ช่วงบ่ายของวันพวกเราเดินทางไปยังศาลเจ้าไดจินกูซึ่งเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นไกด์ทาคาชิก็ยังคงทำหน้าที่ของเขาอย่างมืออาชีพเขายืนอยู่ด้านหน้าของลูกทัวร์ทุกคน พูดด้วยเสียงที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความรู้ไกด์เริ่มอธิบายเกี่ยวกับความเชื่อที่คนญี่ปุ่นมีต่อศาลเจ้าแห่งนี้ว่ามีเทพแห่งความรักสิงสถิตอยู่ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่คู่รักหรือคนโสดที่กำลังแสวงหาความรักนิยมมาขอพร
"ศาลเจ้าโทโชกุนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากสำหรับคนที่ต้องการขอพรเรื่องความรักครับไม่ว่าจะเป็นการหาเนื้อคู่ ความสัมพันธ์ที่มั่นคง หรือความสุขในชีวิตคู่ที่นี่มีวิธีขอพรที่เรียบง่าย แต่ได้ผลอย่างน่าประทับใจครับทุกท่านแค่โค้งคำนับสองครั้ง จากนั้นก็ตบมือสองครั้ง ขอพรที่ท่านต้องการแล้วจบด้วยการโค้งคำนับอีกรอบ ง่าย ๆ ใช่ไหมครับ?"
ทาคาชิพูดพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ และหันไปแซวคู่สามีภรรยาเพื่อนของพ่อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
"ต่อให้แต่งงานกันแล้วและไม่อยากเปลี่ยนคู่อีก ก็ขอพรกันได้เหมือนกันนะครับ เพราะที่นี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ"
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากลูกทัวร์หลายคน
ศาลเจ้าเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินชมความงามและขอพรมีทั้งคู่รักที่เดินจับมือกัน เด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นไปมาและผู้สูงอายุที่มานั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นไม้รอบศาลเจ้ามีใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกสงบ สายลมเย็นพัดผ่านใบไม้ทำให้เกิดเสียงซ่าคลอผสมกับเสียงพูดคุยของผู้คนรอบข้างและเสียงนกที่ร้องอย่างน่าฟัง
แม่เดินคู่กับผมไปตามทางเดินหินที่ปูด้วยหินกรวดแม่ดูนิ่งและเงียบ ผมสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีลมพัดผ่าน แม่จะหันหน้าหลบเล็กน้อยผมยิ้มและกุมมือแม่ไว้แน่นขึ้นพาแม่เดินเลี้ยวไปยังมุมหนึ่งของศาลเจ้าที่ดูสงบและไม่ค่อยมีคนมากนัก
พ่อกับอาเกรียงและเพื่อนนักเขียนของพ่อนั่งพักอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่พวกเขาคุยกันอย่างออกรสเกี่ยวกับเรื่องงานเขียนและหนังสือเล่มใหม่เสียงหัวเราะและการสนทนาของพวกเขาดูมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เปิดโอกาสให้ผมได้อยู่สองต่อสองกับแม่
ผมหยุดยืนตรงหน้าศาลเจ้าและหันไปหาแม่ผมจับมือแม่แล้วค่อย ๆ ดึงแม่เข้ามาใกล้ แม่มองผมด้วยสายตาสงสัยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมยิ้มให้แม่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แม่ครับ เรามาขอพรพร้อมกันนะ"
แม่มองผมด้วยสายตาที่นิ่งและเย็นชาเล็กน้อยแต่ก็ยอมตามใจผม ผมเห็นแม่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะยืนอยู่ข้างกายผมหน้าศาลเจ้า
ผมประกบมือกันและโค้งคำนับสองครั้งจากนั้นก็ตบมือสองครั้ง ผมหลับตาและกล่าวขอพรในใจ
"ขอให้ผมกับแม่ได้ครองคู่กันตลอดไปครับขอให้แม่เป็นของผมคนเดียว"
ความคิดนี้ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงขึ้นรู้สึกถึงความหวังและความต้องการอันแรงกล้า
แม่ซึ่งยืนอยู่ข้างผมมองผมด้วยสายตาที่อึ้ง ๆ และไม่พูดอะไรผมรู้ดีว่าแม่คงจะรู้สึกแปลกใจกับคำขอพรของผม แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรออกมาแม่เพียงแค่ยืนนิ่งและมองผมด้วยสายตาที่สับสนและไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไร หรือขอพรอะไรให้ตัวเองดี
หลังจากที่ขอพรเสร็จผมโค้งคำนับอีกครั้งแล้วหันมาหาแม่
"ขอบคุณนะครับที่แม่เลี้ยงดูเนเป็นอย่างดีเสมอมาแม่สำคัญกับเนมากนะ"
แม่มองผมด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และพยักหน้า "เอาล่ะ...ไปกันเถอะเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า"
น้ำเสียงของแม่ยังคงเรียบนิ่ง เหมือนแม่จงใจหลีกหนีสถานการณ์อิหลักเหลื่อที่เกิดขึ้น แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผมยิ้มและกุมมือแม่ไว้อีกครั้งก่อนจะพาแม่เดินออกจากมุมเงียบ ๆ นั้น กลับไปสมทบกับพ่อและกลุ่มเพื่อนของพ่อที่นั่งรออยู่
ระหว่างทางหลังจากขอพรเสร็จผมกุมมือแม่ไว้แน่นแล้วพาแม่เดินต่อไปยังส่วนอื่น ๆ ภายในศาลเจ้าบรรยากาศที่นี่สงบและเงียบสงบเสียงของใบไม้ที่ไหวตามลมและเสียงนกร้องทำให้รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้ผมและแม่เดินไปจนถึงมุมหนึ่งของศาลเจ้าที่มีแผ่นไม้ ‘เอะมะ’ แขวนเรียงรายอยู่มากมาย
แผ่นเอะมะเหล่านี้มีดีไซน์ที่น่ารักและสวยงามบางแผ่นมีรูปหัวใจ บางแผ่นมีรูปดอกไม้นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นมักใช้แผ่นไม้เหล่านี้เขียนคำอธิษฐานเกี่ยวกับความรักเพื่อขอให้ความรักสมหวังผมหยิบแผ่นเอะมะขึ้นมาแผ่นหนึ่งและหันไปมองแม่
"แม่ เนอยากเขียนคำอธิษฐานทิ้งไว้เหมือนคนอื่นๆ บ้าง แม่เขียนกับเนนะ"
ผมพูดด้วยรอยยิ้ม แม่พยักหน้าช้า ๆก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมา
ผมเขียนคำอธิษฐานของผมลงไปอย่างตั้งใจ
‘ขอให้ความรักของผมและแม่ยืนยาวตลอดไปไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ ขอให้เราได้รักกัน นอนจับมือด้วยกันตลอดไป’
ผมหันไปมองแม่ เห็นแม่กำลังเขียนคำอธิษฐานของตัวเองลงบนแผ่นไม้ใบหน้าของแม่ดูนิ่ง ๆ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
เมื่อแม่เขียนเสร็จผมกับแม่ก็แขวนแผ่นเอะมะของเราบนแท่นที่จัดไว้ ผมมองแผ่นเอะมะที่แขวนอยู่ข้างกัน รู้สึกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น
จากนั้นผมกับแม่ก็เดินไปที่จุดเสี่ยงทายโอะมิคุจิหรือเซียมซีซึ่งเป็นกิจกรรมที่นิยมในการดูดวงความรักและความสัมพันธ์ผมกับแม่ต่างจับโอะมิคุจิคนละใบผมเปิดอ่านคำทำนายของผมและรู้สึกยิ้มออกมาเมื่อเห็นคำทำนายที่ดี
"ความรักของคุณจะเป็นที่ยอมรับแม้จะต้องผ่านความยากลำบาก แต่หากมีความตั้งใจจริงความรักนี้จะยั่งยืนและมีความสุขในท้ายที่สุด"
ผมอ่านคำทำนายของตัวเองแล้วหันไปมองแม่แม่เองก็ค่อย ๆ เปิดอ่านคำทำนายของตัวเองเช่นกัน ใบหน้าของแม่แสดงความสงบแม้จะมีแววตาที่ซ่อนความรู้สึกไว้ยังส่วนลึก
"ความรักของคุณจะเจออุปสรรคที่ยากลำบากเพื่อให้เป็นที่ยอมรับแต่ด้วยความเชื่อมั่นและความห่วงใย จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นได้ความรักนี้จะเติมเต็มชีวิตที่คุณขาดหายไปนาน"
แม่พึมพำอ่านคำทำนาย ก่อนจะหันมามองผมผมมองแม่ตาหวาน
หลังจากนั้นผมมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะเขย่งขึ้นไปจุ๊บปากแม่เบา ๆแม่ผงะถอยหลังและดันตัวผมออก ใบหน้าของแม่แดงระเรื่อแม่มองผมด้วยสายตาที่เหมือนจะตำหนิแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
"เน อย่าทำแบบนี้ในที่สาธารณะ... เดียวมีคนรู้จักมาเห็นล่ะก็แย่แน่เข้าใจไหม"
แม่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ผมก็เห็นแววตาที่แฝงไปด้วยความต้องการอยู่ลึกๆ
ผมพึมพำขอโทษแม่และพยักหน้า
"ครับ ๆ ผมขอโทษครับแม่ เนแค่...รู้สึกว่าแม่น่ารักมากจนเนอดใจไม่ไหว"
แม่ส่ายหัวถอนหายใจและมองผมด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"เฮ้อ... ไปรวมกับคนอื่น ๆ เถอะเดี๋ยวพ่อจะสงสัยเอา"
ก่อนที่จะเดินไปหาพ่อผมสังเกตเห็นว่าใกล้กับศาลเจ้าไดจินกูมีร้านจำหน่ายเครื่องราง ‘โอะมะโมะริ’ซึ่งเป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าจะช่วยนำความรักและความสมหวังมาสู่ผู้ที่ครอบครองเครื่องรางเหล่านี้ถูกออกแบบมาในสีชมพูและสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักผมเดินเข้าไปที่ร้านด้วยความสนใจและมองหาเครื่องรางที่เหมาะกับแม่
ผมเลือกเครื่องรางสีแดงที่มีลายดอกซากุระปักไว้อย่างละเอียดอ่อนผมคิดว่ามันดูเข้ากับแม่ที่สุดเพราะแม่เป็นคนที่มีความเข้มแข็งและงดงามเหมือนดอกซากุระผมจ่ายเงินแล้วถือเครื่องรางไว้ในมือ มองไปที่แม่ที่กำลังยืนรออยู่ใกล้ ๆ
"แม่ครับเนซื้อเครื่องรางนี้ให้แม่ครับ"
ผมพูดพร้อมกับยื่นเครื่องรางสีแดงให้แม่แม่มองผมด้วยสายตาที่นิ่ง ๆ เหลือบมองซ้ายมองขวาว่าใครจะได้ยินไหม
แม่ยื่นมือมารับเครื่องรางนั้นจากผมและมองมันอย่างละเอียดก่อนจะเงยหน้ามองผม
"ซื้อให้แม่ทำไมล่ะมันเป็นเครื่องรางสำหรับคู่รักนะ"
แม่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์
"ก็เพราะมันจะได้เป็นตัวแทนพยานความรักของผมที่มีให้กับแม่ไงครับ"
ผมยิ้มกริ่มมองแม่ด้วยความคาดหวังแม่เก็บเครื่องรางนั้นไว้ในกระเป๋าโดยไม่พูดอะไรรู้สึกได้ถึงอาการเขินของแม่เล็กน้อย
หลังจากนั้นผมกับแม่ก็เดินกลับไปหาพ่อและเพื่อน ๆ ที่กำลังนั่งคุยกันพ่อเห็นผมกับแม่เดินกลับมาก็ยิ้มและโบกมือเรียก
"สองแม่ลูกมาทางนี้เร็วมานั่งพักกันก่อน เดินมาตั้งนานคงเหนื่อยแล้วล่ะสิ"
พ่อพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
แม่พยักหน้า และยิ้มบาง ๆ ให้พ่อก่อนจะนั่งลงข้างกับพ่อ ผมก็นั่งลงข้างถัดจากแม่ พ่อหันมามองผมและแม่ก่อนจะถาม
"เน ได้อะไรติดมือมาบ้างหรือเปล่าเห็นเดินกันตั้งนาน"
ผมหัวเราะเหลือบตามองแม่เล็กน้อย
"ก็ได้เครื่องรางมาหนึ่งชิ้นน่ะครับเผื่อจะได้โชคดีเรื่องความรักบ้าง"
พ่อหัวเราะและพยักหน้า
"ดีแล้ว ๆ ของแบบนี้เชื่อไว้ก็ดีนะเผื่อมันจะช่วยให้ลูกสมหวังได้บ้าง"
แม่มองผมด้วยสายตาแปลก ๆ คงกลัวว่าผมจะหลุดพูดอะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราถูกพ่อจับได้
หลังเสร็จสิ้นการเยี่ยมชมศาลเจ้าไดจินกูในช่วงบ่ายพวกเราก็ขึ้นรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน —โตเกียวทาวเวอร์หอคอยสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของโตเกียว พ่อและเพื่อน ๆของพ่อยังคงสนทนากันอย่างสนุกสนานส่วนแม่ก็นั่งอยู่ข้างผมโดยไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าจากการเดินทางเลยสักนิดผมมองหน้าแม่ เห็นใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความสง่างามเสมอ
เมื่อเรามาถึงโตเกียวทาวเวอร์ บรรยากาศโดยรอบหอคอยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มายืนถ่ายรูปและชมความงดงามของหอคอยที่ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับพวกเราซื้อตั๋วขึ้นไปยัง จุดชมวิวหลักที่สูงประมาณ 150 เมตรจากพื้นดินเราเดินขึ้นลิฟต์ที่วิ่งเร็วเพียงไม่กี่วินาที เมื่อประตูเปิดออกวิวที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ผมตะลึงโตเกียวในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงไฟจากอาคารและถนนที่ส่องสว่างราวกับดวงดาวกระจายอยู่ทั่วเมือง
พ่อที่จับกลุ่มเดินอยู่กับพวกเพื่อนนักเขียนทำให้ผมมีโอกาสเดินจับมือแม่ไว้แน่นพาแม่เดินไปยังหน้าต่างกระจกใสที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของโตเกียวได้อย่างชัดเจนแสงไฟที่สะท้อนกับกระจกทำให้บรรยากาศที่นี่โรแมนติกอย่างไม่น่าเชื่อผมยืนอยู่ข้างแม่ มองเห็นทั้งภาพของเมืองโตเกียวและภาพสะท้อนของเราในกระจกหากใครมองเข้ามา คงคิดว่าเราสองคนเป็นคู่รักที่มาเที่ยวด้วยกันผมยิ้มและหันไปมองแม่ เห็นแววตาของแม่ที่มองทิวทัศน์ข้างนอกอย่างสงบนิ่งผมรู้ดีว่าแม่คงไม่อยากแสดงความรู้สึกมากนักในที่สาธารณะ
ต่อมาเราก็เดินไปที่สกายวอล์คซึ่งเป็นพื้นกระจกใสให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านล่างผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อก้าวไปยืนบนกระจกใสมองเห็นพื้นด้านล่างที่อยู่ไกลลงไปหลายสิบเมตร มือของผมยังคงจับมือแม่ไว้แน่นผมมองดูแม่ที่ก้าวเข้ามาบนกระจกใส แม่หยุดยืนแล้วมองลงไปด้านล่างมือที่กุมกันอยู่นั้นรู้สึกได้ถึงว่ามันกำลังสั่นนิด ๆ
ผมก้าวเข้าไปใกล้แม่มากขึ้นใช้มืออีกข้างโอบลูบหลังลูบก้นแม่เบา ๆ แล้วกระซิบข้างหู
"แม่กลัวเหรอครับ"
แม่กระซิบเอ็ดผมแล้วมองซ้ายมองขวากลัวว่าพ่อจะเห็น
"อย่าซนกับแม่แบบนี้"
ผมหัวเราะแล้วกุมมือแม่แน่นขึ้นความรู้สึกใกล้ชิดและความปรารถนาที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจยิ่งทวีคูณเมื่อได้สัมผัสแม่
หลังจากที่ชมวิวเสร็จผมกับแม่ก็เดินลงมายังส่วนของพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการบริเวณฐานของโตเกียวทาวเวอร์ที่นี่มีนิทรรศการที่จัดแสดงศิลปะลวงตาสามมิติซึ่งทำให้ผมและแม่สามารถถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ผมจงใจยืนใกล้แม่ตลอดเวลาใช้ทุกโอกาสที่มีในการสัมผัสแม่ ไม่ว่าจะเป็นการกอดเอวหรือโอบไหล่ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามือของผมไม่สามารถอยู่เฉยได้ราวกับว่ามันต้องการสัมผัสแม่ตลอดเวลา
ทุกครั้งที่ผมได้สัมผัสแม่ไม่ว่าจะเป็นการกุมมือ การโอบ หรือการสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกายความรู้สึกของผมเหมือนกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดผมอยากให้แม่รู้สึกถึงความรักและความต้องการของผม อยากให้แม่รู้ว่าผมอยากจะเอาควยชำแรกเข้าไปในหีแม่แค่ไหนแม้ว่าจะอยู่ในที่สาธารณะ แต่ผมก็ไม่สามารถระงับความรู้สึกกระสันที่อยากจะลวนลามแม่ตัวเองได้มือของผมเหมือนจะมีชีวิตของตัวเอง มันพยายามที่จะสัมผัสแม่ทุกครั้งที่มีโอกาสแม้แต่ตอนที่เราอยู่ในนิทรรศการที่มีคนอื่นอยู่รอบ ๆผมก็ยังไม่อาจหยุดความต้องการนี้ได้
แม่เองก็รู้ดีว่าผมรู้สึกอย่างไรแม้แม่จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ผมก็เห็นว่าแม่ยอมให้ผมทำตามที่ต้องการหากไม่อยู่ในสายตาของคนอื่นบางครั้งแม่ก็หันมามองผมด้วยสายตาที่เหมือนจะตำหนิแต่ก็ไม่เคยผลักไสหรือปฏิเสธความใกล้ชิดที่ผมมอบให้ รู้สึกได้ถึงความใคร่ของแม่ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการเยี่ยมชมโตเกียวทาวเวอร์เราเดินลงมาที่ฐานของหอคอย ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า footTown ศูนย์การค้าแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกมากมายและร้านอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารญี่ปุ่นและอาหารนานาชาติ ผม พ่อ แม่และเพื่อนของพ่อทั้งหมดตัดสินใจที่จะนั่งทานอาหารญี่ปุ่นกันที่ร้านอาหารหนึ่งใน FootTown
พวกเรานั่งล้อมรอบโต๊ะยาวที่ปูด้วยผ้าลวดลายดอกไม้ญี่ปุ่นบรรดาภรรยาของเพื่อนพ่อก็นั่งอยู่ข้าง ๆ สามีของพวกเธอทุกคนมีท่าทางผ่อนคลายและมีความสุขที่ได้มาร่วมทริปด้วยกัน บรรยากาศรอบข้างโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการสนทนาที่เป็นกันเองหนึ่งในภรรยาของเพื่อนพ่อที่ชื่อน้าอรหันมามองแม่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
"คุณตุ๊กคะ ทำไมดูสวยและหน้ายังเด็กมากเลยอยากรู้จังว่าดูแลตัวเองยังไงถึงได้ดูดีขนาดนี้"
น้าอรพูดพร้อมกับมองแม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจภรรยาอาเกรียงกล่าวเสริมพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนจะสนับสนุนคำพูดของน้าอร
“นั่นสิคะทั้งเสื้อผ้าหน้าผมสวยเป๊ะปังไปหมด ดูดีตลอดเวลาขนาดนี้ได้เพราะคอร์สออกกำลังกายพิเศษน่าสนใจหรือวัตกรรมอะไรใหม่ๆ รึเปล่าคะ แนะนำฉันบ้างสิคะ ฉันอยากสวยอยากหน้าเด็กบ้าง”
“ดูสิคะ น้องเนน่ารักมากคอยประกบเฝ้าไม่ห่าง หวงแม่แทนพ่อน่าดู”
"นี่ขนาดเสื้อผ้าใส่เที่ยวปกติเจอกันตั้งหลายทีไม่เคยเห็นคุณตุ๊กสวยน้อยกว่านี้ ไม่ทราบว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้างผมอยากให้ภรรยาผมลองทำตามบ้าง"
สามีน้าอรพูดพลางหัวเราะเบา ๆแต่สิ่งที่ตามมาคือสายตาที่ค้อนใส่จากน้าอรที่นั่งอยู่ข้างกายทำให้ทุกคนรอบโต๊ะหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
แม่ยิ้มเขินเล็กน้อยและหันมามองพ่อพ่อยิ้มอย่างภูมิใจและพยักหน้าให้แม่เหมือนเป็นการให้กำลังใจแม่จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
"ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะแค่พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ แล้วก็ดูแลผิวพรรณตามปกติคุณอรเองก็ดูดีในแบบคุณอรอยู่แล้วนะคะ"
แม่พูดอย่างไม่ใส่ใจนักแต่ก็แฝงไปด้วยความถ่อมตัว
น้าอรหันไปหาสามีและยิ้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"เห็นไหมคะ ใคร ๆ ก็ว่าแบบนั้น คุณไม่ต้องมาเปรียบเทียบหรอก"
สามีของน้าอรยิ้มเจื่อน ๆ แล้วพูดกลับ
"ก็ผมอยากให้คุณดูดีเหมือนคุณตุ๊กบ้างนี่ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลยนะ"
บรรยากาศรอบโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการสนทนาที่เป็นกันเองทุกคนสนุกกับอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาชิมิหรือเทมปุระที่กรอบอร่อย ผมเองนั่งอยู่ข้างแม่และสัมผัสได้ถึงสายตาของเพื่อนพ่อบางคนที่มองแม่ด้วยสายตาหื่นกระหายที่แฝงมากับสายตาผมรู้ดีว่าพวกเขาคงจินตนาการถึงการได้สัมผัสแม่หรือแม้แต่การได้เอาควยเหี่ยว ๆนั่นยัดเข้าไปในหีแม่ของผม แต่พวกเขาก็ได้แต่เก็บเอาไปจินตนาการเท่านั้นเพราะหีของแม่จะมีแต่ควยของผมเท่านั้นที่ได้เสียบเข้าไป
ผมหันไปมองแม่เห็นแม่กำลังยิ้มและพูดคุยกับคนอื่น ๆ ใบหน้าของแม่ดูสงบและเต็มไปด้วยเสน่ห์แม้ว่าแม่จะไม่ได้พยายามแสดงออกอะไรเป็นพิเศษแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าแม่เป็นคนที่สวยและดึงดูดความสนใจของคนรอบข้าง
ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามหรือแสดงอาการอะไรออกมาแต่ความรู้สึกหวงแม่ที่ซ่อนอยู่ในใจนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกอยากจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าแม่เป็นของผมเท่านั้น
หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเราก็ลุกขึ้นเพื่อเดินชมร้านขายของที่ระลึก ผมเดินเคียงข้างแม่จับมือแม่ไว้แน่นราวกับไม่อยากให้ใครเข้าใกล้แม่มากเกินไป แม่หันมามองผมและยิ้มบางๆ
"เน...ลูกจับมือแม่แน่นขนาดนี้ทำไมฮึ?"
แม่เอียงคอถามด้วยด้วยความสงสัยเล็กน้อย
"เนอยากให้คนอื่นรู้ว่าแม่มีเจ้าของแล้วเนกำลังทำหน้าที่แทนพ่ออยู่ครับ"
แม่ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างรู้ทัน แต่ก็ไม่ได้สะบัดมือทิ้งอะไรจนพวกเรากลับถึงที่พัก