ท่ามกลางความมืดในห้อง คนผู้หนึ่งนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน จนกระทั่งมีเสียงดังออกมาจากเครื่องมือสื่อสาร ก่อนที่เขาจะรับมัน
“ มีอะไร ”
“ เราพบคอร์แล้วครับท่าน ” ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาก่อนจะพูดต่อ
“ เล่ามา ”
“ ครับ ทางเราทำการปล่อยโดรนไปสำรวจบริเวณที่โปรโตไทป์เสียหาย และได้พบกับเกาะกลางทะเล จึงให้โดรนไปสำรวจผู้คนบนเกาะ และพบคอร์อยู่กับตัวทดลอง L และคนธรรมดาอีกสามคนครับ ตอนนี้ให้โดรนติดตามไปอยู่ครับ ” หลังจากเสียงรายงานจบลง คนผู้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
“ ส่งไทป์เบต้าพลัสไปหนึ่งเครื่อง ป้อนคำสั่งให้มันนำคอร์กลับมา ใครขัดขวางก็ให้มันกำจัดซะ ”
“ แค่เครื่องเดียวหรือครับ ” คำถามที่พูดเหมือนหลุดปากดังมาจากปลายสาย แต่คนผู้นั้นก็ไม่ได้โกรธกับการเสียมารยาทนี้แต่อย่างใด
“ ต่อให้มีคนให้ความร่วมมือกับพวกเราในประเทศนี้ แต่ถ้าส่งไปมากเกินไปมันจะทำให้ถูกต่อต้านเอาได้ แค่เครื่องเดียวก็พอ ตัวทดลอง L ล้มไทป์เบต้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ส่งเบต้าพลัสไปก็ถือว่าเกินพอแล้ว ” จริงอยู่ที่ไทป์แกมม่าสร้างมาโดยเน้นการแทรกซึมและจับกุม แต่ถ้าถูกอีกฝ่ายล้มได้ก็ไม่ควรประมาท การส่งเบต้าพลัสที่เป็รุ่นพัฒนาจากเบต้าถือเป็การกันไว้ดีกว่าแก้ และถือเป็โอกาสทดสอบมันไปในตัวด้วย
“ รับทราบครับท่าน พวกผมจะดำเนินการเดี๋ยวนี้ ” การติดต่อถูกตัดไป พร้อมกับที่ร่างนั้นหันไปจ้องมองภายนอกหน้าต่างดังเดิม
ทางด้านโลกา ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ท่าเรือโดยกำลังรอทินกรไปเอารถที่ฝากเอาไว้อยู่ เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรเป็พิเศษเพียงแค่มองไปรอบๆแบบผ่านตาเท่านั้น คนละเื่กับเด็กสาวโดยสิ้นเชิง เด็กหญิงมองไปรอบๆด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น เพียงจันทร์ที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของเด็กหญิงจึงพาเธอไปเดินดูร้านค้าริมทาง ส่วนเพื่อนของเธอนั้นพาเด็กหนุ่มไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ
“ โลกา พี่ขอถามอะไรเราหน่อยได้ไหม ” คำพูดที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนถูกเอ่ยออกมาจากหญิงสาว ความสวยของเธอทำให้คนที่เดินผ่านเป็ต้องมองกันทุกคน
โลกาพยักหน้าแทนคำตอบ ท่าทางแบบนี้ของเด็กหนุ่มทำให้รู้สึกยากจะพูดคุย ถึงหลายคนจะบอกว่าเธอสนิทกับเด็กได้ง่ายแต่เหมือนคนที่อยู่ตรงหน้าเธอจะเป็ข้อยกเว้น เด็กคนนี้แทบจะนั่งเหม่ออยู่ตลอด ถามอะไรไปก็ตอบมาเพียงสั้นๆหรือขยับศีรษะแทน ทำให้เธอไม่ค่อยรู้สึกเหมือนคุยอยู่กับเด็กเสียเท่าไหร่
“ เราอายุเท่าไหร่เหรอ ” นั่นทำให้เธอรู้สึกอยากรู้อายุของเด็กคนนี้ขึ้นมา ถึงภายนอกจะตัวเล็กน่ารักแต่ท่าทางภายในจะไม่ใช่
“ สิบแปด...ครับ ”
“ อะ เอ๋ พูดจริงเหรอ ” นั่นทำให้เธอใ ดูจากรูปร่างเธอคิดว่าน่าจะสิบห้าสิบหก หรืออาจจะอายุมากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ แต่คิดไม่ถึงว่าจะอายุเท่ากับเธอเสียอย่างงั้น เด็กหนุ่มพยักหน้ายืนยัน จะว่าไปเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะโกหกเธอเลยแม้แต่น้อย
“ อะ เอ่อ งะ งั้นทำไมเธอถึงดูเป็ห่วงภาเขาขนาดนั้นล่ะ ” พอรู้ว่าอีกฝ่ายอายุเท่ากัน คำพูดของเธอเลยตะกุกตะกักไปหน่อย แต่ประโยคนั้นทำให้คิ้วของเด็กหนุ่มยกขึ้นมาเล็กน้อย
เขามักจะเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็หันมาดูเด็กสาวเป็ระยะ แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังหันไปมองทางที่เด็กหญิงเดินไป มันน่าแปลกเพราะดูจากท่าทางของทั้งสองคนออกจะไม่ถูกกันเสียด้วยซ้ำ
“ ผมต้องปกป้องเธอ ” เป็คำตอบที่ไม่ตรงกับคำถามซะเท่าไหร่ ขณะที่เธอจะถามต่อ รถกระบะสีดำก็มาจอดอยู่หน้าร้านพร้อมกับร่างของทินกรที่ลงมาบอกให้ทุกคนขึ้นรถ นั่นทำให้การพูดคุยและการซื้อของหยุดลงและเริ่มการเดินทางกลับกรุงเทพ
รถแล่นไปตามถนนโดยสองสาวกับเด็กทั้งสองคนนั่งท้ายกระบะเพราะต้องดูแลเด็กสาวที่อยากดูทิวทัศน์ตามทาง อีกทั้งยังแทบจะไม่มีรถคันอื่นแล่นบนถนนทำให้ไร้ควันเสียของรถยนต์ จึงสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดอีกด้วย
เด็กหนุ่มพลันลุกขึ้นมาอย่างฉับพลันทำให้รถโคลงเคลงเล็กน้อย ก่อนจะะโบอกทินกรที่เปิดหน้าต่างรับลมอยู่เช่นกัน
“ หักหลบเร็ว!! ” หมอหนุ่มใกับเสียงนั้นทำให้เผลอทำตามที่อีกฝ่ายบอก ทันใดนั้นเอง
ตูม! บางอย่างหล่นใส่ถนนบริเวณที่รถเคยอยู่ทำให้พื้นถนนยุบลงไป ก่อนที่สิ่งนั้นจะเริ่มเคลื่อนไหว ดวงไฟสีแดงฉานฉายออกมาพร้อมกับชิ้นส่วนโลหะตามร่างที่เริ่มกลายเป็แขนและขาจนกลายเป็หุ่นเหล็กขนาดใหญ่
“ นี่มันอะไรกันเนี่ย ” หญิงสาวพูดออกมาอย่างลืมตัวท่ามกลางทุกคนที่ใจนนิ่งไป แต่เด็กหนุ่มนั้นกลับทำตรงกันข้าม
เขาพุ่งเข้าใส่หุ่นเหล็กที่โผล่มาในทันที ก่อนจะปล่อยหมัดของตนออกไปสุดแรง