บทที่ 122 หยางเจาเจี้ยน
หลังจากที่ซูหยวนรับของขวัญจากชายร่างอ้วนใหญ่แล้ว เขาก็กระตือรือร้นที่จะแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในเขตชั้นกลางให้ครอบครัวอันมาก ซูหยวนพาอีกฝ่ายไปดูบ้านทั้งสามหลังที่เธอดูเอาไว้ก่อนหน้านี้ เจียงฮุ่ยเองก็ให้คำแนะนำเป็นอย่างดีเหมือนกัน
บ้านสามหลังที่ไปตรวจสอบ เขาเจรจาจนได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดที่เจ้าของบ้านจะให้มาได้ ซูหยวนชอบบ้านหลังแรกและหลังที่สามมากที่สุด เนื่องจากบ้านหลังแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก นอกจากที่มันมีขนาดบ้านเพียง 3 ห้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม...ด้วยฝีมือของเจียงฮุ่ย เขาทำให้เจ้าของบ้านต้องเพิ่มอุปกรณ์สำหรับอยู่พักอาศัย เช่น อุปกรณ์เครื่องนอน หรือแม้แต่อุปกรณ์ตกแต่งก็ยังรับปากว่าจะไม่เอาออกไปด้วย
ในขณะที่บ้านหลังที่สามนั้น เจียงฮุ่ยเป็นคนจากเขตชั้นกลางอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าบ้านนี้มีปัญหา เพราะเขาเป็นคนพูดมันออกมาเอง เจ้าของบ้านที่คิดจะซ่อนเอาไว้ย่อมไม่สามารถปิดบังได้อีก เมื่อพูดกันอย่างจริงใจ ราคาบ้านที่แพงถึง 150 ล้านเครดิตก็ลดเหลือ 140 ล้านเครดิตเท่านั้น
ไม่ใช่แค่นั้น แต่เพื่อนบ้านที่เป็นนักวิจัย เจียงฮุ่ยก็ไปเจรจาจนพวกเขาตกลงที่จะสร้างห้องทดลองในบ้านที่มีมาตรฐานหน่อย แน่นอนว่าการทำแบบนั้นจะต้องใช้เงินจำนวนมาก ราคาห้องวิจัย 10 ล้าน ซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคาบ้าน 150 ล้านเครดิตที่พวกเขาใช้ต่อรอง
แต่เพราะบ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านของพวกเขา เงิน 10 ล้านย่อมเป็นเงินที่นักวิจัยพวกนั้นต้องเป็นคนจ่าย!
ซูหยวนเห็นว่าการแก้ปัญหาของเจียงฮุ่ยมีประสิทธิภาพดี แถมการที่เขารู้จักคนมากก็ทำให้เรื่องต่างๆจัดการได้ง่ายขึ้น สุดท้าย...บ้านที่ครอบครัวอันเลือกก็คือบ้านราคา 140 ล้านเครดิต โดยเจียงฮุ่ยกดดันทางการให้จับตามองการสร้างห้องทดลองของเพื่อนบ้าน เพื่อให้เสร็จทันก่อนที่ครอบครัวอันจะย้ายมา นับเป็นความช่วยเหลือที่ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ
ซูหยวนขอบคุณเจียงฮุ่ยมาก เธอเก็บเขาเอาไว้ในใจ ภายภาคหน้าจะตอบแทนให้ดีแน่นอน
เพราะแบบนั้น...ก่อนที่จะมีการแข่งขันของตระกูลอี้ ครอบครัวอันก็ได้ย้ายบ้านจริงๆ แถมยังเป็นบ้านที่ดีและน่าอยู่มากๆด้วย
ตอนนี้บ้านหลังใหญ่มีห้อง 4 ห้อง พวกเขามีแค่อันซูหยวนเพียงคนเดียว และไม่ได้คิดไปไกลขนาดที่จะมีลูกเพิ่มอีก 2-3 คนในเร็ววันนี้ ดังนั้นจึงมอบห้องพักให้ลูกสาว 1 ห้อง ห้องของพวกเขา 1 ห้อง และอีก 2 ห้อง ใช้ห้องหนึ่งเป็นห้องฝึกฝนของพ่ออัน เวลานี้เขากลายเป็นนักล่าที่ใช้พลังงานแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาจึงจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งซูหยวนก็เห็นด้วยกันกับเขา
พ่ออันตอนนี้เป็นผู้ใช้พลังงาน อาวุธของเขาก็คือดาบและโล่ นอกจากนี้ยังมีวิชาจัดการพิษที่เธอมอบให้เขาฝึกฝนด้วย ดังนั้นการมีห้องส่วนตัวจะทำให้เขามีสมาธิมากขึ้นกับการฝึก อีกอย่าง...ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เธอได้ซื้อหุ่นซ้อมอินทรีย์จากสถาบันไว้หรอกหรือ?
เดิมทีซูหยวนใช้มันเพื่อการฝึกซ้อมของตนเองในฟาร์ม แต่พอมีเจ้าสุนัขปีศาจและเจ้าราชาหนูขาว เธอยังจะหาคู่ซ้อมที่ดีไม่ได้อีกหรือ? ดังนั้นหุ่นซ้อมอินทรีย์ตัวนี้ มอบให้พ่อของเธอย่อมมีประโยชน์มากกว่า
ตอนนี้ห้องทั้งหมดถูกใช้ไป 3 ห้องแล้ว เหลือห้องว่าง 1 ห้อง พ่ออันให้เก็บเอาไว้แขกเหรื่อเผื่อว่าจะมีคนมาเยี่ยมบ้านพวกเขา แต่ระหว่างนั้นก็ยังเอาไว้เป็นห้องเก็บของได้ด้วย น้ำที่ซูหยวนเก็บเอาไว้ให้พวกเขา หรือจะเป็นของเหลวสีดำที่รสชาติประหลาดพวกนั้นก็ล้วนแต่เก็บเอาไว้ในห้องนี้
ซูหยวนช่วยดูแลพวกเขาจัดการบ้านไม่กี่วันก็ต้องไปเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมการแข่งขันที่สกุลอี้ ครอบครัวอันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการย้ายบ้าน แม่อันเหลียงตื่นเต้นมากที่เธอได้กลายเป็นคนในเขตชั้นกลางเสียที
ที่ผ่านมา แม่อันทำงานอยู่ในเขตชั้นกลาง ย่อมต้องรู้ว่าสภาพอากาศของเขตชั้นนอกและเขตชั้นกลางต่างกันขนาดไหน สารพิษในร่างกายของผู้คนในเขตชั้นกลางนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก ต่อให้พวกเขาทำงานเป็นนักล่าก็ยังมีสภาพที่ดีกว่าครอบครัวของเธอ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าลูกสาวกำลังจะพาครอบครัวเข้ามาอยู่ในเขตชั้นกลาง แม่อันจึงมีความสุขมาก
ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เธอก็ยังเป็นห่วงพ่ออันที่ต้องออกไปล่าพวกกลายพันธุ์ข้างนอกนั่นทุกวันด้วย ในขณะที่เธอได้ทำงานอยู่เขตชั้นกลางอย่างดี พ่ออันกลับต้องทำงานที่เสี่ยงอันตราย แถมยังมีชีวิตพักผ่อนที่ดีไม่ได้ ลึกๆแล้ว...แม่อันรู้สึกผิดอยู่เสมอ
เห็นทั้งสองคนมีความสุขกับบ้านใหม่เช่นนี้ ซูหยวนก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว เธอกลับไปที่สถาบันหลังจากนั้นเพื่อเตรียมความพร้อม รุ่นพี่หวังนัดหมายกับเธอไว้ว่าจะเดินทางไปยังเขตรับสมัครเข้าร่วมการแข่งขันของตระกูลอี้ด้วยกัน โดยจุดนัดพบก็คือห้องทำงานของอาจารย์เติ้ง
ดังนั้นเมื่อซูหยวนมาถึงที่สถาบัน รุ่นพี่หวังก็รออยู่ก่อนแล้ว
“รุ่นน้องอัน พวกเราไปกันเถอะ วันนี้เป็นวันแรกของการรับสมัคร คนคงจะเยอะไม่น้อย ถ้าพวกเราไปช้าๆ พวกเราก็จะมีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าคนอื่น”
เพราะพื้นที่แข่งขันอยู่ในเขต D ที่ตระกูลอี้ตรึงกำลังไว้ที่นั่นสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ดังนั้นผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนจึงต้องรอไปพร้อมๆกันกับสมาชิกของตระกูลอี้ โดยแบ่งออกเป็นรอบเช้า รอบกลางวัน และรอบเย็น ซึ่งในแต่ละรอบนั้นจะพาคนไปได้ไม่เกิน 100 คนเท่านั้น หากพวกเขาไปช้า...บางทีอาจจะต้องติดตามไปรอบเย็นค่ำก็ได้
ซึ่งนอกจากจะต้องรอเป็นเวลานานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะไม่ได้ติดตามกองกำลังตระกูลอี้ หากเป็นเช่นนั้น...พวกเขาก็จะต้องดูแลความปลอดภัยของตนเอาเอง
หลายตระกูลนั้นมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้น แต่พวกเธอสองคนทำได้หรือ? แม้ว่าหวังเป่าเป้ยจะมาจากตระกูลหวังที่ยิ่งใหญ่ แต่สมาชิกตระกูลหวังส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ฝึกธนู ดังนั้นแทนที่จะต้องเสียเวลามาช่วยเหลือเธอกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ สู้พวกเขาสนับสนุนรุ่นเยาว์คนอื่นๆในตระกูลไม่ดีกว่าหรือ?
สุดท้ายแล้ว หวังเป่าเป้ยจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ในขณะที่ทุกคนจะรอไปสมัครช่วงสายหรือช่วงเย็น เธอกลับไม่สามารถพลาดช่วงเวลาสมัครในตอนเช้าไปได้
อันซูหยวนเข้าใจ เธอเตรียมพร้อมอยู่แล้วเช่นกัน การแข่งขันของตระกูลอี้เป็นรายการแข่งขันของนักธนูที่ใหญ่ที่สุด สถาบันจึงมีนักเรียนส่งไปแข่งขันจำนวนไม่น้อยเช่นกัน เธอลาเรียนวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ไม่มีอาจารย์คนไหนตำหนิเธอ
หญิงสาวสองคนเดินทางไปที่ตระกูลอี้ ด้านหน้าตระกูลอี้มีผู้คนรออยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมแข่งขันหรือสมาชิกของตระกูลอี้เอง ทำเอาบรรยากาศบริเวณนี้คึกคักไม่น้อย
“หืม? นี่คือคุณหนูหวังหรือเปล่า?”
น้ำเสียงประหลาดใจดังขึ้นจากด้านหลัง หวังเป่าเป้ยที่กำลังมองหาจุดลงทะเบียนชะงักไปเล็กน้อย ผมหางม้าของเธอสะบัดเบาๆในขณะที่มองไปยังคนพูด
“คุณคือ....”
“ฮ่าๆ เป็นคุณหนูหวังจริงๆ ฉันก็คือหยางเจาเจี้ยนจากตระกูลหยาง ครั้งที่แล้วฉันตามคะแนนเธออยู่สามแต้ม ยังเป็นคู่แข่งขันรอบแรกกันด้วย จำได้หรือเปล่า”
“...........” ซูหยวนมองดูรุ่นพี่หวังที่กำลังส่งสายตาว่างเปล่าไปให้อีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าหยางเจาเจี้ยนคนนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอ
“ฮ่าๆ คุณหนูหวังคงจะจำไม่ได้ แต่หลังจากนี้....เธอจะต้องจำฉัน หยางเจี้ยนคนนี้ได้แน่นอน!” ชายหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ เขากระทั่งตบอกของตนเองเบาๆด้วยซ้ำ
ท่าทางอวดดีแบบนั้นยิ่งทำให้หวังเป่าเป้ยรู้สึกไม่ชอบมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ในสายตาของหญิงสาว...พวกผู้ชายเหล่านี้ก็ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น ยิ่งเทียบกับอาจารย์เติ้งของเธอ...พวกเขาก็เหมือนตัวตลก
“อ้อ เธอได้ยินเรื่องนี้หรือยัง อีกไม่นาน...ครอบครัวของฉันจะไปที่ตระกูลของเธอ ทำการสู่ขออย่างเป็นทางการแล้วนะ พวกเรามีความสนใจในด้านธนูเหมือนกัน อีกหน่อยก็ช่วยกัน สนับสนุนกันฝึกฝนได้” หยางเจาเจี้ยนหัวเราะออกมาอีก ฟันหน้าที่พุ่งออกมาของเขาทำให้เวลาคุยโวโอ้อวดจะมีน้ำลายแตกฟองด้วย มองดูแล้วทำให้รู้สึกอยากหันหน้าหนี
หวังเป่าเป้ยทำความเข้าใจกับคำพูดของอีกฝ่าย อะไรคือการที่จะมา “สู่ขอ” แล้วอะไรคือ “ความสนใจเหมือนกัน” หวังเป่าเป้ยไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ทั้งยังไม่เคยตกลงยินยอมด้วย
คนแซ่หยางคนนี้ เธอก็เพิ่งเคยจะได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก แล้วเขาจะกลายมาเป็นคู่แต่งงานของเธอได้ยังไง
“อะไร? ทำหน้าแบบนั้นเหมือนกับว่าไม่เชื่อคำพูดของฉันอย่างนั้นแหละ ฮ่าๆ หรือว่าครอบครัวของเธอยังไม่ได้พูดหรือ? อ่า...ถ้าอย่างนั้น ฉันก็พูดเรื่องเซอร์ไพรส์ให้เธอแล้วน่ะสิ...คุณหนูหวัง”
“เอาเถอะ เธอจะตกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นี่น่ะ...เป็นการตกลงกันระหว่างสองตระกูลของพวกเขา ทางผู้นำตระกูลหวังเป็นคนตอบตกลงที่จะยกเธอให้พวกเรา เห็นว่าพวกเรามีความชอบในการใช้ธนูเหมือนกันก็น่าจะเข้ากันได้ดี เธอเองก็คงจะไม่ปฏิเสธหรอกใช่ไหม? ไม่สิ! ต่อให้อยากจะปฏิเสธ นั่นก็คงทำไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องของพวกผู้ใหญ่น่ะ เด็กๆอย่างเราจะทำอะไรได้”
หยางเจาเจี้ยนหัวเราะอีกครั้ง ยิ่งเขาพูดมากเท่าไร ความน่ารังเกียจก็ยิ่งแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ... นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องของหน้าตา แต่ทัศนคติของเขาก็เช่นกัน
“ฉันไม่แต่ง! เรื่องแต่งงานอะไรนั่น ไม่ได้อยู่ในความคิดของฉันตั้งแต่แรก” หวังเป่าเป้ยกัดฟันกรอด เธอรู้สึกเจ็บใจมาก ในขณะที่ผู้คนมากมายรู้เกี่ยวกับการแต่งงานของเธอ ตัวเธอเองกลับไม่รู้เสียอย่างนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะชายปากสว่างคนนี้ บางที...จนถึงวันที่พวกเขามาสู่ขออย่างเป็นทางการ เธอก็อาจจะยังไม่รู้เรื่องก็เป็นได้!
“อะไร? คุณหนูหวัง...เรื่องนี้เธอจะปฏิเสธได้ยังไง ฉันบอกแล้วว่ามันเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ใหญ่...”
“ฉันไม่แต่ง! ไม่ว่ายังไงก็จะไม่มีการแต่งงานระหว่างฉันกับนาย!” หวังเป่าเป้ยตะคอกเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ปกติแล้วเธอจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองอย่างดี ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธจัดจริงๆ
“เหอะ! คุณหนูหวัง...เธอคิดว่าตัวเองจะมีสิทธิในการปฏิเสธหรอ? อย่าคิดว่าครอบครัวหยางของฉันเป็นแค่ครอบครัวเล็กๆที่เพิ่งได้เข้ามาอยู่เขตชั้นในไม่กี่สิบปีแล้วจะดูถูกได้ พ่อของฉันทำความดีความชอบมาก แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นคนที่กองทัพให้ความสำคัญ เงินสินสอดที่เตรียมจะเอาไปสู่ขอก็มากมายจนผู้นำตระกูลหวังของเธอตาลุกวาว แล้วแบบนี้...เธอยังคิดจะเอาอะไรมาปฏิเสธได้อีก!”
“แทนที่เธอจะขอบคุณที่ฉันเลือกเธอ กลับมาปฏิเสธงั้นหรือ? ในวันนั้น...เพราะเห็นว่าเธอเก่งกาจในการใช้ธนูเหมือนกัน แทนที่จะแต่งกับคุณหนูหวังคนอื่นๆ ฉันกลับเลือกเธอโดยเฉพาะ แต่เธอตอบแทนฉันยังไง? เห็นฉันเรียกว่าคุณหนูหวัง ก็คิดว่าตัวเองมีอำนาจขนาดนั้น?”
“แน่จริงก็ไปพูดกับผู้นำตระกูลหวังที่แท้จริงเลยสิ! บอกให้พวกเขาเอาเงินสนับสนุนที่ครอบครัวของฉันมอบให้คืนมา ถึงเวลานั้นแล้วค่อยมาพูดว่าจะไม่แต่งงาน!”
หยางเจาเจี้ยนรู้สึกขายหน้ามาก หลังจากที่เขาพยายามพูดดีกับอีกฝ่าย แต่ถูกหวังเป่าเป้ยปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนั้น คำพูดของเขาก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์เช่นกัน!
ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมา กลายเป็นว่าตระกูลหวังรับเงินของพวกเขามาแล้ว แถมเงินนั่น...หวังเป่าเป้ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครอบครัวของเธอได้รับมันมาหรือเปล่า คาดว่า...คงเป็นตระกูลใหญ่หวังที่รับพวกมันไปโดยไม่บอกพวกเธอนั่นแหละ!
พวกเขามีสิทธิอะไร!!
ตอนที่เธอฝึกดาบแล้วไม่อาจทำผลงานได้ พวกเขาไม่สนับสนุนหรือช่วยเหลือเธอเลย เพียงบอกให้เธอเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นนักล่า บอกว่ามันสิ้นเปลืองทรัพยากรไปเปล่าๆ เหอะ! แล้วตอนนี้อะไร? ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขาหรือ? แล้วทำไม....ทำไมเวลานี้ พวกเขาต้องมาวุ่นวายกับเธอด้วย!!
“ฉันไม่รู้เรื่องพวกนั้น เงินนั่นก็ไม่ใช่ฉันที่เอาไป ถ้าต้องการเงินคืน ก็ให้ครอบครัวของนายไปเอาคืนมาเอง ฉันไม่แต่ง! ถ้าจะให้ฉันแต่ง ฉันก็ขอตายยังจะดีกว่า!!” หวังเป่าเป้ยพูดด้วยความโกรธ น้ำตาของเธอคลอหน่วยอยู่ที่ดวงตาเรียว ความโกรธ ความอึดอัด ความน้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งหมดรวมกันอยู่ที่นี่แล้ว!
หยางเจาเจี้ยนไม่คิดเลยว่าหวังเป่าเป้ยจะพูดแรงแบบนั้น แถมยังปฏิเสธเด็ดขาดไม่ไว้หน้าเขาอีกด้วย ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชาย ทั้งยังไม่เคยคิดว่าจะโดนกระทำแบบนี้ เขาจะไม่โกรธได้ยังไง!
“เธอ!! กล้าพูดแบบนี้กับฉันงั้นหรอ อยากตายรึไง ห๊า!!” เขาไม่พูดเปล่า แต่ยังยกมือขึ้นสูง เตรียมจะตบที่ใบหน้าของหวังเป่าเป้ยด้วย
ปึก!!
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะลงมือสำเร็จ คันธนูสีดำด้ามหนึ่งก็มาขวางเอาไว้ มือของหยางเจาเจี้ยนฟาดมาที่ธนูเต็มแรงจนเกิดแรงสะท้อนกลับ เห็นได้ชัดว่าถ้าโดนใบหน้าของรุ่นพี่หวัง คงจะทำให้เธอเจ็บไม่น้อย
“เป็นนักธนูเหมือนกัน แต่กลับใช้วิธีแบบนี้ในการตัดสินงั้นหรอ? รุ่นพี่หวังของฉันไม่ใช่คนพูดเก่ง เธอทำได้แค่ปฏิเสธโดยตรงเท่านั้น อาจจะดูไร้น้ำใจไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้รับความยุติธรรมจากเรื่องนี้จริงๆ”
“รุ่นพี่หวังบอกแล้วว่าเธอไม่รู้เรื่องมาก่อน มีแค่คุณที่รู้เรื่องนี้ ยังไม่ทันได้หายตกใจ คุณก็บังคับกันขนาดนี้แล้ว คิดว่าผู้หญิงเจอผู้ชายแบบคุณแล้วจะยังอยากแต่งงานด้วยอีกไหม? คนอารมณ์ร้อนแบบนี้...ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่อยากแต่งเหมือนกัน” ซูหยวนก้าวออกมาข้างหน้า เธอฟังมามากแล้ว คิดไม่ถึงว่าในโลกที่พังทลายแบบนี้ การคลุมถุงชนก็ยังอยู่อีก
“รุ่นพี่ของฉันพูดไม่เก่ง อธิบายไม่เป็น แต่เธอมีอย่างเดียวที่ทำให้มั่นใจได้ ในเมื่อคุณบอกว่าตัวเองก็เป็นผู้ฝึกธนูเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น...ทำไมพวกเราไม่มาพูดกันด้วยฝีมือยิงธนูล่ะคะ”
“คุณคงไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้หญิงที่เก่งกว่าคุณ แล้วในอนาคต...ก็หวังจะให้รุ่นพี่ของฉันสอนทักษะวิชาธนูให้กับคุณหรอกใช่ไหม?” ซูหยวนเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย
ผู้คนรอบๆที่มองดูสถานการณ์ เมื่อได้ยินคำของซูหยวนต่างก็มองไปที่ชายหนุ่มหยางด้วยสายตาดูแคลนทันที
………………………………..