จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 114 แดนมรณะ

            เสี่ยหยวนไม่สามารถเข้าไปได้ประการแรกก็เพราะเสี่ยหยวนไม่ได้มีสายเลือดของหยาจื้อจริงๆเมื่อเข้าไปก็มีโอกาสที่จะต้องตายสูงมาก ยิ่งไปกว่านั้น การให้เขารออยู่ที่นี่ฉินอวี่จะสบายใจมากกว่า

            อันดับหนึ่งก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ เขาจึงไม่ต้องการจะมีความขัดแย้งกับฉินอวี่เพียงเพราะเรื่องของเสี่ยหยวน

            “ข้าบอกแล้วหรือว่าจะไปตายกับพวกเจ้า?” ในตอนนี้อันดับสองก็พูดขึ้นมา เขาไม่ชอบให้ใครมาเจ้ากี้เจ้าการชีวิตของเขาเป็นที่สุดอีกทั้ง เมื่อเสี่ยหยวนไม่ได้เข้าไป เขาก็ไม่คิดจะเข้าไปอีกอันตรายในชั้นที่เจ็ดนั้น ปู่ของเขาได้เตือนเขาเอาไว้นานแล้วฉะนั้นเขาจึงไม่คิดจะยอมเข้าไปเสี่ยงง่ายๆ

            “แล้วแต่เจ้าเลย” อันดับหนึ่งเหลือบมองอันดับสอง และพูดอย่างเฉยเมยเขาไม่อยากจะให้อันดับสองไปด้วยอยู่แล้ว มีเพียงฉินอวี่ไปกับเขา ก็เพียงพอแล้วส่วนพวกฉือเซียวนั้น นับว่าไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนักแม้ว่าอันดับสองจะพาพวกเขาไป ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนของเขา

            “ไม่ทราบว่า พวกเราสองพี่น้องสามารถไปด้วยได้หรือไม่?” ในเวลานี้ หยางเต้าที่นิ่งเงียบมาตลอดได้เอ่ยปากพูดเรื่องการเข้าไปชั้นที่เจ็ด

            “ได้” อันดับหนึ่งตอบทันที ขอเพียงอันดับสองไม่ไปด้วยเป็นพอส่วนหยางเทียนหยางเต้าสองพี่น้อง เขาไม่เคยสนใจมาก่อนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในเมื่อพวกเขาอยากรนหาที่ตาย ทำไมไม่ทำตามที่พวกเขาต้องการ

            ฉินอวี่มองหยางเต้าด้วยความประหลาดใจนี่เป็นความคิดเหมือนมารร้ายชัดๆ ในเวลาเช่นนี้ยังคิดจะเข้าไป หรือว่าพวกเขาสองพี่น้องจะมีพละกำลังที่จะเผชิญกับยอดฝีมือในรายนามระดับสามัญเหล่านี้? หรือพวกเขาก็ต้องการครอบครองสายเลือดหยาจื้อ?

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามเมื่อทุกคนฟื้นฟูพลังดีแล้ว อันดับหนึ่งก็พูดขึ้น “ไปกันเถอะ” พูดจบแสงสว่างก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งร่าง และรวมตัวกันเป็นเกราะป้องกันที่ปกคลุมร่างกายก่อนจะเดินออกจากเขตของค่ายกลนำส่ง

            คนอื่นๆก็รีบตามไปทันที ขณะที่กำลังออกไปนั้นฉินอวี่ได้มอบวงแหวนมิติวงหนึ่งให้กับเสี่ยหยวนและส่งสัญญาณเสียงให้เขานำไปให้ฉือเซียว จากนั้นจึงเรียกเพลิงมรณะออกมาปกคลุมร่างกายไว้ก่อนเดินออกจากค่ายกลนำส่ง

            อันตรายของชั้นที่เจ็ดในหอคอยขัดเกลามีความน่ากลัวมากกว่าที่มองเห็นยิ่งนัก

            ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรหินหนืดที่อยู่ข้างใต้นั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้นหินหนืดร้อนระอุบางส่วนพุ่งสูงขึ้นไปกว่าสิบจ้าง ราวกับว่าวิญญาณอัคคีกำลังสร้างกระแสคลื่นปั่นป่วนอยู่ภายในหินหนืดเหล่านี้มีวิถีอัคคีที่รุนแรงอย่างมากซึ่งเพียงพอที่จะเผาผลาญเกราะพลังป้องกันของทุกคน

            เหนือไปบนท้องฟ้ามีพลังกดทับอันน่ากลัวปกคลุมลงมาด้านล่างมีหินหนืดร้อน และความเร็วในการเหาะเคลื่อนที่ไปของทุกคนนั้นเริ่มช้าลงอย่างมาก

            อันดับหนึ่งแบกรับพลังเหล่านั้นไว้ท่ามกลางเกราะพลังป้องกันสีแดงที่ปกคลุมไปทั่วร่างกายทำให้ฉินอวี่ต้องหันไปมองอยู่หลายครั้งบนพลังป้องกันนี้มีภาพมายาคล้ายศีรษะมังกรปรากฏอยู่คาดว่าอันดับหนึ่งคงจะมีการรวบรวมกระบี่มังกรเอาไว้ และคงมีพละกำลังที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้!

            เมื่อมีเพลิงมรณะอยู่กับตัวฉินอวี่จึงไม่เกรงกลัวต่ออุณหภูมิที่สูงยิ่งของพื้นที่แห่งนี้แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือ หยางเทียนและหยางเต้าสองพี่น้องหยางเทียนได้รวมเอาแก่นพลังปราณออกมาสร้างเป็นพลังป้องกันราวกับทหารสวรรค์กลืนกินลำแสงกระบี่สีน้ำเงิน ปกคลุมไปทั่วร่างกายโดยพลังป้องกันของเขานี้สามารถต้านทานอุณหภูมิอันสูงลิบของหอคอยขัดเกลาชั้นที่เจ็ดได้เป็นอย่างดี

            ส่วนทั่วทั้งร่างของหยางเทียนเต็มไปด้วยแสงสว่างสีดำลำแสงสว่างนี้ดูเหมือนจะดูดซับพลังงานความร้อนของพื้นที่นี้ไปจนอันดับหนึ่งและยอดฝีมือในรายนามระดับสามัญบางส่วนถึงกับต้องเหลือบมองอยู่หลายครั้ง

            “ทำไมพวกเจ้าจึงอยากตามมา?” ฉินอวี่เดินเข้ามาอย่างช้าๆและส่งสัญญาณเสียงถามหยางเต้าฉินอวี่รู้สึกงุนงงกับการที่ทั้งสองคนต้องการจะเข้าร่วมในครั้งนี้ หอคอยขัดเกลาชั้นที่เจ็ดนั้นเต็มไปด้วยอันตรายทั้งสองคนมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีชีวิตรอดออกไป?

            “อยู่ที่นั่นก็เหมือนถูกจับเป็นตัวประกันมิใช่หรือ? สู้เอาเวลานั้นมาลองเสี่ยงโชคว่าจะได้รับของดีไปไหมไม่ดีกว่าหรือ” หยางเต้าตอบอย่างเรียบเฉยเลือดของหยาจื้อที่สามารถทำให้อันดับหนึ่งของคนหนุ่มสาวเผ่าหยาจื้อปรารถนาได้หยางเต้าก็ไม่อาจปล่อยไป หากได้มันมาครอบครองพละกำลังของพวกเขาสองพี่น้องจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าแน่นอนสิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ หากได้ครอบครองเลือดของหยาจื้อก็จะสามารถรวมมันออกมาเป็นกระบี่มังกรในตำนานได้

            ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่ายสำหรับเรื่องนี้แล้ว หยางเต้ามีความเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของเขาจะต้องคว้าโอกาสได้อย่างแม่นยำและไม่มีวันปล่อยโชคอันใหญ่หลวงนี้ไปอย่างแน่นอน ถึงอย่างไรเลือดของหยาจื้อก็มีค่ามากยิ่งนัก

            ฉินอวี่ไม่เชื่อในทันทีด้วยความรู้ของหยางเต้านั้น เขาไม่มีทางไม่รู้ถึงอันตรายของที่แห่งนี้จะมาที่นี่เพื่อเสี่ยงโชคน่ะหรือ? คงจะสนใจในเลือดของหยาจื้อเสียมากกว่าแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่สงสัยคือความรู้ระดับหยางเต้าไม่น่าจะทำอะไรที่ประมาทเลินเล่อเช่นนี้ นอกเสียจากพละกำลังของพวกเขาสามารถสู้กับยอดฝีมือในรายนามระดับสามัญได้หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ถามขึ้นอีกครั้ง “หากต้องสู้กับพวกเขาพวกเจ้ามีความมั่นใจแค่ไหนกัน?”

            หยางเต้าชำเลืองมองคนทั้งเก้าคนของอันดับหนึ่งและนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่มั่นใจอยู่สามคนส่วนอีกหกคนหากพวกข้าสองพี่น้องร่วมมือกันมีโอกาสชนะอย่างมาก” ในคนทั้งสิบเอ็ดคนมีเพียงฉินอวี่เท่านั้นที่มีน้ำใจกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดปิดบังฉินอวี่

            ฉินอวี่ตกใจนอกจากสามคน? หรืออาจพูดได้ว่า นอกจากอันดับหนึ่ง อันดับสามและอันดับสี่แล้ว ร่างฝาแฝดสองคนนี้มั่นใจว่าจะเอาชนะอันดับหกและอันดับเจ็ดได้อย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไร?

            เพื่อสังหารอันดับห้าฉินอวี่ยังต้องอาศัยพลังของวิชาปีศาจคลั่ง หากว่าเขาไม่ก้าวเข้าสู่สภาวะปีศาจคลั่งใครจะแพ้ใครจะชนะก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นตนเองก็ต้องแลกมาด้วยราคาอันหนักหน่วง แต่หยางเต้าบอกว่าสามารถเอาชนะอันดับหกได้แล้วจะไม้ให้ฉินอวี่ตกใจได้อย่างไร?

            “ร่างฝาแฝดจัดเป็นรักแห่งสรวงสวรรค์และไม่รู้ด้วยว่าคนทั้งสองนี้ได้รับพลังอะไรมากันแน่ หากพวกเขาสามารถครอบครองเลือดของหยาจื้อได้นั่นคงไม่ดีสักเท่าไร” ฉินอวี่พึมพำอยู่ในใจ หากหยางเต้าไม่พูดออกมาด้วยตนเองฉินอวี่ก็ยากที่จะเชื่อว่าทั้งสองคนจะสามารถเอาชนะอันดับหกในรายนามระดับสามัญได้!

            กลุ่มคนทั้งสิบเอ็ดคนกำลังก้าวเข้าไปสู่ส่วนลึก

            สามวันต่อมา

            อันดับหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำได้หยุดลงอย่างกะทันหันยกมือขวาขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดตามจากนั้นจึงมองลงไปยังหินหนืดที่ร้อนระอุอยู่เบื้องล่าง หรี่ตาทั้งสองลงจากนั้นจึงหันกลับมามองทางหยางเทียนสองพี่น้อง ก่อนพูดอย่างเย็นชา“วิญญาณอัคคีตนนี้มอบให้พวกเจ้าสองคนจัดการก็แล้วกัน”

            แม้ว่าอันดับหนึ่งจะมั่นใจว่าสามารถจัดการกับสองพี่น้องได้ในระยะเวลาอันสั้นแต่ด้วยความระมัดระวังของเขา เขายังคงต้องการดูเป้าหมายลึกๆ ของทั้งสองคน และในเวลาที่อันตรายเช่นนี้เขาไม่ต้องการให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า

            หยางเทียนไม่ได้พูดอะไรแม้ว่าเขาจะเป็นพี่ แต่โดยส่วนมากแล้วเขามักจะฟังหยางเต้า และหยางเต้าก็ได้คาดการณ์สิ่งนี้ไว้นานแล้วก่อนจะพูดด้วยเสียงต่ำ “ลงมือ” ยังไม่ทันพูดจบทั้งสองคนก็มีความคิดจะลงมือขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกันหยางเทียนเรียกกระบี่สีครามเล่มหนึ่งออกมาและฟันตรงออกไปเบื้องหน้าส่วนหยางเต้าประสานมือของเขา เกิดเป็นกระแสวังวนพลังสีดำโจมตีลงไปยังหินหนืดที่อยู่เบื้องล่าง

            “โฮก!” อสูรร้ายสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นมาจากมวลหินหนืดที่ร้อนระอุปั่นป่วนมวลหินหนืดเบื้องล่าง ก่อนจะพ่นเปลวไฟสีทองออกมาเพื่อรับมือการโจมตีจากทั้งสองคน

            แม้ว่าหยางเทียนจะบ้าบิ่นแต่ด้วยพละกำลังที่ไม่ธรรมดา ดูเหมือนว่ากระบี่ของเขาจะมีพลังระดับสูงก่อนจะส่งเสียงออกไปเบาๆ กระบี่สีครามในมือก็เปล่งประกายออกไปกว่าร้อยเส้นสายมุ่งหน้าเข้าไปทางวิญญาณอัคคีอย่างพร้อมเพรียงกัน

            หยางเต้าในตอนนี้นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศมือทั้งสองของเขารวบเข้าด้วยกันอีกครั้ง ด้วยการกระทำเช่นนี้กระแสวังวนพลังสีดำได้ตรงเข้าใส่วิญญาณอัคคีที่ถูกโจมตีจากลำแสงกระบี่ของหยางเทียนการโจมตีของทั้งคู่นั้นแทบไม่เปิดช่องว่างให้วิญญาณอัคคีได้ตอบโต้กลับเลย

            “ตายเสียเถอะ!” สีหน้าของหยางเต้านิ่งสงบ ดวงตาทั้งสองเป็นสีดำสนิทเกิดรัศมีแสงส่องประกาย ตามมาด้วยเสียงตะโกนดัง

            เมื่อวิญญาณอัคคีถูกห่อหุ้มโดยวังวนพลังสีดำมันก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วน ก่อนจะหายไปในวังวนพลังนั้นทันที

            การต่อสู้กินเวลาไปไม่ถึงหนึ่งร้อยลมหายใจวิญญาณอัคคีตนหนึ่งก็ถูกสองพี่น้องสังหารในระยะเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ

            สีหน้าของพวกของอันดับหนึ่งตกใจขึ้นทันทีพละกำลังของทั้งสองคนเกินความคาดหมายของพวกเขายิ่งนัก

            หลังจากดูดซับพลังของวิญญาณอัคคีแล้วสีหน้าของหยางเต้าก็ดูแดงก่ำเป็นพิเศษ เขาชำเลืองมองอันดับหนึ่งและพูดออกไปอย่างเรียบเฉย “การโจมตีของข้าได้ระงับวิญญาณพวกนี้เอาไว้ อีกอย่าง...สำหรับข้าแล้วพลังของพวกมันจัดว่าเป็นของชูกำลังที่ดียิ่งนัก”

            “อย่างนี้นี่เอง” ฉินอวี่เหลือบมองหยางเต้า

            คำอธิบายของหยางเต้าดูเหมือนปกปิดอะไรเอาไว้และยังบอกกับอันดับหนึ่งว่าในหอคอยขัดเกลาชั้นที่เจ็ดมีวิญญาณอัคคีอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วนเขาสามารถยับยั้งวิญญาณอัคคีได้ และปกป้องทุกคนได้ แต่ในประโยคสุดท้ายนั้นกลับแฝงไปด้วยเหตุผลที่พวกเขาต้องการติดตามมา

            เมื่อได้ยินคำพูดของหยางเต้าอันดับหนึ่งก็มองสองพี่น้องด้วยความสนใจเพียงเพราะพวกเขาสามารถกำจัดวิญญาณอัคคีได้ ก็นับว่ามีคุณสมบัติมากพอที่จะติดตามพวกเขาทันใดนั้น อันดับหนึ่งก็พูดขึ้น“แม้ว่าจะมีวิญญาณอัคคีจำนวนมากในหอคอยขัดเกลาแห่งนี้แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นอยู่อีกมาก ทางที่ดีเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งทำอะไรหากยังไม่อนุญาตไม่เช่นนั้น เจ้าต้องรับผิดชอบผลที่ตามมา ไปกันเถอะ”

            อันดับหนึ่งเน้นเสียงหนักไปที่คำว่า“หอคอยขัดเกลา” เป็นการเตือนหยางเทียนและหยางเต้า ว่าที่นี่คือหอคอยขัดเกลาเป็นดินแดนในเขตของเผ่าหยาจื้อ หากอยู่นิ่งไว้จะดีสุด

            พละกำลังของอันดับหนึ่งได้มาถึงจุดสูงสุดของขั้นกุมารทิพย์แล้วในครั้งนี้เกือบจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะเข้ามายังหอคอยขัดเกลาดังนั้นเขาต้องเตรียมการทุกอย่างไว้เป็นอย่างดีเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับหอคอยขัดเกลาให้ได้มากที่สุด

            ภายใต้การนำของเขาในระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ข้ามผ่านทะเลหินหนืดอันร้อนระอุมาจนตอนนี้ได้เข้ามาถึงแดนมรณะที่อันดับสองพูดถึง และทันทีที่เข้าสู่แดนมรณะเพลิงมรณะในตันเถียนของฉินอวี่ก็เริ่มวุ่นวายขึ้นอย่างอธิบายไม่ถูกราวกับต้องการจะพุ่งออกมา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน