เล่มที่ 2 ตอนที่ 60การลอบโจมตีของขั้นเกลาวิญญาณ
เสียงนี้ดังก้องไปทั่วทั้งลานสวรรค์ประทานทุกคนต่างมองไปยังเมิ่งฝานผู้หัวรั้นที่ยืนอยู่บนแท่นรับรองแขกผู้ทรงเกียรติด้วยความตกตะลึงไม่มีผู้ใดอยากเชื่อสายตาของตนเอง คนธรรมดาผู้นั้นคิดที่จะท้าทายจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์ทั้งหมดรวมถึงปราชญ์สตรีด้วยอย่างนั้นหรือ?
ความคิดนี้หากแพร่งพรายออกไปก็เป็นได้เพียงเรื่องขบขันเท่านั้นเพราะเหมือนดั่งมดตัวน้อยประกาศสงครามกับสวรรค์ ทว่ายามนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว!
นิ้วทั้งห้าของมู่อวี่อินคว้าพันธสัญญาโลหิตของเมิ่งฝานเอาไว้แน่นใบหน้าอันเลอโฉมของนางเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด หลังจากที่ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา“เจ้ากล้าท้าประลองกับพรรคเหมันต์สวรรค์และข้าในอีกสามปีข้างหน้าอย่างนั้นหรือ? เมิ่งฝาน เจ้ามันอวดดีจนไม่รู้จักเจียมตัว เจ้าคิดว่าก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณแล้วจะไร้เทียมทานในใต้หล้าหรือไร? ได้ อีกสามปีข้างหน้าข้ากับพรรคเหมันต์สวรรค์จะรอเจ้าข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะเอาชนะข้าและอยู่เหนือกว่าพรรคเหมันต์สวรรค์ได้อย่างไรหากเจ้าทำสำเร็จละก็...อย่าว่าแต่ต้องยอมทำในสิ่งที่เจ้าสั่งต่อให้ต้องเป็นทาสเจ้าไปตลอดชีวิตข้าก็ทำได้!”
ร่างอรชรสั่นสะท้าน น้ำเสียงของมู่อวี่อินเย็นชาเป็นอย่างยิ่งเพราะจิตใจไม่แน่นิ่งเช่นกันพรรคเหมันต์สวรรค์เป็นเสมือนผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรมแดนจตุทิศแม้แต่จอมยุทธ์ขั้นปราณสวรรค์ก็ยังไม่กล้าล่วงเกินหากไม่จำเป็น การที่เมิ่งฝานลงนามในพันธสัญญาโลหิตว่าจะเอาชนะจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์ทั้งหมดนับว่าอวดดีอย่างยิ่ง!
มดตัวน้อยจะทำให้ต้นไม้ใหญ่สั่นคลอนอย่างง่ายดายได้อย่างไร!
เมื่อยกยิ้มที่มุมปากอย่างน่าสะพรึงเมิ่งฝานก็หันหลังกลับแม้เลือดจะยังไหลออกจากฝ่ามือแต่เขาก็ยังคงเดินไปหากู่หยวนพร้อมทั้งทำความเคารพอย่างยำเกรงก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย“ขออภัยด้วยขอรับท่านลุงกู่หยวนนับจากวันนี้ไปข้าเมิ่งฝาน...จะไม่ใช่คนของหมู่บ้านอูเจิ้นอีกต่อไปข้าขอถอนตัวจากอูเจิ้น!”
เมิ่งฝานรู้ดีว่าการกระทำของตนเองในวันนี้จะนำแรงกดดันมาให้กู่หยวนไม่น้อยเพราะถึงอย่างไรการที่คนของอูเจิ้นล่วงเกินพรรคเหมันต์สวรรค์ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่หากอีกฝ่ายคิดจะลงโทษกู่หยวนคงไม่อาจรับมือได้ ฉะนั้นแล้วเขาจึงเลือกที่จะถอนตัวจากอูเจิ้นไป
เมื่อสิ้นเสียงนั้นบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายต่างก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างแล้วมองเมิ่งฝานอย่างชะงักงัน
ในขณะเดียวกันน้ำสีใสพลันปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาของกู่หยวนโดยที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวจากนั้นจึงกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกรอดแล้วเอ่ยออกไปอย่างใจเย็น “ข้าเคารพในการตัดสินใจของเจ้า เจ้าหนู ท่านลุงกู่หยวนอย่างข้าผู้นี้ไร้ความสามารถจึงไม่อาจปกป้องเจ้าได้แต่ข้าหวังว่าจิตวิญญาณของเจ้าจะยังคงเป็นของอูเจิ้นตลอดไปอูเจิ้นและเจ้าจะคงอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ จำเอาไว้...กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆ!”
เมื่อพูดมาเพียงเท่านี้กู่หยวนก็พูดไม่ออกอีกต่อไปเพราะเขารู้ดีว่าเหตุใดเมิ่งฝานจึงได้ทำเช่นนี้ทางฝั่งบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายต่างก้มหน้าหลบกู่ซินเอ๋อร์มีนัยน์ตาที่แดงก่ำ แม้แต่กู่ฉิงก็ยังรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
หลังจากที่พยักหน้ารับเมิ่งฝานจึงเดินจากไปทุกคนขยับตัวหลบอย่างรวดเร็วเพราะถูกเด็กหนุ่มที่หัวรั้นผู้นี้ทำให้ตกตะลึงชนรุ่นหลังที่อาศัยกำลังเพียงลำพังท้าทายพรรคเหมันต์สวรรค์นับเป็นเรื่องที่คำว่าบ้าคลั่งก็ยังไม่อาจอธิบายได้
เวลานี้เอินไท่ที่ยืนอยู่ข้างกายมู่อวี่อินพลันกระตุกยิ้มขึ้นมาใบหน้าอันแก่ชรานั้นเคร่งขรึมอย่างที่สุด นัยน์ตาเยือกเย็นมองไปยังเมิ่งฝานที่จากไปก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา“เจ้าหนู เจ้าคิดว่ามันจะง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือผู้ที่ล่วงเกินพรรคเหมันต์สวรรค์ต้องตาย!”
ระดับเสียงนี้เบาจนคนข้างกายไม่ได้ยินทว่าในวินาทีต่อมาแสงอันเยือกเย็นพลันพุ่งออกจากนัยน์ตาของเอินไท่
การโจมตีด้วยพลังจิต!
ชั่วพริบตาต่อมาสีหน้าของมู่อวี่อินก็เปลี่ยนไปผู้อื่นอาจมองไม่เห็นหรือไม่อาจรับรู้การจู่โจมของเอินไท่ แต่มู่อวี่อินรู้ดีว่าการโจมตีของอีกฝ่ายในครั้งนี้เป็นการจู่โจมด้วยพลังจิตที่ร้ายแรงพลังขจัดจิต วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรหง!
นี่เป็นการทำลายสมุทรจิตของคู่ต่อสู้จนทำให้จำต้องหยุดอยู่ในขั้นพลังปัจจุบันไปตลอดกาลไม่มีทางที่จะบรรลุได้!
มันเป็นการโจมตีที่ไร้สุ้มเสียงแต่กลับสามารถจัดการกับสมุทรจิตของอีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตามีเพียงจอมยุทธ์ผู้ฝึกฝนวิญญาณในขั้นเกลาวิญญาณเท่านั้นถึงจะสามารถใช้วิชายุทธ์อันแปลกประหลาดเช่นนี้ได้
ซึ่งต่อให้ถูกทำลายสมุทรจิตไปเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจรู้ได้แต่เมื่อใดที่เคลื่อนพลังปราณก็จะพบว่าตนเองนั้นไม่อาจเชื่อมโยงกับพลังจิตวิญญาณได้อีกต่อไป!
ถึงอย่างไรจิตวิญญาณก็ต่างไปจากร่างกายเมื่อใดที่ได้รับความเสียหายก็ไม่อาจรักษาได้หากไร้ซึ่งโอสถเทพที่มีฤทธิ์ดั่งฝืนต่อลิขิตสวรรค์ฉะนั้นแล้วการจู่โจมของเอินไท่ในครั้งนี้จึงนับว่าเหี้ยมโหดเป็นอย่างยิ่ง
ต่อให้เมิ่งฝานจากไปก็ยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นได้กลายเป็นพวกไร้ความสามารถไปเสียแล้ว
ในจุดที่ห่างออกไปสิบเมตรเมิ่งฝานยังคงไม่รู้ตัว จิตสังหารนั้นทำให้อากาศรอบตัวคล้ายดั่งว่าชะงักงันไปชั่วครู่ทางฝั่งของมู่อวี่อินแม้อยากจะขัดขวางแต่ก็รู้ดีว่าไม่ทันกาลจึงทำได้เพียงมองเมิ่งฝานกลายเป็นคนไร้ประโยชน์เท่านั้น
แต่ในชั่วพริบตาต่อมาเอินไท่กลับกระอักเลือดอย่างไม่รู้สาเหตุสีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปประหนึ่งมองเห็นผีร้ายก็ไม่ปาน ต่อมาร่างกายจึงถอยหลังไป
“ท่านลุงเอินไท่ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
มู่อวี่อินคว้าฝ่ามือของเอินไท่เอาไว้ในชั่วพริบตาก่อนจะพบว่าของอีกฝ่ายสั่นเทาไปทั้งร่างจากนั้นจึงเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ดุดัน “ไปขอรับ คุณหนู พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ!”
อาการของเอินไท่นั้นคล้ายดั่งกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ปานส่วนทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นก็ออกจากลานประลองสวรรค์ประทานไปอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูปเมิ่งฝานก็ออกจากเมืองเหยียนเฉิงแล้วซึ่งร่างกายที่ก้าวเดินไปบนเส้นทางอันขรุขระนั้นสั่นเทาด้วยเล็กน้อย
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นเพราะรู้ดีว่านับจากนี้ไปตนเองจะต้องเริ่มใช้ชีวิตตัวคนเดียวแล้ว
เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนมีเพียงเส้นเดียวซึ่งนั่นก็คือการบำเพ็ญตนอย่างลำพัง ใช้ชีวิตท่ามกลางเปลวเพลิงและสายเลือดภายในอาณาจักรต้าก้านไปจนถึงพรมแดนจตุทิศแห่งนี้จะไม่มีผู้ใดกล้ารับเขาเป็นศิษย์อีกต่อไป
เพราะถึงอย่างไรแล้วจอมยุทธ์น้อยที่กล้าท้าทายต่ออำนาจของพรรคเหมันต์สวรรค์ก็คล้ายดั่งมันเผาที่ร้อนมือผู้ใดจะกล้ารับเอาไว้? ผู้ใดรับเอาไว้ก็ไม่ต่างจากการท้าทายอำนาจของพรรคเหมันต์สวรรค์ฉะนั้นเมิ่งฝานจึงต้องเป็นผู้โดดเดี่ยว
ฟ้าดินกว้างใหญ่จะต้องมีสักแห่งที่เขาอาศัยอยู่ได้ หนึ่งชีวิตฝืนลิขิตสวรรค์ตัวเขานั้น...มีเพียงแค่ชีวิตเดียว!
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น แล้วในชั่วพริบตาต่อมาเสียงอันไพเราะเสนาะหูก็ดังขึ้นมา“นี่ เจ้าอย่าได้หมดกำลังใจเช่นนี้สิเมื่อครู่เจ้าอวดดีจะตายไปไม่ใช่หรือไร เมื่อครู่เปิ่นเสี่ยวเจี่ย[1] ยังนับถือในอุดมการณ์ของเจ้าอยู่เลย!”
ร่างของเมิ่งฝานสั่นเทาไปเพราะเสียงที่ดังขึ้นจากในหัวอย่างฉับพลันก่อนจะรู้ว่านั่นคือรั่วสุ่ยอี! แม้จะนึกถึงใบหน้าอันเลอโฉมของอีกฝ่ายได้แต่เมิ่งฝานกลับหาได้มีความดีใจไม่
เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “ตอนนี้ข้าไม่มีอารมณ์จะไปสนทนากับท่านหรอกนะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นรั่วสุ่ยอีก็ส่งเสียง ‘หึ’ บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ออกมา “ขอร้องล่ะ เหรินเจียเพิ่งจะช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ด้วยซ้ำไป หากไม่ใช่เพราะเหรินเจียเจ้าก็คงจะถูกตาแก่ผู้นั้นทำลายสมุทรจิตไปแล้ว!”
ท่านว่าอย่างไรกัน!
ร่างของเมิ่งฝานแข็งทื่อไปในชั่วพริบตา ต่อมาจึงนึกถึงสายตาที่เอินไท่จ้องมองตนเองและเข้าใจในเวลาต่อมาว่านั่นคงจะเป็นการใช้พลังใดบางอย่างเมิ่งฝานยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเดิม
เอินไท่เป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณผู้แข็งแกร่งพลังปราณผสานตัวกับพลังจิต แล้ว หากรั่วสุ่ยอีสามารถต้านทานพลังของเอินไท่ได้ละก็...
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “ท่านเป็นใครกันแน่!”
“หึหึ รู้ถึงความร้ายกาจของเปิ่นเสี่ยวเจี่ยแล้วหรือยัง?” เสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นที่ข้างหูของเมิ่งฝานอีกครั้ง แล้วกล่าวโอ้อวดความสามารถของตนเอง“สิ่งที่ผ่านมาเมื่อครู่ก็ให้แล้วกันไปแต่หากเจ้าปรนนิบัติเปิ่นเสี่ยวเจี่ยให้ดีก็จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าเองส่วนเจ้าเฒ่าเมื่อครู่นั้น...หากเป็นตอนที่เปิ่นเสี่ยวเจี่ยมีพลังในขั้นสูงสุดละก็เพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถทำให้ร่างกายของเขาขาดสะบั้นนับหมื่นชิ้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยออกไปอย่างจริงจัง“ท่านมันก็แค่ไข่ใบหนึ่งเท่านั้น!”
“นี่เจ้า!”
เพียงชั่วพริบตารั่วสุ่ยอีก็เดือดดาลขึ้นราวกับแมวที่ถูกลูบหางก็ไม่ปาน“หึหึ เจ้าคอยดูเถอะ แต่หากเจ้าต้องการเอาชนะสาวน้อยนางนั้นกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็หาใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีศักยภาพที่ไม่น้อยแต่หากเทียบกับเปิ่นเสี่ยวเจี่ยก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว!”
รูม่านตาของเด็กหนุ่มหดเล็กลง เขาไม่ได้รีบร้อนต่อปากต่อคำกับรั่วสุ่ยอีแต่กลับถามออกไปว่า“ท่านช่วยข้าได้อย่างนั้นหรือ?”
“ก็อาจจะ!”
รั่วสุ่ยอีหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “แต่มันก็มีเงื่อนไขด้วย เจ้าเองก็รู้ดีว่าข้าในยามนี้อยู่ในขั้นตอนที่ยังเป็นไข่ฉะนั้นจึงต้องการพืชวิเศษอย่างบุปผาเหวินเหรินมาช่วยในการฟื้นฟูพลังให้กลับไปอยู่ในขั้นสุงสุดอีกครั้ง!”
บุปผาเหวินเหริน?
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้ม จากนั้นจึงผายมือแล้วเอ่ยว่า“แท้จริงแล้วท่านเป็นใครกันแน่ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามนุษย์กลายเป็นไข่ได้!”
ในสถานที่หนึ่งของไข่สีดำนั้นเจ้าของใบหน้าอันงดงามกัดฟันแน่น สุดท้ายนางจึงเอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา “แล้วใครบอกเจ้าว่าข้าเป็นมนุษย์เล่า!”
ไม่ใช่มนุษย์?
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานพลันอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึงที่ปกคลุมไปทั่วหัวใจสิ่งเดียวที่ไม่ใช่มนุษย์แต่พูดได้ก็คือสัตว์อสูรซ้ำยังต้องเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับสูงอย่างยิ่งจึงจะสามารถพูดภาษามนุษย์ได้
ในบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายนั้นมีเพียงสัตว์อสูรที่บรรลุระดับห้าขึ้นไปจึงจะกลายเป็นราชาสัตว์อสูร และเมื่ออยู่ในขั้นราชาก็จะสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วพูดได้!
“ข้าโดนศัตรูล่าสังหารสุดท้ายจึงต้องระเบิดตนเองแล้วอยู่ในสภาพที่เจ้าเห็นในยามนี้ ข้าหลับใหลอยู่ท่ามกลางเทือกเขาชิงหลงมานานจนกระทั่งเจ้าไปเจอเข้าเลือดของเจ้าช่วยกระตุ้นข้า แต่ในยามนี้ข้าทำได้เพียงเริ่มบำเพ็ญตบะใหม่เจ้าเรียกข้าว่าพี่รั่วสุ่ยอีหรือไม่ก็เรียกว่าท่านพี่แต่นับจากนี้ไปห้ามเรียกข้าว่าไข่!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาอย่างคับแค้นใจ น้ำเสียงของนางนั้นเต็มไปด้วยการตักเตือนทว่าเมิ่งฝานก็ยังคงไร้ซึ่งความยำเกรงเฉกเช่นเดิม เพราะจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายจึงทำให้เขารู้ดีว่ารั่วสุ่ยอีมีเรื่องให้เขาช่วยเหลือแล้วเหตุใดเขาต้องเกรงกลัว
“เอาล่ะ เอาล่ะ มาพูดเรื่องบุปผาเหวินเหรินกันดีกว่าขอรับข้าจะตามหามันได้อย่างไร หรือต้องแลกมาด้วยสิ่งใด? ข้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับของสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อยมันคงจะหาได้อย่างยากยิ่งเลยใช่หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยออกไปเสียงเรียบพร้อมทั้งผายมือออก
ไม่ว่ารั่วสุ่ยอีจะเป็นสิ่งใด ในยามนี้ก็คล้ายกับว่าพวกเขาทั้งสองได้ลงเรือลำเดียวกันแล้วจากคุณประโยชน์ของลูกปัดสีดำหรือไข่อสูรทมิฬนั้นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้ว่าในภายภาคหน้าตนเองก็อาจได้สิ่งอื่นจากรั่วสุ่ยอีด้วย
รั่วสุ่ยอีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงใส“อืม มันก็หาได้ยากจริงๆ มันเป็นพืชวิเศษระดับแปดที่ถูกมนุษย์เรียกว่าวัตถุเทพจะปรากฏขึ้นมาเพียงหนึ่งครั้งในรอบห้าร้อยปีและเบ่งบานเพียงครั้งละครึ่งชั่วยามเท่านั้นอีกอย่างคือมันได้รวบรวมธาตุทั้งห้าของโลกเอาไว้ แบ่งออกเป็นห้าดอกที่มีธาตุแตกต่างกันเกิดในที่ที่ต่างกัน ซึ่งเจ้าจะต้องตามหามันถึงห้าสถานที่แล้วนำมารวมเข้าด้วยกันจึงจะกลายเป็นบุปผาเหวินเหรินที่แท้จริง!”
เมื่อรั่วสุ่ยอีพูดจบสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปทันทีเขาไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อก็จ้องมองไปยังไข่อสูรทมิฬแล้วเอ่ยออกมาอย่างไม่ชอบใจ “ขอร้องล่ะ ท่านช่วยพูดในสิ่งที่มันเป็นไปได้หน่อยได้หรือไม่ขอรับพืชวิเศษระดับแปด? ของสิ่งนั้นอย่าว่าแต่ไม่อาจตามหาได้ในอาณาจักรต้าก้านแม้แต่พรมแดนจตุทิศแห่งนี้จะมีหรือไม่ก็ยังไม่รู้แน่ชัด พืชวิเศษเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับก็ทำให้สรรพคุณของมันเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเป็นอย่างต่ำแค่ระดับหกก็ทำให้อาณาจักรต้าก้านแห่งนี้สั่นสะเทือนแล้วนะขอรับเกรงว่าข้ายังไม่ทันตามหาพืชวิเศษระดับแปดเจอก็คงจะถูกสิ่งที่อารักขามันสังหารไปเสียก่อน!”
เมื่อได้ยินเมิ่งฝานเอ่ยออกมาเช่นนั้นรั่วสุ่ยอีก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไปตามหามันตอนนี้เสียหน่อยจะต้องรอให้ศักยภาพของเจ้าเพิ่มขึ้นเสียก่อนจึงจะช่วยเหลือข้าได้ฉะนั้นแล้วนับจากวันนี้ไปเจ้าจะต้องทำตามแผนการของข้าแล้วการที่จะทำให้คำพูดของเจ้ากลายเป็นความจริงภายในเวลาสามปีก็จะไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีโอกาสเป็นไปได้อีกต่อไป!”
เมื่อพูดถึงตอนนี้น้ำเสียงของรั่วสุ่ยอีก็จริงจังขึ้นมาทางฝั่งของเมิ่งฝานก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม “แผนการใดขอรับ?”
“การฝึกฝนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความตายหากเจ้ารอดก็จะกลายเป็นผู้ที่อยู่เหนือมนุษย์ทั้งปวงแต่หากเจ้าตาย...ก็จะหายไปจากโลกใบนี้!”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่ร้ายแรงจนตัวสั่นสุดท้ายแล้วเจ้าของร่างที่สั่นเทาอย่างเมิ่งฝานจึงถามออกไป “หากข้าใกล้ตายแล้วท่านจะช่วยข้าหรือไม่?”
“แน่นอน!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะไม่มองเจ้าตายไปอย่างนิ่งเฉยแต่หากเจ้าเอาแต่พึ่งพาข้าอยู่ตลอดข้าก็จะไปจากเจ้าในทันที เพราะสิ่งที่ข้าต้องการคือจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่จะช่วยข้าตามหาบุปผาเหวินเหรินหาใช่พวกไร้ประโยชน์ไม่!”
น้ำเสียงของรั่วสุ่ยอีนั้นบ่งบอกถึงความสัตย์จริงนัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์และมีความลุ่มหลงอยู่ในประโยคนั้นภาพเหตุการณ์ในลานประลองสวรรค์ประทานเคลื่อนผ่านในหัว ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดเมิ่งฝานจึงเอ่ยขึ้นมา
“เป็นหรือตายขึ้นอยู่กับท่านแล้วข้าจะทำมัน!”
...............
[1] เปิ่นเสี่ยวเจี่ย : เป็นการแทนตัวเองของผู้หญิงที่ต้องการโอ้อวดว่าตัวเองนั้นสูงศักดิ์