ตอนที่ 20 อักษรต้าฝูโบราณ
มู่จิ่นเหยียนมิได้เปลี่ยนความตั้งใจเดิม ที่จะกลับห้องไปพบหน้าของบุรุษผู้นั้น ใบหน้าที่งดงามยังคงติดตึงอยู่ในความทรงจำของเขาอยู่ตลอดเวลา
แต่ละก้าวที่เดินไป หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นทุกที ยิ่งใกล้ถึงห้องนอน รู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้บุคคลในห้องคงจะกลับมาอยู่ในร่างของบุรุษ ยิ่งหวนนึกถึงตอนที่ตนเคยพบบุรุษผู้นั้นที่โรงเตี๊ยม จิตใจก็ยิ่งสั่นไหวมากยิ่งขึ้น
ทั้งๆ ที่เป็องค์หญิงเหวินเต๋อเช่นกัน แต่เหตุใดจิตใจของมู่จิ่นเหยียนจึงมีปฏิกิริยากับร่างบุรุษมากมายถึงเพียงนี้ก็ไม่รู้
ทันทีที่ถึงห้อง มู่จิ่นเหยียนก็ไม่รอช้าเปิดประตูเข้าไปทันที แต่แล้วภาพที่ปรากฏในสายตา กลับทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก ตรงโต๊ะกลางห้องปรากฏด้วยร่างของบุรุษผู้หนึ่ง กำลังนั่งจับพู่กันวาดภาพอย่างตั้งใจ
ใบหน้างดงามของเขาดูราวกับศิลปะ ยิ่งใบหน้านั้นกระทบกับแสงเทียนที่สาดส่องมาด้วยแล้ว ยิ่งขับเน้นร่างนั้นให้ดูนุ่มนวลน่าหลงใหล สายตาที่จดจ้องอยู่กับกระดาษยิ่งทำให้คนผู้นั้นยิ่งดูมีเสน่ห์ ยังรับเข้ากับริมฝีปากที่โค้งมนได้รูป ช่างเป็บุรุษที่สง่างามราวกับเทพ์ลงมาจุติ
บรรยากาศรอบตัวของจินอวิ๋นเซียนอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเงียบสงบ ชั่วขณะหนึ่งนั้นมู่จิ่นเหยียนรู้สึกราวกับเวลาจะหยุดนิ่ง หัวใจของเขาเต้นรัว มิรู้ว่าตื่นเต้นหรือว่าเหนื่อยหอบจากการเดินมากันแน่
ความร้อนบนใบหน้าเริ่มชัดเจนจนเขาเองก็สังเกตได้ เกรงว่ายามนี้หากเป็กลางวันคนตรงหน้าคงจะมองเห็นแก้มของเขาที่ขึ้นสีแดงเรื่อเป็แน่
วันนี้จินอวิ๋นเซียนอยู่ในชุดของตัวเอง ผมบนศีรษะก็ถูกจัดแต่งอย่างเรียบร้อย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนพอดีตัว แตกต่างจากวันนั้นที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าของมู่จิ่นเหยียน การที่สวมเสื้อผ้าอย่างดียิ่งส่งเสริมให้จินอวิ๋นเซียนในร่างของบุรุษนั้นน่ามองขึ้นไปอีก
มู่จิ่นเหยียนรู้สึกถึงผีเสื้อนับร้อยตัวกำลังกระพือปีกอยู่ภายในจิตใจของเขา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเองก็รู้สึกดีกับจินอวิ๋นเซียนในร่างของสตรี แต่ยิ่งมาเห็นนางในร่างของบุรุษแล้ว เดิมทีมู่จิ่นเหยียนก็เป็สตรีคนหนึ่ง หากจะชอบพอบุรุษก็ดูจะมิใช่เื่ประหลาดใด แล้วยิ่งบุรุษผู้นั้นงดงามจนเกินคำบรรยายขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่ตนจะมีอาการประหม่าเหล่านี้เกิดขึ้น
“เ้ากลับมาแล้วหรือ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามออกมา จินอวิ๋นเซียนที่รับรู้มาได้สักพักแล้วว่ามีคนเข้ามาในห้อง เพียงแต่เขายังจดจ่ออยู่กับการคัดลอกภาพวาดนี้ จึงมิได้เงยหน้ามองหรือพูดคุยด้วย แต่เห็นว่าผ่านไปนานแล้ว คนที่เพิ่งเข้าห้องมิได้มีเสียงกล่าวอันใดออกมา
ตนจึงเป็ฝ่ายวางพู่กันแล้วเงยหน้าขึ้นมามองแทน แต่หลังจากที่พบกับสายตาที่มู่จิ่นเหยียนกำลังมองมาที่ตน สายตานั้นยิ่งมองยิ่งทำให้เขานั้นรู้สึกเขินอาย จึงได้เอ่ยปากเป็ฝ่ายกล่าวทักมู่จิ่นเหยียนเองก่อน
“อืม …กลับมาแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนตอบกลับ เขารู้ดีว่าเมื่อครู่นี้ตนมองนานไปจนลืมตัว เลยรีบเปลี่ยนสายตาให้กลับมาเป็ปกติ ก่อนจะเดินเข้าไปหาจินอวิ๋นเซียน
ถึงแม้จะไม่คุ้นเคยกับร่างนี้ แต่ในใจของตนก็ระลึกเอาไว้เสมอว่า นี่ก็คือจินอวิ๋นเซียน ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหนก็ตาม
“ได้เื่อะไรหรือไม่”
“เจอตำราเกี่ยวกับอักษรต้าฝูโบราณ แต่ข้ายังไม่เจอว่าอักษรที่ข้าวาดหมายความว่าอย่างไร”
“อืม..งั้นเอาไว้เ้าค่อยๆ หาก็แล้วกัน …ไหนๆ เ้าก็มาแล้ว งั้นเ้ามาดูภาพที่ข้าคัดลอกหน่อย”
มู่จิ่นเหยียนรีบสลัดความคิดไร้สาระของตนเองออกไป รีบเดินไปยังโต๊ะที่จินอวิ๋นเซียนใช้นั่งวาดรูปอยู่ ตอนนี้กระดาษจากที่เคยว่างเปล่า เริ่มมองเห็นภาพแม่น้ำ ูเาที่ถูกคัดลอกมาจากภาพของพระสนมเยว่เหมย
“ราวกับเป็แผนที่จริงๆ ด้วย”
มู่จิ่นเหยียนมั่นใจว่าภาพทิวทัศน์ด้านหลังของพระสนมเยว่เหมยคือแผนที่อย่างแน่นอน
“แต่มิรู้ว่าแผนที่นี้คือที่ใด แล้วเหตุใดเสด็จแม่ถึงต้องวาดมันเอาไว้อยู่ในรูปของพระนาง”
“เื่นี้ข้าเองก็บอกไม่ได้เช่นกัน คงต้องรบกวนท่านวาดจนเสร็จ หลังจากเห็นภาพทั้งหมดแล้วนำไปให้ฝ่าาทอดพระเนตร คงจะพอทราบอะไรขึ้นมาบ้าง”
“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
“เอ่อ..ถ้าอย่างนั้นข้าไม่กวนท่านแล้วดีกว่า ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
“ไปเถิด”
มู่จิ่นเหยียนรีบหาเื่ออกไปจากตรงนั้น หากอยู่นานกว่านี้เกรงว่าความรู้สึกที่สะกดเอาไว้จะปะทุออกมา จนจินอวิ๋นเซียนสังเกตเห็นได้
ตอนอยู่กับนางในร่างสตรี มู่จิ่นเหยียนกลับทำปากกล้าหยอกล้อกับนาง แต่พอนางกลับมาอยู่ในร่างบุรุษเหตุใดความกล้าเ่าั้จึงได้หายไปหมดสิ้น
มู่จิ่นเหยียนตอนนี้ทำได้เพียงให้น้ำเย็นๆ ช่วยทำให้สติของตัวเองสงบลง ตนและจินอวิ๋นเซียนจะต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ด้วยกันไปอีกนาน
และไม่รู้ว่าหากวันใดวันหนึ่ง จินอวิ๋นเซียนทราบความจริงที่ว่ามู่จิ่นเหยียนมิใช่บุรุษ แต่กลับเป็สตรีอีกทั้งเป็มาั้แ่กำเนิด มิรู้ว่าจะคิดเช่นไรกับตน
มู่จิ่นเหยียนปล่อยให้น้ำเย็นในอ่างอาบน้ำชำระล้างความคิดไร้สาระเ่าั้ออกไป เขาใช้เวลาอยู่ในน้ำนั้นนานพอสมควร เกรงว่าหากนานกว่านี้ต่อให้ตนแข็งแรงเพียงใด ก็อาจจะจับไข้เอาได้ จึงลุกขึ้นจากน้ำเปลี่ยนเป็ชุดที่เตรียมจะเข้านอน
“เ้านอนก่อนเลย ข้าขอวาดตรงนี้อีกสักประเดี๋ยว”
เสียงทุ้มของบุรุษตรงหน้า กล่าวขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าอีกคนอาบน้ำเสร็จแล้ว เตรียมตัวจะขึ้นเตียงพักผ่อน
“ข้ายังไม่นอน ท่านวาดของท่านไปเถิด”
มู่จิ่นเหยียนเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิบนตั่งที่อยู่ตรงข้ามกัน ก่อนจะหลับตาทั้งสองข้าง เริ่มโคจรลมปราณไปทั่วร่างกาย
เขาตั้งใจแล้วว่าคืนนี้คงจะไม่ได้ร่วมเตียงกับจินอวิ๋นเซียนอย่างเช่นทุกคืน จึงจะใช้ข้ออ้างในการฝึกลมปราณมาใช้แทน ถึงแม้เขาจะนั่งโคจรลมปราณที่ดูเหมือนร่างกายมิได้พักผ่อน แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งลมปราณเคลื่อนที่ราบรื่นเพียงใด ร่างกายของเขาก็เบาสบายขึ้นเท่านั้น เหมือนกับการพักผ่อนนอนหลับเฉกเช่นคนทั่วไป
จินอวิ๋นเซียนเห็นว่ามู่จิ่นเหยียนมิได้ล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่กลับนั่งสมาธิอยู่บนตั่งแทน เขาก็กลับมาสนใจคัดลอกภาพวาดตรงหน้านั้นต่อ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) เขาจึงได้วางพู่กันลง ล้างมือเตรียมตัวเข้านอนเหมือนกัน
แต่สายตาก็ยังพบว่าร่างของมู่จิ่นเหยียนยังคงสงบนิ่งอยู่บนตั่งไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย ราวกับรูปแกะสลักของเทพเ้ามิปาน
จินอวิ๋นเซียนเองเลยใช้เวลานี้มองสำรวจใบหน้าของมู่จิ่นเหยียนบ้าง เป็อย่างที่ใครต่อใครกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด ใบหน้าของมู่จิ่นเหยียนเรียกได้ว่าใบหน้าของคุณชายเ้าสำราญโดยแท้ ผิวพรรณที่เนียนละเอียดกว่าบุรุษทั่วไป แต่ก็อาจจะหยาบกร้านกว่าสตรีในห้องหอ
ร่างกาย่ไหล่ที่แคบกว่า ยิ่งอยู่ในชุดสีขาวด้านในที่ไว้สำหรับนอนด้วยแล้ว ยิ่งมองเห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจน
ครั้นมองถึงตรงนี้ จินอวิ๋นเซียนก็เริ่มรู้สึกจิตใจหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย
‘จะบ้าหรือไง จิ่นเหยียนเป็บุรุษ ตอนนี้เ้าเองเป็บุรุษยังคิดอกุศลอีก’ จินอวิ๋นเซียนได้แต่ลอบก่นด่าตนเองภายในใจ ที่มีความคิดมิดีกลับมู่จิ่นเหยียน ทั้งที่ตนอยู่ในร่างของบุรุษ
แต่พอคิดว่าหากตนอยู่ในร่างของสตรี เื่อย่างว่าก็เป็ไปได้ แต่ตัวเองจะมีความกล้าพอทำเื่เช่นนั้นได้อย่างไร พอคิดถึงตรงนี้จินอวิ๋นเซียนก็รีบสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป
เดินมานั่งมองมู่จิ่นเหยียนที่ไม่มีวี่แววว่าจะลุกจากตั่งเลยแม้แต่น้อย รออยู่นานจนตนเองก็รู้สึกง่วงงุน จึงเอ่ยเรียกเบาๆ ราวกับมิ้ารบกวน
“จิ่นเหยียน เ้าจะนอนบนตั่งหรือ”
“อืม”
มู่จิ่นเหยียนมิได้ลืมตา หรืออ้าปากตอบเพียงแต่ส่งเสียงอืมอยู่ในลำคอเท่านั้น จินอวิ๋นเซียนได้ยินแล้วก็รู้ดีว่า คืนนี้ตนต้องนอนคนเดียวบนเตียงหลังใหญ่เสียแล้ว
เห็นเป็เช่นนั้นจินอวิ๋นเซียนจึงลุกขึ้นดับไฟทั้งห้อง แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงของตนเพียงลำพัง
คืนนั้นทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันนอนคนละฝั่งของห้องนอน มิได้มีผู้ใดรบกวนใคร บรรยากาศในห้องนอนนั้นเงียบสนิท แต่กลับเป็เื่ดีสำหรับมู่จิ่นเหยียน หลังจากที่เขาเดินลมปราณ ทำสมาธิ ราวกับเห็นเื่ราวที่ผ่านมาในวันนี้อย่างชัดเจน
หนังสือที่อ่านอย่างไม่ได้ตั้งใจ กลับผุดขึ้นในมโนสำนึกของตนอีกครั้ง ตำราอักษรต้าฝูที่เคยผ่านตา กลับปรากฏให้เห็นต่อหน้าอย่างแจ่มแจ้ง
มู่จิ่นเหยียนใช้เวลาในการอ่านตำราอักษรต้าฝูภายในจิตของตนอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งพบเจอข้อความที่บันทึกเกี่ยวกับอักษรต้าฝูเอาไว้
‘ว่ากันว่าอักษรต้าฝูโบราณมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน บ้างก็ว่าเป็สารที่พระเ้า้าส่งมายังโลกมนุษย์ บ้างก็ว่านิมิตหมายของนักพรตที่ตบะแก่กล้า’
มู่จิ่นเหยียนค่อยๆ พลิกอ่านตำราในดวงจิตของตนทีละหน้า ในตำรานี้ยกตัวอย่างอักษรต้าฝูเอาไว้มากมาย แต่ยังไม่มีอันใดที่ใกล้เคียงหรือคล้ายสิ่งที่สลักเอาไว้อยู่บนดาบของพระสนมเยว่เหมยเลยสักนิด
มู่จิ่นเหยียนพลิกตำราจนหน้าสุดท้ายแล้ว กลับพบว่าต้าฝูที่สลักบนดาบนั้น อาจจะไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อนจึงมิได้ถูกรวบรวมไว้ในตำรา หากเป็เช่นนี้เกรงว่าอักษรตัวนั้นอาจจะมีความหมายแฝงก็เป็ไปได้
เพียงแต่ตอนนี้ตนเองยังหาคำตอบให้ไม่ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ฝืนตัวเองจนเกินไป มู่จิ่นเหยียนจึงดึงจิตกลับมาในสภาวะที่สงบอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสู่สมาธิโคจรลมปราณเช่นเดิม จนกระทั่งรุ่งสาง
จินอวิ๋นเซียนที่กลับมาอยู่ในร่างของสตรีเฉกเช่นปกติ ตอนนี้กำลังให้ชุนกงกงและนางกำนัลเปลี่ยนชุด เพื่อเตรียมที่จะไปเยือนจวนสกุลมู่ตามธรรมเนียม
ส่วนมู่จิ่นเหยียนนั้น ตื่นก่อนหน้านางนานแล้ว หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกไปดูข้าวของ ของขวัญของแต่ละคนที่ให้ชุนกงกงจัดเตรียมไว้ก่อนหน้า
ไม่นานขบวนรถม้าทั้งหมดก็ออกจากวังหลวง มุ่งหน้าตรงไปยังจวนสกุลมู่ สองข้างทางล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างรอชมความงามของฮูหยินสามแห่งจวนสกุลมู่กันอย่างเนืองแน่น
แต่จินอวิ๋นเซียนกลับเข้าใจว่าชาวบ้านนั้นอยากทักทายและเห็นหน้าตาของคุณชายสามมากกว่า จึงสั่งให้ขันทีน้อยเอาม่านด้านของมู่จิ่นเหยียนขึ้น แต่ด้านของตนนั้นกลับเอาลงตามเดิม
“ทำไมท่านถึงให้เอาม่านขึ้นแค่ฝั่งของข้าคนเดียว ชาวบ้านเขาไม่อยากเจอหน้าข้าหรอก เขาอยากเจอฮูหยินสามมากกว่า”
“พูดให้มันน้อยๆ หน่อย”
“งั้นข้าเอาม่านขึ้นให้ท่านเอง”
“เ้ากล้าหรือ”
มู่จิ่นเหยียนที่กำลังจะลุกขึ้นจากที่นั่งไปเลิกม่านฝั่งของจินอวิ๋นเซียนขึ้น ก็เป็อันต้องชะงัก เพราะว่าสายตาและน้ำเสียงที่กล่าวขึ้นมานั้น บ่งบอกว่าหากตนยังรั้นทำตามความ้าของตนเองแล้ว รับรองว่าผลที่ตามมาเขาอาจจะคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
สรุปแล้วว่ารถม้าจากตำหนักองค์หญิง จึงเปิดม่านฝั่งของราชบุตรเขยด้านเดียว เพียงให้เขาได้ทักทายชาวบ้านที่ออกมาแสดงความยินดีเพียงเท่านั้น แต่หลายต่อหลายคนต่างมองเข้าไปด้านใน เพียงแค่เห็นบางมุมขององค์หญิงเหวินเต๋อก็ทำให้พึงพอใจมากแล้ว
.....................................
ไรท์ : เื่นี้ไรท์้าเขียนแนวๆบันทึกการเดินทางของคนสองคน การใช้ชีวิตร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน
จะมีแนวกำลังภายใน แฟนตาซีเล็กน้อยปะปนมาบ้าง หากรี้ดชอบไม่ชอบยังไงอย่าลืมคอมเม้นกันเข้ามานะคะ
แล้วก็ฝากเป็กำลังใจให้องค์หญิงน้อยของเราถอนคำสาปสำเร็จด้วยค่ะ