แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 64: เมื่อเจ้าจ้อยโดนรังแก!

    หลังจากที่ขบวนของเหล่ามหาเทพประทับบนอาสนะสูงสุดจนครบองค์แสงรัศมีที่สาดส่องลงมาก็เริ่มผ่อนปรนลงกลายเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นนวลตาเหมือนช่วงโพล้เพล้ที่สวยที่สุดเท่าที่โลกมนุษย์จะจินตนาการได้จ้อย กับ ราชสีห์ขนคำ ก็เตรียมตัวจะขยับก้นนั่งลงบนเบาะนวมทิพย์ของเราบ้างแต่ยังไม่ทันที่ก้นจะสัมผัสความนุ่มดีนักกลิ่นหอมรัญจวนของดอกพิกุลป่าที่อบร่ำด้วยควันเทียนก็ลอยมาปะทะจมูกพร้อมกับการปรากฏตัวของโฉมงามนางหนึ่งที่นวยนาดตรงมาหาที่พวกจ้อย

    นางอยู่ในชุดสไบสีชมพูกลีบบัวนุ่งผ้ายกทองที่ทอด้วยด้ายเส้นไหมคำส่องประกายวับแวมยามต้องแสงเทียนทิพย์ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราแย้มรอยยิ้มหวานหยดมาทางจ้อยก่อนจะเอ่ยเสียงใสกับราชสีห์ขนคำ:

    "ท่านราชสีห์ผู้สง่างามข้าน้อยขอรบกวนแบ่งพื้นที่อาสนะร่วมนั่งพักตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ? ทางฝั่งโน้นเหล่าเทพนารีเบียดเสียดกันจนข้าน้อยหายใจแทบไม่ออกเสียแล้ว"

    ราชสีห์ขนคำพอเห็นนางฟ้าคนสวยเข้าหน่อยก็ลืมมาดเข้มไปเสียสิ้นหูตั้งหางกระดิกขยับที่ให้ทันทีพลางปั้นหน้าหล่อ: "โอ้...แม่นางเทพอัปสรให้เกียรติมานั่งข้างพี่ชายเช่นนี้ ถือเป็นวาสนาของพี่นักข้าดูแล้วใบหน้าของข้าที่เคยหม่นหมองเพราะการงานมันกลับดูผ่องใสมีราศีขึ้นมาทันตาเห็นเลยเชียวล่ะ"

    จ้อยที่นั่งแทะลูกท้ออยู่ข้างๆเหล่มองไอ้หน้าขนตัวนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะกระแซะ: "โถ่พี่... ราศีอะไรกัน? หน้าดำเหมือนถ่านในเตาหมูกระทะแบบนั้นต่อให้ผัดแป้งกระแจะจนหมดคลังสวรรค์มันก็สว่างขึ้นมาได้แค่สีเทาล่ะวะ!"

    เพียะ!

    ราชสีห์ขนคำหันมาตะปบหัวจ้อยหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้แต่ผมหลบได้หวุดหวิดตามสัญชาตญาณกระรอกเทพที่ฝึกฝนมาอย่างดี

    แม่นางเทพอัปสรเห็นท่าทางยียวนของผมก็นึกเอ็นดูนางหัวเราะเบาๆ ในลำคอจนตัวโยน แววตาที่จ้องมองมาที่ผมนั้นดูวิบวับเหมือนเจอของเล่นใหม่:"ตายจริง... เจ้ากระรอกตัวนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริงปากคอเราะร้ายแต่ก็น่าฟัดนัก ผิวพรรณดูอวบอัดนุ่มนิ่มไปทั้งตัวเลยมาให้พี่สาวกอดปลอบขวัญสักทีได้ไหมจ๊ะ?"

    พูดเสร็จนางก็ขยับแขนขาวนวลราวกับลำเทียนเข้ามาหา...ถ้าเป็นเมื่อก่อนจ้อยคงจะกระโดดเข้าสู่อ้อมกอดนั้นแบบไม่คิดชีวิตไปแล้วแต่ตอนนี้ในหัวเขามันมีแต่ภาพใบหน้าสวยสง่าและแววตาที่เต็มไปด้วยความลับของแม่หญิงจันทร์ ลอยเด่นอยู่

    จ้อยจึงรีบส่ายหน้ายิกยืดอกพุงกะทิขึ้นอย่างทะนงตัวแล้วประกาศกร้าว: "หยุดเลยนะแม่หญิง! อย่ามาใช้กิริยาลามกกับผมขอบอกไว้ก่อน เห็นผมรูปงามปราดเปรียวดุจเทวบุตรที่สวรรค์ส่งมาเกิดเป็นกระรอกแบบนี้แต่ผมก็เป็นกระรอกที่มีสัจจะยิ่งกว่าภูเขาไกรลาศ รักเดียวใจเดียว มั่นคงดั่งหินผาใครจะมาใช้รูปโฉมล่อลวงให้ผมตบะแตกน่ะไม่มีทาง! ผมคือ 'จ้อย ผู้ถือสันโดษ' เชียวนะจะบอกให้!"

    ราชสีห์ขนคำถึงกับอ้าปากค้างมองจ้อยด้วยสายตาเหมือนเห็นผี "ไอ้จ้อย... แกไปกินยาผิดขวดมาหรือเปล่าวะ? ปกติเห็นสาวเป็นต้องกระโจนใส่คราวนี้มาทรงพระเอกนิยายธรรมะซะงั้นหน้าแกหนาเกินกว่าจะพูดคำว่าสันโดษนะเว้ย!"

    .....

    แม่นางเทพอัปสรชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิมจนเห็นลักยิ้มที่ข้างแก้มนางหยิบหัวผักกาดทิพย์สีส้มสดที่ส่งกลิ่นหอมหวานออกมาจากชายสไบแล้วแกว่งไปมาต่อหน้าอย่างเย้ายวน:"จริงเหรอจ๊ะ? ถ้าอย่างนั้นถ้าพี่สาวให้หัวผักกาดหวานๆ ลูกใหญ่ๆ นี่สักโหลหนึ่งล่ะจะยอมให้พี่สาวกอดสักนิดไหม?"

    จ้อยเหล่มองหัวผักกาดนั่นด้วยใจที่สั่นคลอนน้ำลายแทบจะสอออกมา แต่ปากยังเก่ง: "เหอะ!หัวผักกาดแค่นี้จะมาติดสินบนคนอย่างจ้อย?ขอบอกเลยว่า... รสชาติมันสู้ 'หัวผักกาดศักดิ์สิทธิ์'ของผมไม่ได้หรอกแม่หญิง!"

    "หืม? เจ้ามีหัวผักกาดศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือ? ซ่อนไว้ที่ไหนกันล่ะข้าไม่เห็นมีเลย" นางเอียงคอถามด้วยความใสซื่อ

    จ้อยได้ทีเริ่มโม้ไฟแลบตามวิสัย:"แน่นอน! ผมน่ะเป็นกระรอกที่สวรรค์คัดสรรมาแล้วตอนเกิดมาน่ะฟ้าลั่นสนั่นหวั่นไหว มีนิมิตประหลาดปรากฏขึ้นทั่วทุกชั้นฟ้า!บางองค์เกิดมาพร้อมพระขรรค์ทองคำ บางองค์เกิดมาพร้อมแก้วสารพัดนึก แต่ผมเนี่ยเกิดมาพร้อมกับ 'หัวผักกาดวิเศษ'ที่ซ่อนอยู่ในกาย มันเป็นของคู่บุญที่สามารถขยายใหญ่ได้ หดเล็กได้ทรงอานุภาพมหาศาลเอาไว้ปราบเหล่าปีศาจนางไม้ที่ชอบมารบกวนตบะผมโดยเฉพาะเลยนะจะบอกให้!"

    ราชสีห์ขนคำที่นั่งฟังอยู่ข้างๆถึงกับหน้ามืด มือไม้สั่นด้วยความอับอายแทน "ไอ้... ไอ้กระรอกหน้าด้าย!แกพูดจาสามหาวเรื่องอะไรของแกเนี่ย! หน้าไม่อายจริง ๆสวรรค์จะลงทัณฑ์แกเข้าสักวัน!"

    แม่นางเทพอัปสรที่ดูเหมือนจะใสซื่อเกินกว่าจะเข้าใจมุกใต้สะดือของผมนางกลับมองว่าผมช่างเจรจาพาทีได้น่ารักเสียจริง นางจึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรมพุ่งเข้ามารวบตัวผมไปกอดไว้ในอ้อมอกทันที!

    "ว้าย! ไม่ต้องพูดมากแล้วจ้ะ น่ารักขนาดนี้พี่สาวขออุ้มให้หนำใจหน่อยเถอะ!"

    .....

    "เฮ้ย! ปล่อยนะ! บอกว่าหวงตัวไง... อะ... อุ๊บ!"

    หน้าของจ้อยถูกกดจมลงไปในความนุ่มนิ่มของอ้อมสไบที่มีกลิ่นหอมกรุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มันเป็นความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างสวรรค์กับนรกอย่างแท้จริง...สวรรค์คือมันนุ่มและหอมกลิ่นน้ำอบไทยมาก ส่วนนรกคือ...ผมกำลังจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศ!

    "โอ๊ย... ปล่อย... หายใจ... ไม่ออก..." เขาดิ้นขลุกขลิกพยายามตะเกียกตะกายออกมาจาก 'วงล้อมมรณะ' ที่แสนหวานนั่นแต่นางยิ่งกอดแน่นขึ้นด้วยความหมั่นเขี้ยวพลางเอาหน้าไซ้ที่แก้มผมไปมา

    "โอ๊ย... ดูสิ ดิ้นใหญ่เลย สงสัยจะชอบใจล่ะสิท่า ดูทำหน้าทำตาเข้าน่าเอ็นดูเหลือเกิน" นางหัวเราะร่าอย่างมีความสุข

    หลังจากที่จ้อยเกือบจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จนเกือบจะไปพบพญายมราชอีกรอบนางก็ยอมคลายมือออกให้เขาได้สูดอากาศเข้าปอด จ้อยทำหน้าตาตื่นตระหนกร้องลั่นอย่างขวัญเสีย:

    "นี่มันรังแกสัตว์ไม่มีทางสู้ชัดๆ!ต่อให้คุณเอาผมกดลงไปในร่องนั้นอีกสักกี่ครั้ง ผมก็ไม่มีวันยอมแพ้หรอก!(แต่ถ้าจะกดจริง ๆ ก็บอกล่วงหน้านะ ผมจะได้สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ) "

    ราชสีห์ขนคำมองภาพนั้นด้วยความริษยาปนสมเพชจนต้องเบือนหน้าหนี:"ข้าว่าแกตั้งใจโดนรังแกมากกว่านะไอ้จ้อย ทำเป็นพูดดีไปเถอะ"

    .....

    ในขณะที่จ้อยกำลังถูกแม่นางเทพอัปสร'ทรมาน'ด้วยความเอ็นดูอยู่นั้น จู่ ๆก็มีเสียงหัวเราะทุ้มต่ำปนห้าวหาญดังกัมปนาทขึ้นจากทางด้านหลัง:

    "แม่หญิงพิกุล! มาแอบอุ้มสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยของใครแถวนี้ล่ะนั่น? ดูท่าทางมันจะอ้วนท้วนสมบูรณ์จนน่าเอาไปแกง... เอ้ย! น่าเอาไปกอดแท้มานี่มา... ให้ข้าลองอุ้มดูบ้างสิว่ามันจะนุ่มเหมือนที่เจ้าว่าไหม!"

    จ้อยหันไปมองตามเสียงและภาพที่เห็นทำให้ผมอยากจะสลบไปตรงนั้นเสียให้ได้!

    บุรุษร่างยักษ์พุงพลุ้ยผิวกายแดงเข้มปานทองแดงเถื่อนสวมเพียงกางเกงผ้าลายอย่างสีแดงเพลิงที่รัดแน่นจนดูน่าเสียวไส้ แต่ไม่ได้สวมเสื้อเผยให้เห็นพุงกะทิขนาดมหึมาที่มีขนดกดำและเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทิพย์พุงของท่านกระเพื่อมไปมาตามจังหวะการหัวเราะ ในมือถือพัดใบตาลด้ามใหญ่ดูแล้วเหมือน'นักเลงหัวไม้'มากกว่าเทพบุตรผู้มีจริยธรรม

    "ท่านเทพพลา! มาได้จังหวะพอดีเลยเจ้าค่ะ ดูเจ้ากระรอกนี่สิคะกวนประสาทน่าดูเลย ปากคอเลาะร้ายนัก"แม่นางพิกุลส่งตัวผมให้ตาพุงพลุ้ยนั่นทันทีโดยไม่ถามความสมัครใจของผมสักคำ

    "มานี่มาเจ้าหนู! แหม... ตัวหนักเหมือนกันนะเราเนี่ย กินอะไรเข้าไปล่ะหือ?"

    มือขนาดใหญ่และหยาบกร้านเท่าฝาหม้อตะปบเข้าที่กลางหลังของผมก่อนจะกระชากผมเข้าไปกอดไว้ที่กลางพุงเปลาๆ ที่ทั้งเหนียวและร้อนรุ่มประดุจเตาไฟ!

    จ้อยกรีดร้องโหยหวนในใจด้วยความสยดสยอง:"ไม่เอา! เอาผมกลับไปที่หุบเขาสไบเมื่อกี้เถอะ!ผมยอมขาดใจตายในร่องอกดีกว่ามาติดอยู่ในพุงกะทิเหนียวๆ นี่! พี่ราชสีห์ช่วยผมด้วย!!!"

    แต่ราชสีห์ขนคำกลับหันไปทางอื่นอย่างรวดเร็วพลางทำเป็นสนใจนกที่บินผ่านไปเสียอย่างนั้น... ไอ้พี่ชายทรยศ!

    นี่มันคือฝันร้ายกลางงานเลี้ยงชัดๆ!งานสโมสรสันนิบาตสวรรค์ยังไม่ทันจะเริ่มเปิดฉากการแสดง จ้อยผู้ยิ่งใหญ่ก็โดนเทพพุงพลุ้ยรังแกจนเสียขวัญไปหมดแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน