

     

           มันเอ่ยประโยคสุดท้าย อย่างเลื่อนลอยยิ่ง...

     

           “...ดรรชนี...พิรุณคลุมฟ้า...เจ้า...”

     

           “ข้าพเจ้าเอง...” เจ้าของสุ้มเสียงรุ่มร้อน ด้วยความห่วงใยกลับเป็นเซียนแพทย์ตระกูลหลิน

     

           หลินจวี๋ฮวาจี้ดรรชนีสกัดจุด ห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงอึดใจโลหิตก็ไหลจากปากแผลเพียงซึม ๆ

     

           อีกเงาร่างหนึ่ง เคลื่อนไหววูบเข้ามาด้านข้างเป็นปู้เอี้ยนต้าซือรีบโรยยาสมานแผล ฉีกชายจีวรพันบาดแผลให้ฟางเสวี่ยเฟยทั้งยังจี้ดรรชนีออก ใช้พลังลมปราณคุ้มครอง ชีพจรหัวใจบุรุษหนุ่มทันที

     

           หลินจวี๋ฮวาก็กระทำอย่างเดียวกัน พลังดรรชนีจี้อย่างฉับไวกระแสลมปราณหลายสาย ถ่ายเทสู่จุดชีพจรทั่วร่างประมุขตระกูลฟางช่วยกรุยลมปราณในร่างฟางเสวี่ยเฟย ให้หมุนเวียนทั่วร่างโดยไม่ติดขัด

     

           ชั่วอึดใจ ลมหายใจบุรุษหนุ่มค่อยผ่อนลง คล้ายนอนหลับใหลตามปกติทว่าสีหน้ายังซีดเซียว เนื่องเพราะเสียโลหิตไปมิใช่น้อย ทั้งบาดแผลยังสาหัสขณะนี้อาการจึงยังน่าวิตกยิ่ง

     

           เมื่อนาคามูระ โยชิอิปรากฏตัวขึ้น การต่อสู้รอบด้านจึงหยุดลงทันที

     

           โยชิโอกะ ริวจิ หลังหายจากตะลึงงัน รีบเข้าไปหานาคามูระ โยชิอิ

     

           แต่ก่อนมันจะกล่าวสิ่งใด นาคามูระ โยชิอิกลับกล่าว เสียงอ่อนล้า

     

           “ครั้งนี้เจ้าวู่วามยิ่ง...”

     

           โยชิโอกะ ริวจินิ่งอึ้งไป กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอหันไปมองร่างฟางเสวี่ยเฟยซึ่งโชกด้วยโลหิต

     

           กระแสความคิดต่าง ๆ นานา ประดังประเดถาโถมเข้ามา เหงื่อไหลชุ่มฝ่ามือหรือครั้งนี้มันผิดแล้วจริง ๆ ...

     

           “เจ้า...เจ้าเลวยิ่ง!” ฝ่ามือข้างหนึ่ง ตบใส่ใบหน้ามันอย่างแรงจนผงะไปก้าวหนึ่ง

     

           เป็นมู่หยงไฉ่จิ่ง ใบหน้านางซีดเซียวเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลเอ่อคลอเบ้า จ้องหน้าริวจิอย่างเคืองแค้น ก่อนจะวิ่งไปกอดคอร้องไห้กับหลินอิงฮวา

     

           สตรีทั้งสองจ้องมองโยชิโอกะ ริวจิ ราวจะกินเลือดกินเนื้อ

     

           กระบี่ข้างเอวพวกนาง พลันแยกย้ายจู่โจมริวจิทันที!

     

           โยชิโอกะ ริวจิยังมึนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันถึงกับยืนนิ่งไม่คิดหลบคมกระบี่ทั้งสอง

     

           ทว่าก่อนกระบี่สองเล่มจะถึงตัวมัน ฝักดาบยาวเล่มหนึ่งเข้าขวางปะทะปัดกระบี่ทั้งสองเล่มพ้นออกไป เป็นนาคามูระ โยชิอินั่นเอง

     

           นาคามูระ โยชิอิ แม้ยังอ่อนล้ายิ่ง แต่ยังยืนขวางหน้ามิยอมให้สตรีทั้งสองลงมือได้

     

           น้ำเสียงการุณย์ของปู้เอี้ยนต้าซือเอ่ยขึ้น

     

           “พวกเจ้าอย่าได้วู่วาม”

     

           สตรีทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

     

           “ท่านต้าซือมัน!”

     

           ปู้เอี้ยนต้าซือหยุดถ่ายทอด พลังลมปราณให้บุรุษหนุ่ม หันมากล่าวกับทุกคน ณที่นั้นว่า

     

           “เรื่องครั้งนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง ทุกคนไม่ควรวู่วามไปยุติเรื่องราวไว้เท่านี้ก่อนได้หรือไม่...คุณชายจินผิงท่านจะว่าอย่างไร”

     

           กงซุนจินผิงประสานมือ คารวะปู้เอี้ยนต้าซือ กล่าวว่า

     

           “ข้าพเจ้าย่อมเชื่อคำกล่าวของท่านต้าซือ...แต่ว่าพวกมัน”

     

           ก่อนที่โยชิโอกะ ริวจิจะโต้ตอบกลับ นาคามูระโยชิอิพลันกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

     

           “หมู่ตึกบูรพาขออภัยกับเรื่องครั้งนี้”

     

           กงซุนจินผิงแค่นเสียงโต้กลับว่า

     

           “เพียงพูดว่าขออภัย ก็คิดเลิกแล้วกันไปหรือ?”

     

           โยชิโอกะ ริวจิปราดเข้าไปหากงซุนจินผิงตวาดกลับ

     

           “แล้วเจ้าจะเอายังไงอีก!”

     

           บุรุษหนุ่มทั้งสองทำท่าฮึดฮัด จะลงไม้ลงมือกันอีกทันใดนั้นทางด้านหลังของหมู่ตึกพันอักษร บังเกิดเสียงผู้คนต่อสู้กันอย่างดุเดือดดังอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง!

     

           เสียงโห่ร้องอึงมี่ เสียงคมอาวุธปะทะกันดังสับสน เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของผู้คนจำนวนมากดังระงม

     

            สุ้มเสียงเหล่านี้ ดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน