หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 55 หยั่งเชิงข้าครั้งแล้วครั้งเล่า

    บทที่ 55 หยั่งเชิงข้าครั้งแล้วครั้งเล่า

     

    “เป็นไปไม่ได้!” ซูจ้งฝู่อุทาน

     

    “ถึงตอนที่เขาได้ยินว่ามารดาเสียชีวิตจะมีใจอยากตายอยู่แล้ว แต่เขาพูดเองว่าถึงต้องตายก็ต้องกราบทูลความลับนั้นต่อฝ่าบาทก่อน นอกจากนี้ เขาเติบโตมาในเจียงหนานที่ใกล้ชิดกับน้ำ ว่ายน้ำเก่งยิ่ง แล้วจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายได้อย่างไร”

     

    กู้อวี้หรี่ตาลง ว่ายน้ำเก่งอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นมีความเป็นไปได้ที่จูเจี้ยนชุนอาจหนีลงน้ำตอนเรือระเบิด ภายหลัง จึงหาศพไม่พบสินะ

     

    แม้ความเป็นไปได้นี้จะมีน้อยนิด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย…

     

    นางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ พยายามเรียบเรียงข้อมูลที่ได้มา

     

    ดูจากปฏิกิริยาตอบสนองของซูจ้งฝู่ เขาคงพูดสิ่งที่ควรพูดออกมาหมดแล้ว หาได้ปิดบังอะไรอีก

     

    ถึงตอนนี้ กู้อวี้จึงบอกความจริงต่อเขา “ท่านพูดถูก จูเจี้ยนชุนไม่ได้กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เรือที่เขาโดยสารมาเมืองหลวงถูกวางระเบิด กระทั่งศพก็ยังหาไม่พบ”

     

    ซูจ้งฝู่ขมวดคิ้ว ทราบว่าตนเองถูกกู้ซื่อจื่อหยั่งเชิงเข้าแล้ว แต่พื้นนิสัยเขาเป็นคนใจเย็น จึงมิได้ขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายไม่เชื่อใจตน

     

    “กู้ซื่อจื่อเป็นคนรอบคอบ หากมีความตั้งใจ จะต้องสืบความจริงพบแน่นอน”

     

    กู้อวี้ซึ่งดูผ่อนคลายขึ้นแล้วกล่าวเนิบช้าว่า “นายอำเภอซูอย่ายกยอข้าเกินไปนัก ข้าไม่อยากสืบหาความจริงเลยสักนิด เรื่องจูเจี้ยนชุนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า เรื่องคืนนี้ ท่านไม่เคยพบข้า และข้าก็ไม่เคยพบท่านเช่นกัน”

     

    ซูจ้งฝู่ร้อนใจ “ถ้าท่านไม่ต้องการสืบหาความจริงแล้วจะมาถามข้าทำไม? ข้าคิดว่าในเมื่อท่านเป็นผู้เสนอให้จัดงานชุมนุมปราชญ์ จะต้องเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นแน่ จึงบอกกล่าวเรื่องที่รู้ออกมาจนหมด ไม่อย่างนั้น ต่อให้จูเจี้ยนชุนตายแล้ว ข้าก็ไม่มีวันบอกเรื่องนี้ต่อใครเป็นอันขาด”

     

    นางมองใบหน้าที่ยังหล่อเหลาแม้จะล่วงเข้าสู่วัยสี่สิบไปแล้วของอีกฝ่ายพลางทอดถอนใจ

     

    “นายอำเภอซู ปีนั้นองค์หญิงใหญ่คงตาบอดจึงได้เหลียวแลท่าน วางใจเถอะ ในเมื่อข้ารู้แล้วก็จะไม่นั่งดูดายแน่นอน”

     

    ป้ายคำสั่งของตระกูลกู้ยังอยู่ในมือดาวหายนะ แม้นางไม่อยากสนใจก็คงทำไม่ได้

     

    ใบหน้าของซูจ้งฝู่เปลี่ยนสีอีกครา กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “กู้ซื่อจื่อ ท่านไม่จำเป็นต้องหยั่งเชิงข้าครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้”

     

    กู้อวี้ตบไหล่เขา “ก็คงต้องทำอยู่ดี ใครใช้ให้ท่านปิดปากเสียสนิท กระทั่งองค์หญิงใหญ่ยังไม่ยอมบอก แต่แค่ข้าถามขึ้นมา ท่านกลับสารภาพออกมาจนหมดกันเล่า”

     

    เย็นวันนี้ หัวคิ้วที่ขมวดกันเป็นปมของซูจ้งฝู่ไม่ได้คลายออกเลยแม้แต่น้อย เขานวดหน้าผากพลางครุ่นคิด จริงด้วย ทำไมข้าถึงพูดออกไปแบบนั้นกันนะ

     

    กู้ซื่อจื่อผู้นี้ยังไม่ถึงวัยสวมหมวกก็ทำให้คนรับมือไม่ไหวเสียแล้ว

     

    เวลานั้นเอง เสียงท้องร้องโครกครากพลันดังขึ้นมา

     

    กู้อวี้กุมขมับ พอหยุดใช้งานสมองหน่อย ท้องก็เริ่มร้องโวยวายขึ้นมาแทน “นายอำเภอซู ข้าคงต้องขอตัวก่อน”

     

    ซูจ้งฝู่รู้สึกว่าคุยกับกู้อวี้รอบนี้ยังเหนื่อยกว่าจัดการเอกสารราชการทั้งวันเสียอีก “ขอให้กู้ซื่อจื่อเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ”

     

    ก่อนจากไป กู้อวี้ยังไม่วายเตือนเขา “นายอำเภอซู จูเจี้ยนชุนตายแล้ว เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ใครก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้พัวพันไปไกลแค่ไหน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้คนที่สามรับรู้ แม้จะเป็นองค์หญิงใหญ่มาถามด้วยตัวเองก็ตาม พวกเรารอให้ข่าวคราวแพร่มาถึงเมืองหลวง แล้วคอยดูท่าทีของฝ่าบาท ถ้าทรงมีประสงค์ให้สืบสวนเรื่องนี้ ข้าจะสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าฝ่าบาททรงต้องการปิดบังเอาไว้ พวกเราก็ทำเสียว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้งานชุมนุมปราชญ์จึงสำคัญที่สุด ท่านเข้าใจใช่ไหม? ท่านทุ่มเทมามากเพื่อบัณฑิตทั้งแผ่นดิน ยามนี้การปฏิรูประบบการสอบรับราชการขาดอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น อย่าทำให้เรื่องนี้ต้องคว้าน้ำเหลว”

     

    ซูจ้งฝู่ตอบอย่างเคร่งขรึม “ข้าเข้าใจแล้ว!”

     

    “ลาก่อน”

     

    ตอนกู้อวี้ออกมาข้างนอก ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว บนถนนแทบไม่มีคนสัญจร นางควบม้าโผนทะยานไปข้างหน้า ต้องการระบายความอัดอั้นในใจออกไป

     

    สีราตรีเข้มข้นประดุจน้ำหมึกที่ไม่ยอมเจือจาง ลมกลางคืนพัดเข้ามาปะทะใบหน้า แต่กลับไม่อาจนำพาความกลัดกลุ้มจากไปด้วย

     

    นางรู้ว่าเส้นทางที่จะเข้ารับราชการนั้นยากเย็น แต่ไม่คิดว่าจะยากถึงขั้นนี้…

     

    ไม่ว่าใครก็กลายเป็นตัวแปรได้ทั้งนั้น เพียงชะล่าใจไปชั่วขณะก็อาจต้องพ่ายแพ้ทั้งกระดาน

     

    ไม่รู้ว่าควบม้าอยู่นานเท่าไหร่ นางค่อยพาร่างกายที่เต็มไปด้วยน้ำค้างราตรีกลับถึงจวน

     

    จวนเจิ้นกั๋วกงเงียบสงัด กู้อวี้กลับมาถึงเรือนพักของตนเอง ลั่วเยี่ยนยังไม่เข้านอน นางจึงสั่งความว่า “เตรียมของว่างให้ข้าสักชุด”

     

    นางต้องการน้ำตาลมาทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มสงบลง

     

    “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ” ลั่วเยี่ยนผละจากไป

     

    กู้อวี้ปิดประตู แหวกคอเสื้อลง อาศัยแสงจากเปลวเทียน เห็นว่าบนไหล่ตนเองมีรอยช้ำสีม่วงคล้ำเป็นรูปมือสุนัข

     

    ดาวหายนะมือหนักจริง ๆ

     

    นางหยิบยามาทาลงบนรอยฟกช้ำ แล้วค่อย ๆ เกลี่ยทีละน้อย

     

    ความเจ็บปวดทำให้กู้อวี้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันมีสติกระจ่างชัดขึ้น

     

    เซียวเหยาอ๋องสนับสนุนองค์ชายห้าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ในขณะที่นางจำเป็นต้องปูทางให้องค์ชายหก

     

    เราสองคนต่างมีจุดยืนคนละฝั่ง ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่เจ้าตายก็ข้ารอด

     

    ไม่ว่าเซียวเหยาอ๋องจะช่วยปิดบังเรื่องป้ายคำสั่งตระกูลกู้ให้เพราะสาเหตุใด นางก็ไม่อาจชะล่าใจ

     

    ต่อหน้าความเป็นความตาย กู้อวี้ไม่อาจใจอ่อนเป็นอันขาด

     

    ก๊อก ๆๆ

     

    เสียงเคาะประตูดังขึ้น กู้อวี้จึงจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยแล้วพูดว่า “เข้ามาเถอะ”

     

    ทว่าผู้มากลับไม่ใช่ลั่วเยี่ยน… แต่เป็นกู้ฉยง

     

    น้องสาวยกถาดอาหารเข้ามาพลางกล่าวว่า “ดึกดื่นป่านนี้แล้วไม่ควรกินของว่างนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะไม่ย่อย ข้าทำน้ำแกงหวานใส่เม็ดบัวกับไป่เหอ*[1] มาให้ท่านอุ่นท้องเจ้าค่ะ”

     

    กู้อวี้ยิ้มออกมา หลังล้างมือเสร็จก็นั่งลงรับประทาน น้ำแกงอุ่น ๆ ลงท้องทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก

     

    “ดึกขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีก” กู้อวี้ถาม

     

    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ นอนพลิกตัวกลับไปกลับมาไม่หลับเสียที ข้าคิดอะไรมากมาย แต่ก็เหมือนไม่ได้คิดอะไร จึงออกมาเดินเล่นในลานเรือน เห็นลั่วเยี่ยนกำลังทำมื้อดึกให้พี่ชาย ข้าจึงอาสาทำให้”

     

    ยามราตรี สรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบ กู้ฉยงจึงพูดจาเสียงเบาเป็นพิเศษ

     

    กู้อวี้ลดเปลือกตาลง เรื่องนี้กลับไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ น้องสาวเติบโตมาในเรือนชั้นใน จู่ ๆ ได้ออกไปเห็นโลกภายนอก จะนอนไม่หลับก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

     

    ผู้เป็นพี่เอ่ยว่า “ไม่ต้องคิดมาก อย่ากดดันตัวเองเกินไป”

     

    กู้ฉยงตอบกลับมา “ข้าอยากทำอะไรบางอย่าง แต่คิดอยู่นานก็คิดไม่ออกว่าตนเองสามารถทำอะไรได้บ้าง ข้าเล่นพิณเป็น เขียนกลอนได้ ปักผ้าได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์นัก”

     

    กู้อวี้ตอบตามความสัตย์ “อยู่ข้างนอกนั่นก็ไม่มีประโยชน์จริง ๆ นั่นแหละ”

     

    สำหรับสตรีชั้นสูง ของพวกนี้เป็นเพียงบุปผาบนผ้าแพร สำหรับกู้ฉยง ของพวกนี้เป็นเพียงเครื่องมือในการระบายทุกข์อย่างหนึ่งเท่านั้น

     

    จำได้ว่าปลายฤดูใบไม้ผลิปีที่อายุสิบเอ็ดสิบสอง น้องสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นส่งกระดาษแดงแผ่นหนึ่งให้นาง บนนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ตอนนั้นน้องสาวพูดว่าอะไรนะ?

     

    “คืนวานลมบูรพาไร้ไมตรี พัดหอบกลีบบุปผานับพันหมื่น รจนากลอนบทนี้ให้ท่าน พี่ชายโปรดพิจารณา”

     

    นางคลี่กระดาษแดงแผ่นนั้น เนื้อความเต็มไปด้วยถ้อยความสวยงามมากมาย แต่ระหว่างตัวอักษรเหล่านั้นสามารถใช้สองพยางค์จำกัดความได้ว่า ‘เปราะบาง'

     

    ทว่านางพูดจาทำร้ายจิตใจน้องสาวไม่ลง หลังอ่านจบแล้วจึงชมไปว่าเขียนได้ดี

     

    แต่ใครเล่าจะไม่เคยมีช่วงเยาว์วัยมาก่อน

     

    ชาติก่อนตอนนางอายุสิบเอ็ดสิบสอง ยังเคยเลียจานในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเลียนแบบสุนัขอยู่เลย

     

    หันกลับมามองน้องสาวที่สามารถเขียนกลอนได้แล้ว เก่งกาจกว่านางมากนัก

     

    กู้ฉยงพูดต่อ “เมื่อก่อนข้ามักดูแคลนภรรยาชาวนากับภรรยาพ่อค้า รู้สึกว่าพวกนางพูดจาไม่สำรวม ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าการดูแลทุ่งนาที่กว้างขวางขนาดนั้นให้ดี หรือการทำให้แผงขายของเล็ก ๆ มีกำไรงามนั้นเป็นเรื่องยากเย็นเพียงไหน พวกนางเกิดมาลำบาก ใช้ชีวิตตรากตรำ พอหันกลับมาดูตัวเอง ข้าได้อยู่ดีกินดี แต่กลับเอาแต่จมจ่อมอมทุกข์ ใช้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ พอนึกทบทวนดูแล้วกลับไร้ความหมาย”

     

    กู้อวี้เลิกคิ้ว “เจ้าคิดได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว”

     

    กู้ฉยงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ดังนั้น พี่ชาย ท่านว่าข้าจะทำอะไรได้บ้างเจ้าคะ?”





    [1] ไป่เหอ แปลว่าเหง้าลิลลี่ มีรสหวานฤทธิ์เย็น สรรพคุณใช้บำรุงปอด และทำให้จิตใจสงบ