บทที่ 28
ยากลำบาก
ตลอดเวลาที่รอคอยการกลับมาของซ่างฉือ หลังสละโลหิตของตนเพื่อให้นางคืนชีพ จิ่วหรูเฟิ่งเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพังที่ป่าสีชาด เขาไม่ยอมกลับไปที่เรือนหลังเล็กนั่นอีก ด้วยเกรงว่าจะมีคนมาลอบทำร้ายลูกสาวของเขา นางมีโลหิตวิหคสีชาดเช่นเดียวกัน ย่อมมีอันตรายไม่ต่างอยู่รอบทิศ
จิ่วหรูเฟิ่งปลูกเรือนหลังน้อยพออาศัย มีแม่วัวที่คอยแวะเวียนมาให้จิ่วหรูเฟิ่งรีดนมของมันนำมาให้จิ่วเหรินดื่ม สัตว์พวกนี้ต่างเข้าใจว่าการสูญเสียนั้นย่อมต้องรู้สึกหมดหวังในชีวิต
จิ่วหรูเฟิ่งไม่เคยปริปากบอกเื่ที่ตนกระทำลงไป เขาเก็บเงียบไม่ยอมพูดจา ด้วยเกรงว่าการสละโลหิตไปนั้นจะสูญเปล่า หากมีผู้ล่วงรู้ก็อาจจะเข้ามาขวางทางมิยอมให้ซ่างฉือกลับมา นานวันเข้าจนใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี จิ่วเหรินนั้นอยู่ในวัยที่เริ่มนั่งได้บ้างแล้ว ซ้ำยังส่งเสียงอย่างเด็กอารมณ์ดี เพียงเห็นใบหน้าของนางเขาก็มีความหวังที่จะรอต่อไป
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้งเป็ภาพชายผู้หนึ่ง ที่จิ่วเหรินแค่เห็นนางก็จำได้ทันที นางขยับไปด้านหน้าเพื่อมองหน้าชายหนุ่มผู้นั้นให้ชัดเจน ทั้งรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนนั้นทำเอานางร้องไห้อีกครั้ง
“ท่านปู่!”
เสิ่นซ่างฉือผู้ที่เลี้ยงดูนางด้วยความรัก สละพลังชีวิตเพื่อปกป้องนาง คนที่คอยโอบอุ้มนางอยู่เสมอไม่ให้มีอันตรายใดมากล้ำกลายนาง
“ข..ข้าคิดถึงท่าน...”
นางเอ่ยกับคนที่อยู่ในภาพด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง จนได้ยินเสียงของบิดาเอ่ยทักทาย ท่าทางของจิ่วหรูเฟิ่งในตอนนั้นดูงุนงงกับชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า ััได้ถึงพลังเทพที่แผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านคือ?”
“อ่อ.. เวลานี้ข้าอยู่ในรูปลักษณ์ของบุรุษ อาเฟิ่งก็เลยจำไม่ได้อย่างนั้นสินะ”
สิ่งที่ชายผู้นั้นพูดทำให้ทั้งจิ่วเหรินและจิ่วหรูเฟิ่งที่อยู่ในเื่ราวนั้นขมวดคิ้วไปตามกัน
“หมายความอย่างไรรึ?”
“อาเฟิ่ง”
“...”
“ข้ากลับมาแล้ว และขอโทษด้วยที่เป็มิอาจเป็ภรรยาของเ้าอีกต่อไปได้..”
จิ่วหรูเฟิ่งนั่งลงกับแคร่หน้าเรือนอย่างหมดแรง ไม่ผิดอย่างแน่นอนที่ิญญาในกายผู้นี้คือซ่างฉือ แต่เหตุใดจึงไปอยู่ในร่างของบุรุษเทพ นางควรกลับมาในรูปลักษณ์เดิมมิใช่หรือ.. เคล็ดวิชาที่เขาคิดขึ้นมาเองนั้นบอกไว้ว่าหากสละโลหิตให้ผู้ใด ผู้นั้นก็จะกลับมาเป็ดังเดิม
เขาทำผิดพลาดตรงไหนไป!
ชายผู้นั้นพรูลมหายใจและเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาหย่อนกายนั่งลงเคียงข้างจิ่วหรูเฟิ่ง ยกยิ้มน้อยที่เห็นหน้าตาของสามีทำราวกับคนสิ้นหวังแบกโลกทั้งใบเอาไว้
“ตอนนี้เ้าเป็ใคร?”
“ข้าหรือ? ข้าคือ เสิ่นซ่างฉือ เทพสูงสุดบน์เก้าชั้นฟ้า”
“...”
“เ้าเลี้ยงลูกเองได้เก่งมากเลยอาเฟิ่ง จิ่วเหรินเติบโตมาอย่างสมบูรณ์ ตอนข้าลืมตาตื่นขึ้นมาก็รีบตามหาลูกกับเ้าทั่วไปหมด และมองจากบนนั้นตลอด –”
จิ่วหรูเฟิ่งไม่สนแล้วว่าซ่างฉือจะอยู่ในรูปลักษณ์แบบใด เขาสวมกอดอีกฝ่ายที่ตัวโตพอกัน อ้อมกอดนั้นแน่นจนแทบหายใจไม่ออก แทนความรู้สึกที่มีทั้งหมดของจิ่วหรูเฟิ่ง
“กอดแน่นไปแล้ว”
“ข้าคิดถึงเ้า ฮึก.. ข้าคิดถึงจนจะตายอยู่แล้วซ่างฉือ”
เวลานี้จิ่วเหรินจึงได้เข้าใจเื่ราวที่ผ่านมาทั้งหมด ท่านปู่ที่ไม่เคยปริปากเล่าสิ่งใดนั้นก็คือท่านแม่ที่จากไป แต่ถูกท่านพ่อคืนชีพให้จนได้กลับมาอีกครั้ง นางจึงต้องอยู่ในรูปลักษณ์ของบุรุษ และปล่อยให้จิ่วเหรินเข้าใจว่านางคือท่านปู่ที่คอยดูแลจิ่วเหริน
“ข้าอยากคืนนางกลับเป็สตรีดังเดิม แต่แม่เ้าก็ไม่ยินยอม นางบอกว่ากำลังสืบเื่บางอย่างอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับความตายของนาง”
“...”
“เ้ารู้สึกผิดหวังอย่างนั้นหรือ? ที่ท่านปู่เ้ากลายเป็มารดาที่แท้จริง”
จิ่วเหรินส่ายหน้าของตนเอง ดวงตากลมโตของนางมองภาพพวกนั้นไม่ละไปทางไหน “ก่อนหน้าข้าเคยคิดว่าบิดาและมารดาไม่อยากมีข้า พวกเขาคงกลัวที่ตัวตนของข้านำปัญหามาสู่ทุกคน”
“...”
“แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าพวกท่านรักข้ามากแค่ไหน ฮึก.. ลูกขอโทษ”
“จิ่วเหริน...”
“ขอโทษที่เอาแต่สร้างเื่มาตลอด ลูกสละโลหิตไปแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ ฮือ.. ลูกสละไปแล้ว” จิ่วเหรินเสียใจหนักเข้าไปอีกเมื่อคนที่ยอมสละพลังชีวิตเพื่อซ่อนนางเอาไว้นั้น กลายเป็ท่านแม่มาตลอด แต่ดูสิ่งที่นางกระทำลงไปในตอนนี้ นางเปลี่ยนชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้
คำสารภาพของจิ่วเหรินได้รับเพียงความเงียบตอบกลับมา
นางคิดว่าท่านพ่อคงโกรธมากที่นางสละโลหิตโดยไม่คิดให้ถ้วนถี่ ซ้ำยังไม่มีความรู้เื่การใช้โลหิตอีก
“ชะตาเปลี่ยนได้ แค่ต้องยอมแลก”
“!!!”
“ที่พ่อของเ้าต้องสูญสลาย ก็เพื่อปกป้องชะตาของเ้ากับแม่ของเ้า”
“...”
“แม่ของเ้าเอาแต่ตามหาเคล็ดวิชา เพื่อให้ข้ากลับคืนมาอีกครั้ง แม้วันสุดท้ายที่ข้าสิ้นไปต่อหน้านาง ก็ยังเป็วันที่นางเฝ้าตามหาเคล็ดวิชาอย่างไม่ลดละ”
“มันหายไปแล้ว”
“ไม่เลย.. ข้าเป็คนเก็บซ่อนมันเองต่างหาก ข้าไม่้าพันธะแลกเปลี่ยนสิ่งใดอีกแล้ว ขอแค่เ้าปลอดภัยจิ่วเหริน โลกใบนี้ยังต้องให้เ้าช่วยขัดเกลา”
“อยู่ที่ไหนหรือท่านพ่อ”
นางเฝ้าถามผู้เป็บิดาอย่างมีความหวัง หากจะต้องแลกนางก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง ขอแค่ทุกสิ่งกลับคืนมาเป็ดังเดิม ทว่าบิดาของนางนั้นกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ยื่นบางสิ่งบางอย่างมอบให้กับนาง
“สูงสุดของหอสัตบรรณ”
“!!!”
ความทรงจำจากจดหมายที่ได้มาจากถ้ำนั้นแวบเข้ามาในหัว เทพผู้รู้ก็คือท่านวิหคเทพผู้เป็ปู่ของนาง คำใบ้และลายเส้นนั้นเป็สิ่งที่บิดาเขียนเอาไว้และตั้งใจรอมอบให้นาง ที่แท้เขาก็วางแผนเอาไว้ทั้งหมดมาโดยตลอดเพื่อรอวันที่จะได้พบเจอกับนางอีกครั้ง
“ท่านรอข้ามาตลอดเลยหรือ..”
จิ่วหรูเฟิ่งไม่ตอบกลับ เพียงแค่ยิ้มและพยักหน้าให้ ก่อนที่ร่างกายของเขากำลังจะเลือนราง และภาพทุกอย่างที่จิ่วเหรินได้เห็นก็ดับวูบไปพร้อมกับสติของนาง
“จิ่วเหริน!!!”
“พี่จิ่ว!!!”
เสียงเรียกนั้นแว่วเข้ามาในโสตประสาทของคนที่นอนนิ่งอยู่ นางคิดว่ามันเป็เพียงความฝัน ทว่าน้ำเสียงร้อนรนนั้นนางจำได้ดีว่าเป็เสียงของสหาย ดวงตากลมโตจึงลืมขึ้นในทันที นางผุดลุกมองซ้ายขวา ก่อนจะพบว่าตนเองนอนเกือกเศษฝุ่นจนหน้าตามอมแมม
“..เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“โอ้ย.. ข้าเกือบหัวใจวายแล้วไหม! เ้าเป็อะไรไป ข้าเรียกจนคอแห้งเ้าก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมา”
“...”
“เซิ่นหลางจวิ้นกำลังเดินทางมาที่นี่ เมื่อครู่เ้านกปากสว่างนั่นเพิ่งรายงานกับข้า”
“!!!”
“หากเราหนีไปจากนี่ก็จะไม่พบเจอทางออก แต่หากจะให้รั้งรอคงไม่ใช่เื่ดีสำหรับเ้า” ไป๋หลี่เป็กังวลใจมากเมื่อคิดว่าเซิ่นหลางจวิ้นจะไม่ปล่อยจิ่วเหรินไป เทพละโมบเช่นเขาย่อมอยากสมรสกับวิหคสีชาดจนเก็บอาการไม่อยู่
“เอาแบบนี้ พวกเ้าพากันไปซ่อนตัว ส่วนข้าจะอยู่รับหน้าเอง”
“วะ..ว่าอย่างไรนะ!!!”
“เซิ่นหลางจวิ้นนั้นข้ารู้แล้วว่าจะรับมืออย่างไร แล้วก็นี่กุญแจที่ซ่อนเคล็ดวิชา ท่านพ่อเพิ่งให้ข้ามาฝากเ้าเก็บเอาไว้ก่อน”
“เราต้องรวมกันสู้!”
“แน่นอนว่าถ้าข้าเห็นท่าไม่ดี จะต้องให้เ้าวาดกระบวนท่าจัดการอยู่แล้ว” จิ่วเหรินส่งกุญแจให้สหาย พลางตบบ่าของไป๋หลี่เป็เชิงว่าเอาตามที่นางบอก หญิงสาวเดินออกจากไปจากห้องที่มีแต่ฝุ่น ทิ้งให้ไป๋หลี่ ซูลี่และหย่งฉีมองหน้ากันอย่างคนที่ไม่รู้จะเอายังไงต่อไป
แว่วเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาหลายสิบคน จิ่วเหรินคิดว่าโยว่ถิงคงโดนจัดการปิดปากไปแล้ว จึงไม่ได้ส่งข่าวมาบอกอีกครั้งว่าบัดนี้ โอรสแห่ง์เก้าชั้นฟ้าทรงเสด็จมาถึงหอคอยร้างและยืนอยู่ตรงหน้าของนาง
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด