ตำหนักหมื่นขุนเขา

    6.สูญเสีย

                   สามปีต่อมาภายในส่วนลึกของป่าต้องห้ามมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ใส่เสื้อสีขาวเสื้อคลุมสีดำรัดด้วยเข็มขัดสีขาว รวบผมจากด้านไปด้านหลังมัดด้วยผ้าคาดสีเขียวอ่อน กำลังวิ่งหนีพยัคฆ์ขาวตัวสูงใหญ่กว่าสองเมตรรวมเร็วของทั้งคู่นั้นก้าวเท้าครั้งเดียวก็ไปไกลกว่าหนึ่งน้อยเมตร แต่ดูเหมือนว่าพยัคฆ์ขาวตัวนี้จะเร็วกว่าเด็กหนุ่มมากเพราะไม่นานก็ไล่ตามทันเด็กหนุ่มแล้ว

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสี่ยวไป๋ เจ้ายังเร็วเหมือนเดิมเลยนะ ถ้าเป็นแบบนี้ข้าต้องเพิ่มความเร็วขึ้นแล้วล่ะเราออกมาเที่ยวหลายวันแล้วครั้งนี้เราออกมานานกว่าทุกที ท่านยายจะต้องเป็นห่วงมากแน่ๆเลยเดี๋ยวท่านยายจะโกรธข้า โชคดีที่เราได้แอบไปขโมยบัวหิมะหมื่นปีของเจ้าอสรพิษเกล็ดเงินมาด้วยถ้าเอาให้ท่านยายกินท่านยายจะต้องรักษาท่านยายได้อย่างแน่นอน” ใช่แล้วเด็กหนุ่มคนนี้คือเทียนหลงตอนนี้เทียนหลงอายุ15ปีแล้วและลูกเสือขาวหรือชื่อที่เทียนหลงตั้งให้ว่าไป๋หู่ในวันนั้นนั่นเอง 

            “ท่านยายข้ากลับมาแล้วขอรับ” เสียงเทียนหลงตะโกนมาแต่ไกลแต่เมื่อเทียนหลงกลับมาถึงบ้านตัวเองก็ไม่เห็นยายของตนจึงรีบเข้าไปดูในห้องของนาง สิ่งที่เห็นคือภาพของหญิงชราที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียวบนสีขาวโพลน

            “ท่านยายทำไมท่านถึงเป็นแบบนี้”เทียนหลงพูดทั้งน้ำตา

            “เทียนเอ๋อร์คนเก่งของยายอย่างร้องไห้สิ” หนิงเซียนอยูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

            “ท่านยายข้าเข้าป่าไปเจอบัวหิมะหมื่นปีมาท่านยายรีบกินสิขอรับจะได้หาย”ในมือเทียนหลงปรากฎดอกไม้สีขาวดูสวยงามแล้วยื่นไปทียายของตน

            “ไม่ต้องสิ้นเปลืองของล่ำค่าแบบนี้กับยายหรอกหลานรัก ยายรู้ว่าต่อให้ยายกินมันเข้าไปก็ไม่สามารถทำให้ยายหายได้หลานเก็บเอาไว้เถอะ” หนิงเซียนหยูพูดพลางส่ายหัวเบาๆ

            “ท่านยายอย่าพูดแบบนั้นสิขอรับ มันจะต้องช่วยรักษาท่านได้สิก็ท่านเคยบอกข้าหนิขอรับ”เมื่อเห็นยายของตนปฏิเสธเทียนหลงก็ร้อนรน

            “เทียนเอ๋อร์หลานเคยถามใช้ไหมว่าพ่อแม่ของหลานเป็นใครใช่ไหม ที่ยายไม่ยอมบอกเพราะว่าหลานยังเด็กเกินไปยายแค่กลัวว่าหลานมีความคิดที่อยากจะแก้แค้นจนทำลายความสุขในวันเด็กของหลาน” หลังจากนั้นหนิงเซียนหยูก็เล่าถึงเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่ของเทียนหลงให้ฟัง

            “ใครกันที่ทำร้ายพ่อกับแม่ของข้ากัน แล้วทำไมต้องทำร้ายพวกเราด้วย ทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้ ทำไม ฮือ ฮือ ฮือ”เทียนหลงกอดยายของตนร้องไห้ฟูมฟาย

            “ท่านยายพ่อกับแม่ของข้าตายแล้วจริงๆใช่ไหมขอรับ” เทียนหลงถามอย่างมีความหวัง

            “ยายก็ไม่รู้แน่ใจว่าพ่อกับแม่ของหลานยังมีชีวิตอยู่ไหม แต่ยายมั่นใจว่าพ่อกับแม่ของหลานจะต้องไม่เป็นอะไร บ้างทีอาจจะพลัดหลงเข้าสู่ดินแดนลึกลับแล้วยังกลับออกมาไม่ได้ก็ได้ ถ้าหลานแข็งแกร่งหลานจะสามารถออกตามหาพ่อแม่ของหลานได้ หลานเข้าใจไหม” แม้ว่าโอกาสที่ทั้งสองคนจะมีชีวิตอยู่นั้นน้อยมากแต่นางก็ไม่อยากตัดโอกาสอันน้อยนิดออกไปอีกอย่างไม่อยากจะทำร้ายจิตใจของหลานตัวเองไปมากกว่านี้

            “ขอรับท่านยายข้าจะฟังที่ท่านบอกขอรับ”เทียนหลงแม้ในใจจะอยากออกไปตามหาพ่อกับแม่ของตัวเองขนาดไหนแต่ก็ไม่อยากทำให้ยายไม่สบายใจจึงตอบรับอย่างเชื่อฟัง

            “เทียนเอ๋อร์ หลานต้องเข้มแข็งหลานต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ อย่าร้องไห้ ยายรักหลานมากนะ”นางพยายามยื่นมือออกไปลูบหัวของเทียนหลงด้วยความพยายามครั้งสุดท้าย เหมือนเทียนหลงเองจะรู้ว่ายายจะทำอะไรจึงยื่นหัวไปใกล้มือเพื่อนให้นางได้ลูบ หลังสัมผัสได้ของสองสามครั้งก่อนที่นางจะจากไป

            “ไม่นะท่านยาย ท่านยาย ท่านยายจะทิ้งข้าไว้คนเดียวไม่ได้นะ แล้วแบบนี้ข้าจะอยู่กับใคร ท่านยายฟื้นขึ้นมาสิขอรับ ท่านยายอย่าทิ้งข้าไปข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ดื้อกับท่าน ข้าสัญญาว่าข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ขอแค่ท่านฟื้นขึ้นมาอยู่กับข้า ท่านยายยยยยยย ม่ายยยยยยยย” เทียนหลงร้องตะโกนด้วยจิตใจที่แตกสลาย

            “ท่านยาย”

            “ท่านยาย”

            “ท่านฟื้นขึ้นมาสิ” เทียนหลงนั่งพึมพำอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน จนรู้สึกเปียกที่ใบหน้าเพราะว่าเสี่ยวไป๋เข้ามาเลียเหมือนมันจะรู้ว่าเจ้านายของมันกำลังเศร้า 

            “เจ้าก็รู้สึกแบบนี้สินะตอนที่เสียแม่ของเจ้าไปเสี่ยวไป๋”เทียนหลงที่เห็นดังนั่งก็เข้าไปกอดมันก่อนจะถามเสียงสั่น

            ฮ๋าว ฮ๋าว

            เสี่ยวไป๋ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกับเอาหัวถูกไปที่ใบหน้าของเทียนหลงเพื่อปลอบใจ

            ด้วยการมีเสี่ยวไป๋อยู่เป็นเพื่อนทำให้เทียนหลงค่อยสงบใจลงได้พร้อมทั้งคิดว่าไม่ควรปล่อยยายของตัวเองเอาไว้แบบนี้ เทียนหลงจึงอุ้มยายไปฝั่งเอาไว้ไม่ไกลจากแม่ของเสี่ยวไป๋หวังให้พวกนางได้อยู่เป็นเพื่อนกันจะได้ไม่เหงา จากนั้นเทียนหลงก็นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหลุมศพยายของตน ข้างๆมีเสี่ยวไป๋นอนหมอบอยู่ด้วย ทั้งสองอยู่แบบนั้นจนเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งอาทิตย์

            เทียนหลงลุกขึึ้นเดินกลับเข้าบ้านเพื่อสงบจิตใจ จากนั้นก็เริ่มต้นที่จะฝึกฝนอีกครั้งเพื่อนเตรียมตัวเดินทาง หลังจากนั้นหนึ่งเดือนเทียนหลงก็ทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นแท้ เพราะว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมาเทียนหลงได้เข้าสูาระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุด ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้เวลาตั้งสามปีถึงอยู่แค่ขั้นกำเนิดลมปราณ ก็เพราะว่าหนิงเซียนอยูไม่ให้เทียนหลงทะลวงเพื่อปรับสมดุลร่างกาย และวิธีที่รวดเร็วที่สุดก็คือการต่อสู้ 

            ทำให้เวลาส่วนใหญ่เทียนหลงมักจะเข้าป่าไปต่อสู้กับสัตว์อสูรตลอด ส่วนเสี่ยวไป๋เองก็มาถึงระดับสามแล้วซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก เมื่อเทียนหลงทะลวงระดับแล้วก็เริ่มที่จะเก็บข้าวของทั้งหมด ทั้งสมุนไพรที่ปลูกไว้ แม้แต่น้ำวารีทิพย์ในบ่อก็เอาไปด้วยซื้อก้นบ่อนั้นมีลูกแก้วที่ค่อยผลิตน้ำวารีทิพย์ออกมาไปด้วย เหลือทิ้งเอาไว้แค่ค่ายกลพลางตาเพื่อไม่ให้ใครมารบกวนยายของตน หลังจากที่เก็บทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเทียนหลงก็เดินไปที่หลุมศพของหนิงเซียนหยู

            “ท่านยายข้าจะเชื่อฟังที่ท่านยายค่อยสอน ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ ข้าดูจะดูแลตัวเองให้ดี ข้ารักท่านยายนะขอรับข้ามีความสุขมากที่ได้อยู่กับท่านยาย แต่ข้าต้องจากไปแล้วท่านยายอย่าโกรธข้าเลยนะที่ไม่ได้อยู่กับท่าน ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อยๆนะขอรับ” เทียนหลงบอกลายายของตนเป็นครั้งสุดท้าย

            “ไปกันเถอะเสี่ยวไป๋” เทียนหลงหันไปพูดกับเสี่ยวไปก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

                                                          จบ.

               ***อย่าพึ่งรีบด่านะครับค่อยๆอ่านไปก่อนใกล้แล้วครับ***

    คล้ายกับเรื่องตำหนักหมื่นขุนเขา ที่คุณอ่าน