ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่มันสงบลง
บนพื้นที่มีแต่ทรายและหินค่อยๆเกิดการเคลื่อนที่ไหลเวียนคล้ายสายน้ำ แต่ไม่ไหลเชี่ยวและไหลเองเป็นบางจุดบริเวณ
พื้นทรายที่เธอยืนอยู่นั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเทาเป็นทรายสีน้ำตาลปนขาว
พื้นทรายบริเวณที่เคลื่อนไหวไหลไปเหมือนสายน้ำก็ได้ยุบตัวเองเป็นร่องลักษณะเป็นลำธารและมีสายน้ำค่อยๆไหลลงมาจากเนินหิน นอกจากนั้นแล้ว พื้นทรายบางบริเวณก็เปลี่ยนเป็นพื้นดินและมีกอหญ้าเกิดขึ้นจากดิน
‘นี่เกิดมีสิ่งมีชีวิตผุดขึ้น!?’เธอคิดในใจพร้อมกับคอยดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังตัวเอง
แม้ในแสงสลัวๆ นั้นเธอก็มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนในตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปแบบไม่ช้าไม่เร็ว
ผ่านไปไม่นานนักจากลำธารเล็กๆ ก็กลายเป็นลำธารใหญ่ นอกจากกอหญ้าแล้ว มีพืชคลุมดินและต้นไม้เล็กๆเกิดขึ้นพื้นทรายที่กลายเป็นสีน้ำตาลก็กลายเป็นพื้นดินที่สามารถอุ้มน้ำได้ในหลายบริเวณ ตอนนี้เธอมีความรู้สึกเหมือนอยู่บนโลกมนุษย์มากขึ้น จากพื้นที่แห้งแล้งบนพื้นที่เป็นทรายสีเทาก็ได้กลายเป็นทุ่งหญ้าที่มีลำธารไหลผ่าน มีต้นไม้ขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาอีก
ในเวลาที่ผ่านไปไม่นานนัก ก็มีดอกไม้ที่หลากสีสันเกิดขึ้นกับต้นพืชขนาดเล็กบางต้น เรนิตาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะไม่เกิดอันตรายกับตนเองจึงเดินไปที่บริเวณริมธาร เธอได้สังเกตเห็นสายน้ำนั้น
มีความใสราวกับแก้ว ยังมองเห็นหินและทรายใต้ลำธาร ขณะเธอกำลังมองดูธารน้ำที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนั้นจู่ๆ ก็เห็นเงาของลำแสงที่มีประกายสีเขียวมาตามสายน้ำที่ไหลไปอย่างช้าๆ
เมื่อมองไปยังต้นทางสายน้ำ เห็นประกายแสงสีเขียวเป็นสายๆ หลายสายอยู่เหนือธารน้ำ บ้างก็อยู่ในน้ำ และลำแสงเหล่านั้นกำลังมายังเธอ
สายน้ำในลำธารเต็มไปด้วยประกายแสงสีเขียวเธอรีบถอยออกมาจากริมธารแต่แสงสีเขียวเหล่านั้นเปลี่ยนเส้นทางออกจากธารน้ำ
มุ่งมาทางเธอมันตามเธอมาอย่างรวดเร็ว
ของลำแสงสีเขียวที่เป็นสายๆเหล่านั้นไปได้พ้น
ประแสงสีเขียวหลายสายนั้นเคลื่อนตัวด้วยความรวดเร็วและล้อมร่างวิญญาณของเธอไว้เป็นวงกลมห่างพอประมาณ
โดยมีเธออยู่ตรงศูนย์กลางวงกลม และเมื่อหนีไม่พ้นเธอจึงหยุดอยู่นิ่งๆ ด้วยความกลัว
“ช่วยด้วย!...ช่วยด้วย!” ร่างวิญญาณของเธอยังคงร้องตะโกน
บรรดางูใหญ่สีขาวหลายตัวนั้นได้ยินเสียงเธอร้องตะโกนขอความช่วยเหลือขึ้นมาอีกครั้งก็เหมือนว่าจะเข้าใจความหมายที่เธอตะโกนร้องออกมาจึงได้หยุดเลื้อยไปมาแต่ยังคงล้อมเธออยู่
เมื่อเห็นงูใหญ่เหล่านั้นหยุดเลื้อยไปมาลำแสงสีเขียวหลายสายนั้นก็ค่อยๆ หายไป เธอจึงหยุดร้องตะโกนแม้จะยังตกใจกลัวแต่ก็ยังมีสติ
เห็นว่างูใหญ่สีขาวดวงตาเป็นประกายสีเขียวเหล่านี้ยังไม่เข้ามาทำร้ายตนเองจึงอยู่นิ่งๆ อย่างระมัดระวังตัวเอง
แต่พวกมันมีสีขาวและที่น่าเกรงกลัวก็คือประกายตาสีเขียวที่กำลังจ้องมองดูที่เธออยู่ในตอนนี้
บรรดาเหล่าพญางูทั้ง17 ตัว จ้องมองเธออยู่สักพักก็เลื้อยไปมาอีกครั้งเป็นวงกลมอย่างช้าๆก่อนที่จะเลื้อยเร็วขึ้น
และเกิดเป็นประกายลำแสงสีเขียวขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ว่ามันส่องสว่างขึ้นแบบเป็นดวงๆอยู่หัวของลำแสงที่เป็นตัว ต่างจากในตอนแรก
ก็ได้ส่องสว่างขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะหรี่แสงลงและหยุดเคลื่อนที่ไปมาอีกครั้ง ภายใต้แสงที่สว่างวูบหนึ่งนั้นเรนิตารู้สึกแสงตาจึงหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อแสงสว่างหรี่ลงเธอก็ได้ลืมตาขึ้น
สิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่งูเหลือมตัวใหญ่สีขาวที่มีดวงตาสีเขียว 17 ตัวแต่เป็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ในตอนนี้เรนิตาอยู่ในวงล้อมของสิ่งที่คล้ายมนุษย์เพศชายร่างสูงใหญ่ ประมาณ 4 เมตร ทั้ง 17 นั้นมีผิวหนังเป็นสีเขียวส่องแสงเรืองๆ
นุ่งห่มคล้ายเป็นผ้าผืนใหญ่เป็นแสงเรืองๆ สีขาวคลุมพาดบ่าไหล่ข้างหนึ่ง ดวงดาเป็นประกายสีเขียวเข้มกว่าสีผิวเส้นผมที่ยาวนั้นมีสีขาว ที่มองเห็นว่าทั้ง17 นั้นไม่เหมือนมนุษย์มากกว่าก็คือปีกสีขาวมีลวดลายสีเขียวเข้มที่กางสยายออก หลังจากกางปีกแล้วทั้งหมดนั้นก็เก็บปีกของตัวเอง ดูไปคล้ายเทพเจ้ากรีกมากกว่ามนุษย์ “พวกคุณเป็นใครคะ?”เรนิตาที่พยายามรวบรวมสติกลับมาได้เอ่ยถามออกไป ความกลัวของเธอลดลง เพราะเห็นว่าทั้ง 17 ร่างที่ดูเหมือนคล้ายกับเป็นมนุษย์นั้นดูไม่เป็นอันตรายต่อตนเอง
ทั้ง 17นั้นมองหน้ากันไปมา บ้างก็จ้องมายังเรนิตาอย่างพินิจพิเคราะห์บ้างก็หลับตาลงคล้ายเข้าสู่ความสงบ
หากแต่มี 3 ร่างที่ส่งเสียงคล้ายพูดคุยปรึกษากันแต่เป็นภาษาที่เรนิตาไม่เข้าใจ
“ฉันชื่อเรนิตาพวกคุณเป็นใคร? และที่นี่คือที่ไหนคะ?” เธอมองดูออกว่าปฏิกิริยาอาการที่แสดงออกของพวกเขาคล้ายกับสงสัยว่า
ตัวเธอนั้นเป็นใครจึงเอ่ยแนะนำตัวเองและเอ่ยถาม แม้ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะเข้าใจภาษาของตนแต่ก็ต้องลองดู