Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 127 ไท่ชางหวง 太上皇:

    สนมหยางกับอิงจงฮ่องเต้ต้องอยู่กันอย่างยากลำบากอย่างที่สุดเพราะต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอดในเวลาช่วงกลางวัน จนตกเวลาตอนกลางคืนจึงค่อยอาศัยลักษณะพิเศษของชะง่อนหินแห่งนี้เพื่อช่วยในการปกปิดแสงสว่างอันจากการก่อกองไฟ ซึ่งใช้ในการประกอบอาหารพร้อมทั้งให้ความอบอุ่นตลอดทั้งคืนอันยาวนานนี้

     

    ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้เมื่อทอดพระเนตรเห็นหยางเหมยก่อไฟจนแล้วเสร็จ ก็เห็นนางก็จับธนูคล้ายจะไปออกล่าสัตว์จึงยุดเอามือนิ่ม ๆ ของสนมหยางเอาไว้แล้วตรัสขึ้นว่า

    “นี่เพิ่งจะหัวค่ำอยู่เลย เหตุใดเจ้าต้องรีบร้อนออกไปเช่นนี้ด้วยเล่า ?”

     

    ความยากลำบากของทั้งสองคนในตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นแนบแน่นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจากเดิมที่ฝ่ายชายมองสตรีผู้นี้เป็นเพียงหนึ่งในนางห้ามของตนเท่านั้น แต่บัดนี้กลับก่อเกิดเป็นความรู้สึกรักใคร่และห่วงใยอย่างที่นางสมควรจะได้รับ

     

    ฝ่ายหยางเหมยเห็นฮ่องเต้หนุ่มออดอ้อนราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่งจึงมีความเอ็นดูอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นจะต้องกราบทูลว่า

    “ในยามนี้เป็นเวลาออกหาอาหารของหมูป่าเพคะ หม่อมฉันไม่ต้องการที่จะล่าเจ้ากวางอีกแล้ว”

     

    ในสายตาของหญิงสาวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเก้งหรือกวางก็เป็นสัตว์ที่น่ารักเกินกว่าจะนำมากิน นางจึงไม่อยากทำร้ายมันเลยหากไม่จำเป็นจริง ๆ

     

    ฝ่ายฮ่องเต้อิงจงก็คลายพระหัตถ์ลง แย้มพระโอษฐ์แล้วกล่าวว่า

    “งั้นเจ้าไปเถิด”

     

    หยางเหมยก็ทั้งทูลเตือนและทูลลาไปว่า

    “หม่อมฉันจะรีบกลับมาโดยไว พระองค์อยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว โปรดระมัดระวังพระองค์เอาไว้ให้มากนะเพคะ”

     

    เมื่อสนมหยางออกไปพร้อมธนูในมือแล้ว อิงจงฮ่องเต้ก็ตรวจสอบแนวป้องกัน จากนั้นใช้พระหัตถ์อันบอบบางกุมเอาด้ามกระบี่ไว้ให้มั่นด้วยเกรงภัยร้ายจากบรรดาสัตว์ป่า 

     

    อันเนื่องจากยามค่ำคืนท่ามกลางป่าเขานั้นมีความน่ากลัวเป็นอันมาก แล้วอย่าว่าแต่พบเห็นตัวของพวกมันเห็นเลย เพราะเพียงแค่เสียงร้องเท่านั้นก็ทำให้มนุษย์ตัวโต ๆ ก็อดที่จะขวัญหนีดีฝ่อไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะเสียงหอนของหมาป่า ซึ่งมักหากินเป็นฝูง ก็ยิ่งบาดลึกเข้าไปในพระทัยเป็นอันมาก

    ด้วยอิงจงฮ่องเต้ทรงจดจำเหตุการณ์ในวันที่สองของการแปรพระราชฐานมาอยู่ท่ามกลางป่าเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวต้องพบเจอกับฝูงหมาป่าเมื่อเวลาจวนจะค่ำมืด จากนั้นพวกมันก็ตีวงล้อมเอาไว้ด้วยหวังจะจับกินทั้งสองเป็นอาหารเย็นในวันนั้น

    แต่สนมหยางนั้นมีวรยุทธ์ จึงได้ใช้ทั้งเกาทัณฑ์ทั้งกระบี่สั้นสังหาร และทำการขับไล่พวกมันออกไปได้สำเร็จ โดยที่พระองค์เองก็มิได้ลงมือกระทำสิ่งใดเลยแม้แต่ประการเดียว และจากที่เคยมีพระราชดำริจะสั่งสอนหยางไค ‘ว่าสมควรจะปกป้องสตรีของตนเช่นใด’ ก็กลับกลายเป็นพระองค์เอง ที่สมควรจะได้รับการสอนสั่งเสียมากกว่า!!

    น้ำพระทัยในตอนนั้นจึงปรารถนาจะออกไปจากป่าโดยเร็ว เพราะแม้จะต้องตกเป็นเชลยก็ย่อมมีสภาพที่ดีกว่านี้ไม่ว่าเรื่องการอยู่และการกิน แต่ก็ยังอดเป็นห่วงสนมหยางซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางทหารมองโกลซึ่งล้วนแต่เป็นบุรุษมิได้ แล้วหนำซ้ำหากตนจะต้องเป็นเชลยศึกแล้วย่อมส่งผลร้ายแรงต่ออาณาจักรต้าหมิง ซึ่งเป็นการสร้างความยุ่งยากแก่พระอนุชาฉือหยู่ว์ผู้สำเร็จราชการในช่วงเวลานั้นเอง

    ..

    ….

    ฝ่ายหยางเหมยผู้ครอบครองลมปราณกิเลนระดับสูงย่อมสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวในป่าที่ปราศจากแสงสว่างใด ๆ นอกจากเสียงเดือนและดาว และภายใต้ดวงจันทร์ที่สุกสว่างก็คงมีเพียงเป็นสตรีนางเดียว ที่ปีนป่ายลงจากภูเขาแล้วมาซ่อนตัวเอาไว้ในพงป่า ก็ด้วยหวังว่าจะซุ่มยิงเอาหมูป่าซึ่งกำลังออกหากินในที่ราบลุ่มแห่งนี้เอง

     

    แต่ในความมืดมิดแห่งนั้น สายตาคมกล้าของนางกลับพบเห็นความเคลื่อนไหวของมนุษย์!!!

    หากมิใช่เพราะเครื่องแบบที่ชายคนนั้นสวมใส่มิคล้ายของทหารมองโกล นางคงจะทำการยิงเกาทัณฑ์ออกไปสังหารอย่างที่เคยทำมาตลอด และเมื่อเห็นอีกฝ่ายเคลื่อนที่ออกจากจุดสังหารไปแล้ว หยางเหมยก็รีบเก็บเกาทัณฑ์แล้วแฝงร่างงดงามไปพร้อมกับความมืดเพื่อสะกดรอยตามชายผู้นั้นไป..

    ..จนในที่สุดจึงทราบว่าเขามิได้มาที่นี่เพียงผู้เดียว เพราะยังมีสมาชิกที่รออยู่อีกกว่า 4 - 5 คน แต่ชายซึ่งถือแผนที่ในมือพร้อมกับสั่งการบางอย่างอยู่นั้น ก็ช่างมีรูปร่างและหน้าตาที่นางคุ้นเคยเป็นอันมาก จนสุดท้ายกลับเผลอหลุดปากออกไปว่า

     

    “หยางไค!”

     

    ฝ่ายหยางไคซึ่งมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวกว่าผู้ใดย่อมจดจำเสียงนั้นได้ จึงทยานร่างไปยังต้นเสียงก็พบร่างงดงามที่คุ้นตายืนตกตะลึงอยู่ที่พุ่มไม้นั้น ตนจึงรีบถามอย่างดีใจว่า

    “สนมหยางเป็นเช่นไรบ้าง ? แล้วฮ่องเต้อิงจง ..ไม่สิ ไท่ชางหวง ทรงปลอดภัยดีหรือไม่ ?”

    ไท่ชางหวง (พระเจ้าหลวง :太上皇:จักรพรรดิที่สละราชสมบัติ)

     

    หยางเหมยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีความสงสัยเป็นอันมาก แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของอิงจงฮ่องเต้ จึงรีบตอบว่า

    “ข้าพเจ้าสบายดี แต่บัดนี้ได้ออกมาล่าสัตว์และห่างจากที่ประทับในสมเด็จจักรพรรดินานแล้ว จำจะต้องรีบกลับไป”

     

    หยางไคได้ฟังเช่นนั้นก็สั่งให้กองเสบียงรอคอยอยู่พื้นล่าง จากนั้นจึงรีบติดตามหยางเหมยด้วยการกระโดดและปีนป่ายขึ้นเขาไป ส่วนองครักษ์เสื้อแพรทั้ง 4 คน เมื่อทราบว่าอดีตฮ่องเต้อยู่บนภูเขาก็เร่งติดตามไปเช่นเดียวกัน โดยทิ้งให้เหล่าพนักงานรอคอยอยู่ด้านล่างเพียง 10 คนเท่านั้น

    ..

    …

    แต่พอไปถึงหยางไคกับหยางเหมยก็ตกใจขึ้นสุดขีดเพราะเห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งมาถึงก่อนพวกตนยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น!!

    ฝ่ายหยางไคพอจดจำได้ว่าเป็นรองผู้บัญชาการ จึงได้ร้องถามไปว่า

     

    “หลิวเย่เหตุใดท่านมาปรากฎตนที่นี่ แล้วไท่ชางหวงเป็นอันใดไปแล้วหรือ !”

     

    หลิวเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งร้องไห้ทั้งสั่นศีรษะอยู่

    ฝ่ายหยางเหมยยิ่งเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่จึงรีบเข้าไปดูที่ข้างใน ก็พบเห็นอิงจงฮ่องเต้ทรงประทับอยู่บนแผ่นศิลาอย่างสง่าผ่าเผย แล้วมิได้มีสีหน้ากังวลแต่ประการเลย ทั้งยังเก็บกระบี่ใส่ไว้ในฝักอย่างเรียบร้อยอีกด้วย

     

    หยางเหมยจึงทูลถามไปว่า

    “ฮ่องเต้มิคล้ายทรงได้รับอันตราย แต่เหตุใดองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นจึงร้องไห้อยู่ที่ปากทางเข้ามาเล่าเพคะ ?”

     

    ไท่ชางหวงได้ยินเช่นนั้นจึงตรัสไปด้วยความเศร้าสร้อยว่า

    “บัดนี้เราทราบแล้วว่าถูกปลดออกจากฮ่องเต้ ส่วนรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้น พอทราบข่าวว่าราชครูหวังเจิ้งเสียชีวิตแล้วก็เอาแต่โศกเศร้าอย่างที่เห็น”

     

    สนมหยางซึ่งเคยเป็นนางสนมในสมเด็จจักรพรรดิบัดนี้จึงกลายเป็นสนมในสมเด็จพระเจ้าหลวงตั้งแต่บัดนี้ไปเช่นเดียวกัน แม้นางจะรู้สึกใจหายไปบ้างแต่ก็มิได้รู้สึกน้อยใจแต่ประการใด

    ส่วนหยางไคเมื่อทราบว่าหลิวเย่นั้นยังมีความภักดีต่อขันทีโฉดนักก็มีความรู้สึกไม่สบายใจเลย แต่อย่างน้อยหวังเจิ้งก็ได้ลาโลกลงไปแล้ว ฝ่ายรองผู้บัญชาการผู้นี้ก็ไม่อาจอยู่ภายใต้การชักใยอันชั่วทรามได้อีกอย่างแน่นอน ซึ่งเวลานี้ด้วยพลังฝีมือของหลิวเย่ย่อมจะมีประโยชน์ต่อภารกิจที่เหลือของตนเป็นอันมาก หยางไคจึงจำเป็นต้องปล่อยวางเอาไว้ก่อน

     

    จากนั้นจึงทูลเชิญเสด็จไท่ชางหวงและสนมหยางลงไปที่พื้นด้านล่าง เพื่อรอให้องครักษ์เสื้อแพรทั้งหมดกลับมาจนครบทุกคน แล้วจึงจะออกเดินทางกลับไป

     

    ซึ่งในระหว่างที่ทั้ง 4 คน กำลังจะลงจากเขานั่นเอง กลับเห็นองครักษ์เสื้อแพรอีก 4 คน กำลังเดินทางขึ้นมาด้วยเช่นกัน ครั้นทั้งสี่คนเห็นอดีตองค์ฮ่องเต้เสด็จลงมาแล้ว ก็เข้าไปถวายบังคมอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม 

    แต่หยางไคเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่า ‘ผิดท่า’ จึงได้ถามไปว่า

    “พวกท่านทั้งสี่คนได้ติดตามออกมาเช่นนี้ แล้วมีผู้ใดคอยดูแลม้าและกองเสบียงเล่า ?”

     

    องครักษ์ทั้ง 4 คน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับไปอย่างมิได้รู้สึกผิดแต่ประการใดว่า

    “จอหงวนมิได้มอบหมายให้เราดูแลกองเสบียง พวกเราในฐานะองครักษ์ย่อมต้องรีบมารับเสด็จโดยหน้าที่”

     

    ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงตามนั้นเพราะทั้งสี่มิได้มีความผิดและฝ่าฝืนคำสั่งเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้หยางไครู้สึกร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบทูลไท่ชางหวงไปว่า

    “หม่อมฉันจะขอนำองครักษ์หนึ่งนายล่วงหน้าลงไปดูแลความปลอดภัยที่ด้านล่างก่อน หากแม้นมีอันตรายจึงจะให้คนมาแจ้งพระเจ้าข้า”

     

    จากนั้นจึงชี้ส่ง ๆ ไปยังองครักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วทะยานร่างลงเขาไปอย่างว่องไว

     

    แต่เมื่อถึงหยางไคก้าวเท้าลงมาถึงพื้นล่างเท่านั้นก็เห็นเจ้าขาววิ่งสวนกลับออกมาด้วยอาการตกใจอย่างที่สุด

    ครั้นชายหนุ่มเห็นเชือกซึ่งเคยมัดมันไว้กับต้นไม้ถูกกระชากจนขาดวิ่น ก็รู้ว่ามันใช้ปากกัดจนเชือกเส้นนั้นขาดแล้วหนีออกมา 

     

    หยางไคพอคาดเดาสถานการณ์ข้างหน้าได้บ้างแล้ว จึงรีบนำอาวุธซึ่งอยู่ท้ายอานม้าออกมาจัดเตรียมเอาไว้ให้พร้อม

    พอเห็นองครักษ์ผู้นั้นได้ติดตามลงมาถึแล้วง จึงสั่งการไปว่า

    “กองเสบียงที่อยู่ข้างหน้าถูกโจมตีแล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปช่วยเหลือก่อน ส่วนท่านจงย้อนกลับขึ้นไปแจ้งข่าวโดยเร็ว”

     

    กล่าวเพียงเท่านั้น จอหงวนก็ตวัดทวนเพื่อทำเครื่องไม้เอาไว้ที่พื้น แล้วควบม้าออกประจันเข้าไปอย่างไม่อาจรอคอยได้อีก…

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน