พรของอันผิง.

    บทที่ 33 ร้านค้าในเมือง

    บทที่33 ร้านค้าในเมือง


            สัปดาห์ที่สองของเดือนสี่ ป้าโจวพาครอบครัวหลานสาวนามว่าน้าเฟิงหลันและลูกสาวของหลานสาวนามว่า เฟิงหยูมาอยู่ที่บ้านด้วย เหตุเพราะสามีตาย และบ้านฝั่งสามีนั้นโทษว่าหลานสาวป้าโจวเป็นคนทำให้สามีตายเพราะลงไปช่วยภรรยาจากการจมน้ำ เสียสามีก็แย่แล้วแต่ยังมาโดนคนในครอบครัวสามีกล่าวโทษอีก 

            ป้าโจวที่รู้ข่าวจากบ้านทางฝั่งมารดาส่งข่าวมาบอก ก็เกิดความสงสารเพราะว่าขนาดที่บ้านฝั่งมารดาป้าโจวรับหลานสาวเข้าตระกูลแล้วแต่ครอบครัวทางนั้นก็ตามรังควาน เหมือนต้องการขับไล่ออกจากหมู่บ้านป้าโจวจึงไปรับน้าเฟิงมาอาศัยอยู่ด้วยกัน

            เมื่ออันผิงได้เจอหลานสาวป้าโจว จึงใช้พรค้นหา เพื่อตรวจสอบประวัติได้ความว่า น้าเฟิงหลันเป็นคนดี และกตัญญูรู้คุณกับบ้านฝั่งสามี โดยเฉพาะแม่สามีจึงถูกเอาเปรียบ สามีเสียเพราะลงไปช่วยนางที่กำลังจมน้ำเพราะถูกสะใภ้คนโตของบ้านผลักนางตกน้ำอีกที อารามว่ายน้ำไม่เป็น จึงทำให้รัดคอสามีตนรอด แต่สามีเสียชีวิต

            ด้วยสามีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้านคนหนึ่ง ทำให้แม่สามีคิดจะฮุบเงินในส่วนของครอบครัวน้าเฟิงและยึดหลานชายที่เป็นลูกของน้าเฟิงไว้ และขับไล่สองแม่ลูกผู้หญิงออกจากบ้าน

            สองแม่ลูกจึงร่ำไห้กลับบ้านเดิม ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่ด้วยเพราะครอบครัวสามี กลัวว่าเรื่องจะแดง ถ้าเกิดมีคนสงสัยขึ้นมา จึงเอาเรื่องที่ทำสามีตายมาด่าว่าอยู่หน้าบ้านเดิมของน้าเฟิงวันแล้ววันเล่า

            สุดท้ายบ้านเดิมเลยมาปรึกษาบ้านป้าโจว ป้าโจวจึงรับมาอยู่ที่นี่ก่อน

            พออ่านจบ อันผิงก็รู้สึกรันทดไปด้วยกับชะตาชีวิตของน้าเฟิงแต่ไม่เป็นไร บ้านโจวนั้นคนดีทั้งบ้าน ชีวิตน่าจะดีขึ้นแหละ ลูกสาวของน้าเฟิงนั้นอายุ 10 ปีแล้วตอนนี้พี่สาวสือจึงทำตัวเป็นน้องสาวที่ดี คอยทำตัวสนิทสนมกับพี่สาวคนใหม่อาจเพราะไม่อยากให้พี่สาวคนใหม่คิดมาก และพามาแนะนำกับน้องๆที่เหลือเรียบร้อย

            อันผิงจึงใช้พรตรวจสอบพี่สาวคนใหม่นี้ด้วย พี่เฟิงหยูนั้นแม้จะเสียใจที่ท่านพ่อเสีย แต่ลึกๆแล้วดีใจที่ท่านแม่และเธอได้หลุดพ้นจากบ้านนั้นเสียที จะห่วงก็แต่น้องชายที่ถูกคนเป็นย่าตามใจ แต่ด้วยจนใจไม่รู้จะรับน้องชายมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไรอันผิงคิดว่าที่พี่สาวเฟิงหยูไม่เครียด อาจเป็นเพราะว่าญาติฝั่งทางแม่นั้นปฏิบัติต่อตนเองดีด้วยแหละ

            หาได้ยากในสังคมสมัยนี้ แต่มีให้เห็นแบบนี้ก็อุ่นใจ

            ตอนนี้สองแม่ลูกพักอาศัยอยู่ในบ้านเก่าของบ้านโจวที่ปิดเอาไว้ลุงโจวเหมือนจะไปดูที่ข้างหลังบ้านเพื่อที่จะปลูกให้สองแม่ลูกได้อยู่กันเป็นสัดส่วนอีกที ลุงโจวคนดีที่หนึ่งเสียจริง

            ตอนเย็นอันหยางกลับมาจากสถานศึกษาเขาก็เดินวนไปวนมาเหมือนมีเรื่องอยากจะพูด จนท่านแม่และท่านพ่อเอ่ยถาม

            “ร้านค้าข้างสถานศึกษา ข้าได้ยินว่าเขาจะหาคนมาซื้อข้าก็เลยอยากให้ครอบครัวเราซื้อไว้ ร้านค้ามี 2 ชั้นชั้นบนใช้เป็นที่พักได้ด้วยนะขอรับ”

            “แล้วหยางเอ๋อร์รู้หรือไม่ว่า ราคาเท่าไหร่”

            อันหยางส่ายหน้า 

            “ข้าแค่ได้ยินเจ้าของร้านเปรยๆ กับลูกค้าประจำอีกอย่างข้าว่าทำเลของร้านดีมาก ข้าเห็นตอนเช้า กลางวัน เย็น ร้านก็ขายได้ตลอดเพราะบางทีคนมาส่งคนที่สถานศึกษาก็แวะดื่มน้ำชา กินซาลาเปา หมั่นโถว ตอนกลางวันหรือตอนเย็นพวกบัณฑิต ก็แวะซื้อเพื่อรองท้องก่อนกลับบ้าน”

            อันหยางขยายความ บอกเหตุผลที่ท่านพ่อควรต้องซื้อเมื่อยังเห็นท่านพ่อและท่านแม่เงียบ

            “บ้านเราก็ทำหมั่นโถวเป็น อีกอย่างซาลาเปาไส้หมู (หมูหมักที่เคยทำเกี๊ยว)ของบ้านเราก็อร่อย ข้าว่าบ้านเราควรมีร้านค้าในเมืองบ้าง”

            พูดจบ ก็นั่งลงบนเก้าอี้ รอคอยคำตอบของท่านพ่อท่านแม่

            ส่วนอันผิงนะเหรอ เห็นด้วยกับอันหยางไปนานแล้ว มีร้านค้าในเมืองสักร้านก็ดีไม่น้อยตอนนี้ก็ลุ้นแค่ท่านพ่อและท่านแม่เห็นด้วย

            “เอาล่ะ ไว้พรุ่งนี้หลังจากพ่อสอนเสร็จจะลองเข้าไปพูดคุยดู”

            อันหยางจึงร้องออกมาอย่างดีใจ ประหนึ่งการเจรจาธุรกิจสำเร็จส่วนอันผิงนอกจากจะร้องดีใจตามคนเป็นพี่ด้วย ก็คิดแผนการที่จะติดสอยห้อยตามท่านพ่อไปดูร้านพรุ่งนี้ด้วย

            แต่เธอไม่ต้องคิดให้เปลืองแรง เพราะตอนเช้าท่านพ่อก็บอกท่านแม่ว่าจะพาท่านแม่เข้าไปในเมืองด้วย อันผิงก็เลยได้ไปด้วยทำทีไปหาอะไรกินที่ร้านนั้นเพื่อสืบข่าวดู

            เมื่อไปถึงร้านหลังจากสั่งซาลาเปามานั่งกินจุดเด่นของร้านนี้คือน้ำซุปอร่อย และมีที่นั่งทั้งในร้านและหน้าร้านเมื่อกินกันอิ่ม ท่านพ่อจึงทำเป็นถามว่าได้ยินข่าวว่าท่านจะขายร้านนี้เถ้าแก่จึงพยักหน้ารับและเล่าว่า ลูกได้รับราชการที่ต่างเมือง เลยต้องการรับไปอยู่ด้วยจึงว่าจะขายร้านนี้

            แต่ราคาร้านนั้น 10 ตำลึงทองราคาแพงใช้ได้เลย แต่ท่านพ่อก็ตกลงซื้อทันที สงสัยเพราะมันเป็นที่ในเมืองหรือว่าเพราะมีเงินอยู่แล้วกันแน่ ทีแรกเถ้าแก่จะขายสูตรให้ด้วยแต่ท่านพ่อปฏิเสธไป เถ้าแก่ก็ดูไม่เซ้าซี้มาก อาจเพราะขายได้ในราคาที่ตัวเองเสนอและท่านพ่อไม่ต่อเลย

            เถ้าแก่ร้านแจ้งว่า อีกสองอาทิตย์เขาถึงจะย้ายออกและตอนนี้เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว เขาก็พาขึ้นไปสำรวจบริเวณร้าน ร้านค้ามี 2ชั้น ชั้นล่าง ด้านหลังมีลานโล่งข้างหลังด้วย มีห้องเก็บฟืน และห้องเก็บของอื่นๆแยกไว้อีกสองห้อง อยู่ริมชิดกำแพงตรงข้ามกับประตูหลังชั้นล่างส่วนชั้นบนเป็นที่พักอาศัยของเถ้าแก่ร้าน ข้างบนมีห้องแยกไว้สองห้อง เป็นห้องเล็กๆพอให้วางเตียง และโต๊ะเท่านั้น

            เมื่อเดินสำรวจแล้ว พบว่าแม้จะดูเก่าไปบ้าง ก็ตามอายุการใช้งานแต่ร้านค้านี้ก็ดูแข็งแรงดี ทั้งหมดจึงยกโขยงกันไปที่ว่าการอำเภอเพื่อทำการซื้อขายกัน ตอนนี้ในมือท่านพ่อจึงมีโฉนดร้านในเมืองแล้วจร้าอันผิงยิ้มกริ่ม และอีกอย่างที่เธอคิดเข้ามาในหัวคือน้ำเต้าหู้เมื่อออกมาจากที่ว่าการอำเภอ อันผิงจึงทำเป็นสงสัยว่าถั่วเหลืองมีหน้าตาเป็นอย่างไรเห็นพี่สาวที่โรงเรียนท่านพ่อว่า มันทำขนมได้ด้วย

            ท่านแม่ไม่ทำให้ผิดหวัง จึงแวะซื้อกลับไป 1กระสอบเล็ก อันผิงพอใจมากเดี๋ยวกลับไปบ้านจะต้องไปรบเร้าท่านแม่เรื่องว่าแป้งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรเพื่อที่เธอจะโยงไปที่โม่แป้ง ภารกิจนี้เธอจะต้องค่อยๆ ทำ แต่เอ๊ะข้ามีพรนี่นา

            ไม่สู้ขอให้คนมาเสนอขายที่โม่แป้งดีกว่า มาสภาพแบบน่าสงสารคนดีอย่างท่านพ่อท่านแม่น่าจะช่วยซื้อแหละ เอ่อเอาวิธีนี้ดีกว่า ว่าแล้วก็ขอพรเลย จากนั้นก็ลุ้นว่าจะพบเจอพ่อค้าขายที่โม่แป้งไหม        

            ‘ข้าขอไอเทม ให้มีคนน่าสงสารมาขายที่โม่แป้งในสภาพดีให้ท่านพ่อและท่านแม่ และด้วยความสงสารขอให้ท่านพ่อและท่านแม่ช่วยซื้อด้วย’ขอเสร็จแสงสีขาวก็สว่างวาบเข้าไปในหัว

            เพราะมีร้านค้าในเมืองหรืออย่างไรไม่ทราบท่านพ่อจึงไปตลาดวัวเพื่อซื้อเกวียนเทียมวัว เมื่อตกลงซื้อขายเสร็จก็เสียเงินอีก 50ตำลึงเงิน

            อันผิงเพิ่งรู้ว่าท่านพ่อก็ขับเกวียนเทียมวัวเป็นด้วยนึกว่าจะเป็นแค่บัณฑิตที่เชี่ยวชาญแค่เรื่องบัญชี ระหว่างที่รอให้ทางร้านเตรียมเกวียนให้สิ่งที่อันผิงขอก็มาหยุดตรงหน้า ที่โม่แป้งนั่นเอง

            “พ่อหนุ่ม ช่วยลุงซื้อที่โม่แป้งหน่อยเถอะครอบครัวลุงจะได้มีเงินเพิ่ม ขายไม่แพงหรอก 3 ตำลึงเงิน”อันผิงแทบสำลัก เดี๋ยว นี่ใช่ที่เธอขอพรไว้ใช่ไหมหรือว่าจังหวะบังเอิญมีคนมาขายพอดี

            ‘ท่านเข้าใจถูกแล้วขอรับ อีกอย่างที่โม่เป็นหินกว่าจะทำออกมาได้ต้องสกัดหิน ไม่ได้ทำขึ้นมาง่ายๆ นะขอรับ’ เสียงเสี่ยวหลงเป่าดังขึ้นมาในหัวพร้อมกับอธิบายเหตุที่มาของราคา เหมือนเธอนี่ไม่รู้อะไร

            ไม่รู้ว่าพรที่ขอหรืออย่างไร ท่านพ่อกับท่านแม่ก็บ้าจี้ซื้อตามราคาที่ลุงคนนั้นพูดมาควักเงินจ่ายโดยง่าย ลุงรับเงินด้วยสีหน้าดีใจ

            ‘เสี่ยวหลงเป่า ลุงคนนั้นมีตัวตนจริงไหม’

            เงียบระบบไม่ตอบ แล้วเธอก็ใช่จะทำอะไรได้ เอาเถอะวันนี้เสียเงินไป 10 ตำลึงทองกับอีก 53ตำลึงเงิน เงินที่มาจากรายได้เห็ดบัวกับฉิ่งฉักคงใกล้จะหมดลงแล้วสินะเงินนี่หายากแต่ใช้ง่ายจริงๆ

            เหมือนเคยมีภาพเปรียบเปรยไว้ว่า เงินเข้ากระเป๋าอย่างกับเต่าคลานแต่วิ่งออกไวราวกับกระต่าย แต่คิดไปคิดมา ครอบครัวเธอจะกลัวอะไรเงินที่ได้จากขายเห็ดหลินจือยังมีเหลืออยู่ และที่บ้านยังมีหยกที่ยังไม่ได้ขายสถานะทางการเงินยังดีอยู่

            ยังไม่นับรวมสวนพริกสวนใหญ่ ที่รอเก็บเกี่ยวอยู่ที่โม่แป้งนี่ก็เพื่อรายได้ใหม่อีก คนเราจะรวยได้จะต้องมีการลงทุนบ้าง ก็นะสมัยนี้ไม่มีธนาคารเพื่อให้เอาไปฝากกินดอกนี่นา 

            ดังนั้น ครอบครัวจึงยกที่โม่แป้งอันเล็กกะทัดรัดขึ้นเกวียนและท่านพ่อเป็นคนขับ ส่วนเธอกับท่านแม่นั่งอยู่ข้างหลัง อันผิงนั้นตื่นเต้นมากเพราะยังไม่เชื่อใจการขับเกวียนของท่านพ่อ จึงนั่งลุ้นมากเพราะถ้ามีทีท่าว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรจะได้ใช้พรได้ทัน แต่ดูท่าแล้วไม่มีปัญหาอะไรจนกลับถึงบ้าน 

            อาจางฝายดูตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเห็นเกวียนเทียมวัว ทั้งสามคน ท่านพ่อสามีสะใภ้หลิว และอาจางฝาย จึงช่วยกันทำคอกวัวไว้ที่ข้างบ้านดีว่าแปลงผักตรงข้างบ้านนั้นเก็บผักไปแล้วจึงทำให้มีพื้นที่ว่างที่จะสร้างคอกวัวได้

            เมื่ออันหยางกลับมาจากสถานศึกษา เขาจึงเห็นวัวที่ผูกเอาไว้ก็ตื่นเต้นดีใจอีกคน แต่ว่าท่านพ่อก็บอกเขาว่ายังต้องไปกลับสถานศึกษากับบ้านเอ้อเหมือนเดิม ถึงแม้สามีสะใภ้หลิวจะอาสาขับเกวียนเล่มใหม่นี้ไปส่งก็เถอะแต่ท่านพ่อก็ปฏิเสธให้บ้านเอ้อไปส่งนั่นแหละดีแล้ว

            อันหยางไม่มีเวลาได้คิดมากกับเรื่องนี้เมื่อเข้าบ้านมาพร้อมกับท่านพ่อเขาก็ดีใจเมื่อรู้เรื่องว่าท่านพ่อตัดสินใจซื้อร้านค้าในเมืองไว้แล้วอีกสองอาทิตย์เถ้าแก่ที่ร้านถึงจะย้ายออก

            “เวลาข้าไม่มีเรียนจะออกมาช่วยท่านแม่ขายของด้วยขอรับ”

            “ข้าด้วยเจ้าค่ะ” อันผิงกลัวน้อยหน้ารีบบอกออกไปด้วย

            ท่านแม่ยิ้มปลื้มกับความขยันของลูกทั้งสอง

            “นั่นสิน้องหญิง เราซื้อร้านมาแล้วจะให้ใครไปช่วยเพิ่มอีกดี สะใภ้หลิวคงไม่ได้เพราะต้องเลี้ยงลูกสะใภ้จางก็ร่างกายเพิ่งจะแข็งแรง ตอนที่มาทำงานช่วยแปลงผัก ข้าก็กลัวว่าอาการจะทรุด”

            “เดี๋ยวข้าจะปรึกษาป้าโจวดู ว่าพอมีใครแนะนำไหม”

            เกินความคาดหมาย ป้าโจวแนะนำหลานสาวที่เป็นม่ายของตนเองแทนแหมอันผิงคิดในใจ ช่างลงล็อคได้เหมาะเจาะพอดี ครอบครัวอันได้ร้านคนงานก็ปรากฏตัวคือน้าเฟิงและลูกสาว เหมือนมีใครตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้ระหว่างนี้สองแม่ลูกเลยมาเรียนรู้วิธีการทำหมั่นโถวฟักทอง หมั่นโถวมันม่วงเอยและซาลาเปาสูตรหมูหมักของอันผิงที่ได้มาจากระบบ ต้องให้เครดิตเสียหน่อย 

            โดยน้าเฟิงจะต้องทำสัญญาไม่เปิดเผยสูตรการทำหมั่นโถว ซาลาเปาไส้ต่างๆและน้ำซุป ซึ่งถ้าสืบทราบว่าสูตรทั้งหมดนี่หลุดออกไปมาจากน้าเฟิงและลูกสาว ทั้งสองจะถูกจับ

            ส่วนอันผิงให้ความสนใจกับที่โม่แป้งเธอจึงใช้การค้นหาวิธีทำน้ำเต้าหู้ออกมาอ่าน เมื่อรู้วิธีทำแล้วเธอจึงรอให้ถึงวันหยุดเรียนของอันหยาง เพราะตอนนี้ท่านแม่ยุ่งอยู่กับเรื่องการทำหมั่นโถวและซาลาเปา

            พี่สาวสือเองก็แวะเวียนมาเรียนรู้ด้วยเหมือนกันและอาสาอยากไปช่วยงานที่ร้านค้าในเมืองด้วยอันผิงนึกถึงหมั่นโถวกระต่ายน้อยที่หยางเป่าเคยทำไว้ด้วยที่เห็นพี่สาวสือมีฝีมือในการปักผ้า จึงร้องขอให้พี่สาวสือช่วยทำให้คราแรกพี่สาวสือปั้นด้วยความมั่นใจ

            แต่ว่ารูปร่างที่ออกมา ไม่ต่างจากที่อันผิงทำไว้ ทำให้อันผิงถึงกลับขำพูดไปโดยไม่คิดว่า

            “พี่สาวสือ ปั้นได้เหมือนข้าเลย”

            ทีแรกนึกว่าพี่สาวสือจะน้อยใจ แต่เจ้าตัวก็หัวเราะออกมาด้วย 

            “คนเราก็ต้องมีอะไรที่ทำไม่ได้บ้างล่ะนะเจ้าดีใจที่มีพี่สาวคนนี้เป็นพวกใช่ไหม” แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะไปด้วยกันกับกระต่ายที่ไม่มีอะไรเหมือนกระต่ายเลยแต่คาดไม่ถึงว่าพี่เฟิงหยูนั้นกลับทำออกมาได้ดีพอๆ กับหยางเป่าเคยทำไว้เลย

            อันผิงและพี่สาวสือต่างก็คอตก หรือว่าจะมีแค่เธอสองคนเท่านั้นดีหน่อยท่านแม่ และป้าโจวลองทำ แต่ปรากฏว่าก็ทำไม่ได้ความรู้สึกของสองพี่น้องต่างสายเลือดจึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

            พี่สาวเฟิงหยูยังลองทำเป็นดอกบัว ตอนปั้นแป้งก่อนนึ่งก็สวยดีหรอกแต่พอนึ่งแล้วออกมามันบวมแปลกๆ พี่สาวเฟิงหยูจึงสันนิษฐานว่าอาจจะได้เฉพาะอะไรที่ลักษณะกลม หรือรีเท่านั้นที่เหมาะจะปั้นขึ้นมาจากแป้งหมั่นโถว

            แต่แค่หมั่นโถวกระต่ายก็น่าจะเป็นจุดขายเพิ่มมากขึ้นของร้านแล้วอันผิงมองไปที่น้ำซุปง่ายๆ ที่รสชาติดีของท่านแม่ อร่อยพอๆ กับร้านเดิมของเถ้าแก่อันผิงกำลังคิดถึงต้มกระดูกหมูและเห็ดหอม แต่ว่าเห็ดหอม ณโลกนี้น่าจะหาจากภูเขาอยู่

            ว่าแล้วอันผิงก็ดูวิธีการเพาะเห็ดหอมสิ่งที่พอจะทำได้คือต้องหาขอนไม้ก่อน ซึ่งเธอจำได้ว่า ที่ด้านหลังที่ปลูกต้นพริกนั้นมีต้นไม้ถูกตัดลงมา และถูกย้ายมาวางเป็นที่นั่งพักในเพิง เพื่อให้คนงานได้นั่งพักอยู่แต่ว่าต้องรอหน้าฝนถึงจะขอพรให้เห็ดหอมนั้นขึ้นมาได้

            เพราะว่าถ้าเธอไปรดน้ำขอนไม้ใหญ่ๆ ตอนนี้ นอกจากจะตลกแล้วทุกคนอาจคิดว่า ทำแค่นี้ก็จะได้เห็ดหอมกันแล้ว ทั้งที่จริงต้องมีหัวเชื้อด้วยตอนนี้คงทำได้แค่ร้องเพลงรอไปก่อน แต่คิดถึงเห็ดที่ต้มในน้ำซุปหอมๆอันผิงก็อยากจะใช้พรให้มันขึ้นซะเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ

            แต่สุดท้ายก็ต้องข่มใจเอาไว้ ท่องไว้ ตอนนี้ต้องทำน้ำเต้าหู้ก่อนและหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากด้วย