เวลากลางดึกคืนนั้น เทียนจุนเริ่มฝึกฝนพลังขึ้นอีกครั้ง ในห้องพักอันเงียบสงัดมีเพียงแสงจันทร์เลือนรางที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา สะท้อนเงาของชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่า
เขาหยิบหินปราณเซียนระดับต่ำนับร้อยก้อนออกมาวางเรียงรายรอบกาย
ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก
ดวงตาปิดสนิทจิตใจสงบแน่วแน่ ขณะที่เริ่มดูดซับพลังจากหินปราณเหล่านั้น
ลำแสงสีทองเรืองรองค่อยๆไหลเวียนเข้าสู่ร่าง เสริมสร้างพลังปราณเซียนแห่งพุทธะให้หนาแน่นยิ่งขึ้น เปลวแสงบางเบาลอยอ้อยอิ่งรอบกาย คล้ายกับแสงเทียนที่ไหวระริกตามแรงลม
ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด
ตันเถียนของเขากลับยังคงนิ่งสนิทไม่แสดงท่าทีว่าจะทะลวงผ่านไปสู่ระดับขั้นใหม่
เส้นชีพจรที่ควรจะเร่งเร้าให้พลังไหลเวียนอย่างอิสระกลับแน่นิ่งดุจห้วงสมุทรไร้คลื่น เสมือนมีพลังบางอย่างกดทับไว้ไม่ให้ระเบิดออก
เทียนจุนขมวดคิ้วเล็กน้อย และเพิ่มแรงดึงดูดปราณเข้าไปอีก หวังให้พลังงานพุ่งทะลวงจุดคอขวด ทว่าไม่ว่าพยายามเพียงใด ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น
ลมหายใจที่เคยสงบนิ่งเริ่มหนักขึ้น
หลังจากลองอยู่นานแต่ยังไม่อาจก้าวข้ามขีดจำกัดได้ เทียนจุนจึงค่อยๆลืมตาขึ้น
ดวงตาสีทองสนิทแฝงแววครุ่นคิด เขาถอนหายใจยาวก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“เฮ้อ.. ดูเหมือนว่าถ้าข้าต้องการยกระดับไปสู่ขั้นทะเลวิญญาณ ข้าคงต้องใช้ปราณเซียนที่มหาศาลมากกว่านี้”
เขายกมือขึ้นลูบคาง
คิดคำนวณทรัพยากรที่เหลืออยู่
“หากมีเม็ดยาระดับสองสักหลายเม็ด ไม่แน่ว่าข้าอาจสามารถทะลวงผ่านไปได้!”
“แต่ก็น่าเสียดายจริงๆที่ข้าไม่มีหินปราณเซียนเพียงพอ..”
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ชายหนุ่มก็นึกถึงสำนักมังกร นัยน์ตาเริ่มหลี่ลงอย่างจริงจัง
“สงสัยว่าข้าคงต้องรอให้สำนักมังกรเปิดรับสมัครศิษย์เสียก่อน”
เทียนจุนพูดเบาๆกับตัวเอง
ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง หย่อนกายลงสู่ผืนฟูกที่แม้จะเก่าแต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น
พลางหมุนตัวเล็กน้อย ก่อนจะปิดเปลือกตาเข้าสู่ห้วงนิทรา ร่างกายเข้าสู่การพักผ่อนดุจนักรบที่เหนื่อยล้าจากศึกอันยาวนาน
เช้าวันถัดมา แสงแรกของรุ่งอรุณส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆในห้องพัก เสียงผู้คนที่ดังเข้ามาเป็นสัญญาณบอกเวลาเช้า เทียนจุนลืมตาขึ้นอย่างช้าๆก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง
บิดขี้เกียจเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินไปยังอ่างน้ำเล็กๆที่อยู่มุมห้อง ตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าชำระร่างกายให้สดชื่น
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จ
เขาก็เก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางไปหาโรงเตี้ยมที่เป็นร้านอาหาร
เพื่อหาอาหารเติมเต็มพลังงานของร่างกาย เนื่องจากเมื่อคืนใช้พลังงานไปไม่น้อย แม้จะไม่ได้ทะลวงขั้นสำเร็จ แต่การดูดซับพลังปราณเซียนก็ยังคงทำให้ร่างกายอ่อนล้าอยู่บ้าง
ชั่วครู่นึง ชายหนุ่มได้เดินออกจากห้องพักตรงไปยังตรอกสายหลักของเมือง
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอยที่เริ่มเปิดให้บริการ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยมาจากโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง
เทียนจุนยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปภายใน แล้วด้านในโรงเตี้ยมมีลูกค้านั่งอยู่ประปราย บ้างก็กำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร บ้างก็นั่งดื่มชาเงียบๆ
“ขออาหารชุดหนึ่งกับชาอุ่นๆสักกา”
เทียนจุนเอ่ยสั่งกับเจ้าของร้านก่อนจะหาที่นั่งมุมหนึ่งของโรงเตี้ยม
หลังจากไม่นาน อาหารที่สั่งก็มาถึง มันเป็นซุปเนื้อร้อนๆกับข้าวสวยหอมกรุ่น
“สุดยอด.. อร่อยกว่าที่ข้าทำเองมาก!”
เทียนจุนคีบเนื้อขึ้นมาเข้าปาก ลิ้มรสความอร่อยก่อนจะจิบชาตามไปหนึ่งอึก
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย
ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังสนทนากันด้วยท่าทีเคร่งเครียด
เทียนจุนแสร้งทำเป็นไม่สนใจ
แต่หูของเขายังคงเงี่ยฟัง
“ได้ยินหรือไม่? สำนักมังกรกำลังจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในอีกสามวันข้างหน้า!”
“ไอ้โง่ มีใครจะไม่รู้บ้างละ เพราะข้าเองก็กำลังหาทางเข้าสำนักใหญ่อยู่พอดี!”
เมื่อได้ยินข่าวเช่นนั้น เทียนจุนยิ้มมุมปาก พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“หือ?! สัมผัสนี่มัน..”
ทว่าในตอนนั้นเอง นัยน์ตาของเขาก็เงยขึ้น จ้องมองไปยังชายคนนึงที่มีใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง และนั่งอยู่ไม่ไกลนัก
สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังชายผมขาวที่ดูสูงศักดิ์และมีราศีเหนือธรรมดา
เพียงแค่มองก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันลึกล้ำ ราวกับว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นผู้ฝึกตนที่ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งมนุษย์ไปแล้ว
ความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมา
หาใช่ที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะสามารถมีได้
ไม่เพียงแค่แข็งแกร่ง
แต่ออร่าที่แผ่ออกมานั้นยังให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ราวกับฟ้าดินสรรค์สร้าง
เทียนจุนแน่ใจในทันทีว่าชายผู้นี้ต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณ อีกทั้งยังมีสิ่งที่หาได้ยากยิ่งอย่าง ‘กายศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งเป็นพรสวรรค์ที่แม้แต่สวรรค์ยังเลือกเฟ้นให้เพียงบางคนเท่านั้น
“น่าสนใจ.. ในชีวิตใหม่นี้ข้าไม่เคยพบผู้ใดที่มีกายศักดิ์สิทธิ์มาก่อน!”
เทียนจุนครุ่นคิด ขณะที่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสนใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ชายผมขาวเองก็ดูเหมือนจะรับรู้ถึงสายตาเช่นกัน ตัวของเขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นจากอาหาร ยกยิ้มบางๆที่มุมปากและพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย
เทียนจุนพยักหน้าตอบกลับเบาๆ ก่อนจะลดสายตาลง ไม่คิดจะจ้องมองต่อให้มากความ
ทว่าทันใดนั้น ความสงบสุขภายในโรงเตี้ยมก็ถูกทำลายลงโดยกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสามคนที่เดินเข้ามาหาชายผมขาว
พวกมันมาพร้อมกับรังสีคุกคาม กลิ่นอายของพวกมันแข็งแกร่งพอสมควร
ดูเหมือนจะเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาขั้นสูงสุด ทว่าต่อให้รวมพลังกันก็คงไม่สามารถเทียบได้กับชายผมขาวที่มีกายศักดิ์สิทธิ์
ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเหลือบสายตามองกระบี่สีดำที่วางอยู่บนโต๊ะ สีหน้าของมันเผยถึงความโลภอย่างปิดไม่มิด
“กระบี่เล่มนั้น...”
ตัวของมันพูดเสียงต่ำ ขณะที่ยื่นมือออกไปหมายจะคว้ามันขึ้นมา
“กระบี่สลักดารา.. เป็นอาวุธเซียนระดับกลางไม่ผิดอย่างแน่นอน”
“ไอ้หนู คิดยังไงถึงพกอาวุธล้ำค่าเช่นนี้มานั่งกินข้าวเฉยๆเช่นนี้กัน?”
“ข้าว่ามันสมควรอยู่ในมือของผู้ที่คู่ควรมากกว่า เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”
ชายผมขาวเงยหน้าขึ้นมองพวกมัน
นัยน์ตาของเขายังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆแม้แต่น้อย
เขาวางตะเกียบลงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นชา
“มือของนาย.. ไม่สมควรแตะต้องมัน!”
คำพูดเพียงประโยคเดียวแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลง ราวกับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมา ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยื่นมือไปชะงักค้างกลางอากาศก่อนจะกัดฟันแน่น
“เจ้าช่างหยิ่งผยองนัก!”
“คิดว่าเป็นใครถึงกล้าพูดเช่นนี้กับข้า?!”
ตัวของมันคำรามออกมา ก่อนจะพยายามใช้พลังฝ่ามือคว้ากระบี่ขึ้นมาให้ได้
ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของมันสัมผัสด้ามกระบี่ เสียงแตกดัง ‘เปรี๊ยะ!’ ก็ดังขึ้นมาทันที
นิ้วของมันฉีกขาดเป็นเสี่ยงๆ เลือดไหลซึมออกมาอย่างน่าสยดสยอง
“อ๊ากก! นี่มันอะไรกัน?!”
ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงก่อนจะถอยกรูดไปด้านหลัง มือของมันสั่นระริกขณะที่ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วแขน
คนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เบิกตากว้าง สีหน้าของพวกมันซีดเผือดไปทันที
ชายผมขาวหัวเราะเบาๆ
ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว.. ”
“ว่ามือของเจ้าไม่สมควรแตะต้องมัน”
เทียนจุนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆก็ยกยิ้มเล็กน้อย
“กายศักดิ์สิทธิ์จิตกระบี่ยังงั้นเหรอ?”
“ไม่ธรรมดาเลยแฮะ.. เป็นกายที่พบเห็นได้น้อยในอาณาเขตเบื้องบน!”
ผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลืออีกสองคน เมื่อเห็นว่าเพื่อนของพวกมันได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เริ่มลังเล
แต่พวกมันยังไม่ยอมถอยกลับโดยง่าย
คนหนึ่งชี้นิ้วไปที่ชายผมขาว สีหน้าของมันบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธแค้น
“เจ้ากล้าทำร้ายพวกข้าเช่นนี้งั้นหรือ?!”
“คิดว่าเจ้าเป็นใครกัน?! สำนักของพวกข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้อยู่สุขแน่!”
ทว่าชายผมขาวเพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าพวกมันเป็นเพียงธุลีที่ไม่คู่ควรให้เขาใส่ใจเสียด้วยซ้ำ
“หากยังไม่รีบไป ข้าจะไม่ใจดีเช่นนี้อีก!”
น้ำเสียงของเขาเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกหนาวสั่น
ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสามสบตากัน พวกมันแม้จะโกรธแค้นแต่ก็ยังคงมีสติ
พวกมันรู้ดีว่าหากยังดึงดันต่อไป สุดท้ายอาจเป็นพวกมันเองที่ต้องจบชีวิตลงที่นี่ ดังนั้นพวกมันจึงกัดฟันแน่น ก่อนจะพยุงเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บและรีบถอยหนีออกจากโรงเตี้ยมไปทันที
เมื่อความวุ่นวายสงบลง บรรยากาศภายในโรงเตี้ยมก็ค่อยๆกลับมาเป็นปกติ
ผู้คนที่เฝ้ามองก็ถอนหายใจโล่งอก ขณะที่บางคนก็เริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
เทียนจุนมองชายผมขาวอย่างครุ่นคิด
“น่าสนใจจริงๆ...”
ชายผมขาวหันมาสบตากับเขาอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มบางๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
เทียนจุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“งั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าคิดว่าข้ากำลังคิดอะไร?”
ชายผมขาววางถ้วยชาลงก่อนจะกล่าว
“เจ้ากำลังสงสัยว่าข้าเป็นใคร.. ข้าไม่ว่าอะไรหรอก เพราะข้าเองก็สงสัยเจ้าเช่นกัน!”
“เพราะข้าไม่เคยเห็นใครในระดับหลอมกายาที่แข็งแกร่งเช่นเจ้ามาก่อนเลยซักนิด”