บทที่ 8 เรือนไผ่เขียว สวี่ไท่ผิงกล่าวลาหลิงหลง
ูเาอวิ๋นหลู ศาลาซีเฟิง
ที่นี่คือสถานที่แห่งหนึ่งในสำนักชิงเสวียนที่รับผิดชอบดูแลเื่ต่าง ๆ ของศิษย์นอกสำนัก
“เทพธิดาหลิงหลง เื่การลงทะเบียนของน้องชายผู้นี้ได้จัดการเรียบร้อยแล้ว โปรดรับกระจกทองแดงและตราหยกประทานวิชานี้ไว้”
ภายในศาลาซีเฟิง ผู้าุโผมขาวมอบกล่องไม้บรรจุกระจกทองแดงและหยกขาวอันหนึ่งให้กับหลิงหลงที่อยู่ตรงหน้า
"ไท่ผิง เ้ารับกระจกนี้ไว้ มันเป็ทั้งหลักฐานยืนยันตัวตนศิษย์นอกสำนัก และเป็เครื่องมือสำหรับฟังคำสอนของผู้าุโในอนาคต"
หลิงหลงยื่นกระจกทองแดงและแผ่นหยกให้ไท่ผิงก่อน
"ใช่แล้ว ศิษย์นอกไม่สามารถรับคำชี้แนะจากอาจารย์โดยตรงเหมือนศิษย์ในสำนัก ได้แต่สังเกตการสอนของผู้าุโผ่านกระจกทองแดงนี้ในวันขึ้น 1 ค่ำและ 15 ค่ำของทุกเดือน"
ผู้าุโศาลาซีเฟิงกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม
"แล้วแผ่นหยกนี้เล่า?"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า จากนั้นก็หยิบแผ่นหยกขึ้นมา
"นี่คือตราหยกประทานวิชา ภายในมีเคล็ดวิชาฝึกฝนลมปราณ ยามใช้เ้าเพียงแค่ทำใจให้สงบ แล้วนำไปแนบที่หว่างคิ้วก็พอ"
ยังคงเป็ผู้าุโคนเดิมที่กล่าว
"ใช่แล้ว เกี่ยวกับวิธีใช้กระจกทองแดง รวมถึงข้อห้ามต่าง ๆ ที่ต้องระวังหลังจากเข้าสำนักแล้ว ภายในแผ่นหยกได้อธิบายไว้อย่างละเอียด รอเ้าตั้งรกรากเสร็จแล้วค่อยนำมาใช้"
คราวนี้หลิงหลงเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง
"ขอรับ"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า
"ผู้นำหลิว ในมือท่านยังมีสวนโอสถที่้าคนดูแลอีกหรือไม่?"
หลิงหลงมองไปที่ประมุขศาลาซีเฟิง
"เื่นี้..."
ผู้นำหลิวสีหน้าแข็งค้าง
ในหมู่ศิษย์นอกสำนัก สถานที่ที่หาแต้มสำนักได้ง่ายที่สุดก็คือสวนโอสถ นอกจากงานไม่หนักแล้ว แต้มที่ได้รับยังมีมากอีกด้วย
"ผู้นำหลิว เด็กคนนี้เป็ญาติห่าง ๆ ของข้า เื่นี้หากท่านช่วยได้ ก็ถือว่าจ้าวหลิงหลงจากยอดเขาที่เจ็ดเป็หนี้บุญคุณท่าน"
จ้าวหลิงหลงกล่าวอย่างจริงจัง
ยามได้ยินเช่นนั้น สายตาของผู้นำหลิวพลันเป็ประกาย
เขาย่อมรู้ฐานะของจ้าวหลิงหลงดี นางเป็ศิษย์เอกของเ้ายอดเขาที่เจ็ด ย่อมมีอนาคตที่สดใสแน่นอน บุญคุณความดีของนางจึงมีค่ามาก
"ในเมื่อเทพธิดาหลิงหลงเอ่ยปากแล้ว เื่นี้ข้าต้องช่วยอย่างแน่นอน"
ผู้นำหลิวใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
ได้ยินดังนั้น จ้าวหลิงหลงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ส่วนสวี่ไท่ผิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ส่งสายตาขอบคุณไปยังจ้าวหลิงหลง บุญคุณในครั้งนี้ เขาสลักไว้ในใจแล้ว
"ไม่ปิดบังเทพธิดา ในเขตเขาทางตะวันตกของูเาอวิ๋นหลูที่อยู่ภายใต้การดูแลของศาลาซีเฟิง ยังมีสวนโอสถอีกแห่งหนึ่งที่ยังขาดคนดูแล"
ผู้นำหลิวเอ่ยพลางชี้ไปยังแผนที่บนผนัง จากนั้นก็ลูบเคราแล้วกล่าวว่า "สถานที่อยู่ห่างจากศาลาซีเฟิงสามพันลี้ในหุบเขาอวิ๋นชี มีชื่อว่าเรือนไผ่เขียว นอกจากจะมีสวนโอสถครึ่งหมู่แล้ว ยังมีเรือนเล็ก ๆ ที่สร้างไว้สำหรับพำนักและฝึกฝนตนเอง"
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หน้าประตูศาลาซีเฟิง
"ท่านประมุขศาลา ก่อนหน้านี้มีผู้ฝึกตนรายงานว่า บริเวณเรือนไผ่เขียวมีิญญาร้ายปรากฏกายใช่หรือไม่? ท่านจะให้เด็กน้อยไปอยู่ที่นั่น หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมา พวกเราคงอธิบายกับเทพธิดาหลิงหลงได้ลำบากนะขอรับ"
ยามเห็นเทพธิดาหลิงหลงและสวี่ไท่ผิงนั่งนกกระเรียนเหินฟ้าจากไป ผู้ดูแลคนหนึ่งของศาลาซีเฟิงมองไปที่ประมุขศาลาาุโด้วยความกังวล
"แค่จับลมคว้าเงา*[1] เท่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อน ศิษย์จากยอดเขาที่สี่ไปตรวจสอบแล้ว ไม่พบความผิดปกติใด ๆ"
ผู้นำหลิวส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
"อีกอย่าง ถึงแม้จะเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ ก็เป็เพียงศิษย์นอกูเา ตายก็ตายไป ในแต่ละปี ศิษย์นอกสำนักที่เพิ่งเข้ามาใหม่ หากมีชีวิตรอดในูเาได้ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าดีแล้ว หากข้าต้องรับผิดชอบกับทุกชีวิตที่ตาย ข้าจะยังเป็ประมุขศาลาได้อย่างไร?"
เขาพูดพลางจ้องมองผู้ดูแลคนนั้น
"ท่านประมุขศาลากล่าวถูกต้องแล้ว ข้าคิดมากไปเอง"
ผู้ดูแลคนนั้นทำสีหน้าเจื่อน ๆ แล้วถอยกลับไป
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เรือนไผ่เขียว
"เทพธิดาหลิงหลง ถึงเรือนไผ่เขียวแล้ว"
นกกระเรียนที่พูดได้ขยับปีกเบา ๆ ปล่อยให้หลิงหลงและสวี่ไท่ผิงลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
หลังจากยืนนิ่งได้แล้ว สวี่ไท่ผิงก็เงยหน้ามองไปข้างหน้า
เห็นเพียงเรือนกำแพงดินหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบท่ามกลางป่าไผ่สีเขียวขจี ใบไผ่ที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นจนเกือบจะท่วมธรณีประตู
"ต่อจากนี้เ้าต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว"
หลิงหลงมองท้องฟ้า แล้วพูดกับสวี่ไท่ผิงด้วยความอาวรณ์
ถึงเวลานัดหมายกับผู้าุโเฮยหลงแล้ว
"ขอบคุณพี่สาวหลิงหลงขอรับ ข้าจะตั้งใจฝึกฝน จะพยายามขึ้นไปยอดเขาที่เจ็ดโดยเร็ว"
บนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของสวี่ไท่ผิงเผยความแน่วแน่มั่นคงที่ไม่เข้ากับวัย
"ข้าเชื่อใจเ้า"
หลิงหลงยกมือลูบแก้มของสวี่ไท่ผิงด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็หยิบขลุ่ยกระดูกกับถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อยื่นให้สวี่ไท่ผิงพร้อมกล่าวว่า
"ขลุ่ยกระดูกนี้สามารถใช้เรียกนกวิเศษที่อยู่ใกล้เคียงได้ ในถุงเงินมีเหรียญแต้มสำนักสามสิบเหรียญที่ศาลาซีเฟิงมอบให้กับศิษย์ใหม่ทุกคน หากมีสิ่งของที่จำเป็เร่งด่วน เ้าสามารถใช้เหรียญแต้มสำนักหนึ่งเหรียญเพื่อให้นกวิเศษพาเ้าไปซื้อได้ แต่หากไม่จำเป็จริง ๆ ห้ามใช้เหรียญแต้มสำนักสามสิบเหรียญนี้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด สวนโอสถหลังเรือนเ้าน่าจะรกร้างไปแล้ว เ้าต้องใช้เหรียญนี้ไปซื้อเมล็ดพันธุ์และอาหารนะ"
"ข้าจะไม่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายขอรับ พี่สาวหลิงหลง"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า รับขลุ่ยกระดูกกับถุงเงินมา
"สวี่ไท่ผิง หากโชคชะตาลิขิตให้พบกันอีก เ้าต้องรักษาตัวด้วยนะ"
หลิงหลงที่นั่งบนนกกระเรียนยิ้มแล้วโบกมือให้สวี่ไท่ผิง
"ลาก่อน พี่สาวหลิงหลง"
สวี่ไท่ผิงโบกมือให้หลิงหลงเช่นกัน
ฟู่!
สิ้นเสียง นกกระเรียนก็กระพือปีก พัดพายุหมุนรุนแรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
"หวังว่าจะได้พบกันอีก"
หลิงหลงบนหลังนกกระเรียนมองร่างที่เล็กลงเรื่อย ๆ แล้วถอนหายใจยาว
นางเติบโตในสำนักชิงเสวียน ย่อมตระหนักดีว่าศิษย์นอกสำนักที่มีเพียงกระดูกปราณระดับขาวเช่นนี้ มักจะมีไม่ถึงหนึ่งในพันที่สามารถเข้าเป็ศิษย์ของยอดเขาทั้งเจ็ดได้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านการคัดเลือกของยอดเขาทั้งเจ็ดภายในระยะเวลาสามปี
…
แอ๊ด…
ยามหลิงหลงจากไปแล้ว สวี่ไท่ผิงก็ผลักประตูเข้าไป ก้าวเท้ายาว ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สวนโอสถหลังเรือน
"เหมือนที่พี่สาวหลิงหลงบอกเลย สวนโอสถแห่งนี้ถูกทิ้งร้างจริง ๆ ด้วย"
สวี่ไท่ผิงพึมพำเบา ๆ ขณะมองสวนโอสถที่รกร้างและเต็มไปด้วยวัชพืชตรงหน้า
ทว่าที่เขารีบมายังสวนโอสถนั้นไม่ใช่เพื่อมาพิสูจน์เื่นี้
สวี่ไท่ผิงค่อย ๆ หยิบกล่องไม้ออกมาจากอก จากนั้นหยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาจากในกล่อง แล้วเทเมล็ดถั่วเหลืองออกมาจากขวดกระเบื้องนั้น
ใช่แล้ว นี่คือเมล็ดถั่วเหลืองที่ท่านปู่ทิ้งไว้ให้เขา
"ท่านปู่บอกว่า ยามมาถึงูเาเซียนแล้วให้เอาเมล็ดนี้มาปลูกก็จะได้รับโอกาสครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง"
เขาพูดพึมพำ พลางย่อตัวลงกับพื้น แล้วใช้มือขุดหลุมบนพื้นดินในสวนโอสถ จากนั้นปลูกเมล็ดถั่วเหลืองลงไป
"ในเมื่อโอสถนั่นเป็ของจริง แสดงว่าเมล็ดนี้ก็ย่อมเป็ของจริงเช่นกัน"
สวี่ไท่ผิงเอ่ยพลางใช้มือเล็ก ๆ กอบดินขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วกลบเมล็ดถั่วเหลือง
[1] จับลมคว้าเงา เป็สำนวนจีน หมายถึง การกระทำที่ไร้สาระ พยายามทำในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ ใช้เปรียบเทียบกับการเชื่อหรือตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือหรือข่าวลือ