เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่ 42 ความลับของตึกหมื่นเทพ



               ในช่วงท้ายของการประชุมนั้นได้คุยเรืองทั่วไปเป็นส่วนใหญ่

             “ท่านหัวหน้าตึก และท่านผู้อาวุโสทุกท่านไม่ทราบได้ยินเรื่องการประลองย่อยที่ผ่านมานั้นหรือไม่”  มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมา  


        “อืมนั่นสิ  ฟังว่ามีศิษย์ของตึกเราคนหนึ่งรู้สึกจะมีนามว่าเล้งปวย  ขึ้นไปประลองด้วยนะ”  มีคนเสริมขึ้น
        “อ้อ เล้งปวยผู้นั้น   อา!!  เราเองที่มัวแต่วุ่นวายกลับลืมมันไปสนิทเลย”  หัวหน้าตึกพลันอุทานดั่งพึ่งจะนึกขึ้นได้
      “ท่านหัวหน้าตึกท่านว่าแปลกหรือไม่   มันที่มีสถานะอันสับสน  จากการสอบวัดค่าพรสวรรค์ที่เป็นศูนย์จนคนทั้งหลายเรียกมันว่าว่าศิษย์ขยะ   แต่เชื่อไหมว่ามันสามารถเอาชนะรุ่นพี่ต่างๆได้ถึง 8 คนรวดเลย    ที่น่าตกใจที่สุดที่คนเล่าลือกันคือมันเอาชนะ ศิษย์สายนอกอันดับสองอย่าง กวนสง ด้วยกระบวนท่าเดียว”
      “ฮ้า!!!   กระบวนท่าเดียว”  เสียงอุทานที่แทบจะเกิดขึ้นพร้อมกัน  แล้วก็เงียบลงคล้ายทุกคนตกอยู่ในภวังค์  “ถ้ามันไม่ได้โกง  แสดงว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว”  เป็นเสียงที่ดังขึ้นมาหลังจากที่เงียบกันไปสักพัก  และในตอนนี้ในหัวของผู้อาวุโสที่เข้าประชุม  ก็มีแต่คิดเกี่ยวกับเล้งปวยแทบทุกคน
       “ข้ากลับลืมมันไป  ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจจะดูแลมันเป็นพิเศษแท้ๆเลย”  สายตาที่เหม่อลายของไป๋เทียนหยู แสดงแววเสียใจออกมาไม่น้อย
       “เช่นนั้นวันนี้เอาแค่นี้ก่อนวันหลังจึงค่อยประชุมต่อ  ผู้อาวุโสเป่ยช่วยตามเล้งปวยมาพบข้าด้วย”
       ผู้อาวุโสเป่ยลี้ได้ตามไปพบเล้งปวยที่ลานฝึกด้านหลัง ชึ่งขณะนั้นเขากำลังฝึกฝนการใช้พลังดัชนีอยู่ ที่ลานหินด้านหลังพอดี  เบี้องหน้าของเขาระยะสองสามวามีหินศิลาขนาดใหญ่ก้อนละห้าหกพันชั่งอยู่สี่ห้าก้อนเพื่อให้ศิษย์ได้ประลองพลังดัชนี 
        ขณะที่เขากำลังจะพุ่งพลังดัชนีออกไปนั้นเขาพลันเห็นท่านอาจารย์เป่ยลี้ตรงมาหาเขาพอดีจึงได้รั้งพลังเอาไว้     “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์เป่ยมีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ”   เขามองไปยังอาจารย์เป่ยลี้          “เล้งปวยท่านหัวหน้าตึกเรียกหาเจ้าแนะ”
           “ขอรับ  เดียวชำระร่างกายเสร็จแล้วศิษย์จะตามไปขอรับ”     พูดเสร็จสิ้นมันพลันแผ่พุ่งพลังดัชนีไปยังก้อนหินศิลาอันแข็งแกร่งพิเศษ นั้นคล้ายไม่ตั้งใจนักแล้วก็รีบจากไปโดยไม่ได้เหลียวกลับไปดูเลย               ฟุบๆๆๆๆ  เสียงเบาๆพลันดังขึ้นมา  โดยมิได้มีสิ่งใดตามมา  
        “หือไหนลือกันว่าเก่งนักเก่งหนา  ไฉนถึงไม่มีหินแตกเลยแม้แต่ก้อนเดียวหละ   หรือเขาจะรีบจนเกินไปจึงไม่ได้ใส่พลังเข้าไป”  อาจารย์เป่ยลี้มีท่าสงสัยอย่างยิ่ง
          เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนด้วย  พลางลูบไปที่ก้อนหินเบาๆ  แต่เขาก็ต้องตะลึงตาค้างเมื่อปรากฏว่า หินศิลาก้อนนั้นพลันยุบสลายกลายเป็นขี้เถ้าไป  และอีก 4 ก้อนที่เหลือต่างเป็นเช่นเดียวกัน  
          เมื่ออาจารย์เป่ยลี้ได้เล่าให้หัวหน้าตึกฟัง  อีกฝ่ายก็ถึงกับอุทานออกมา 
          “อา!   ด้วยวัยเท่านี้มันกลับสามารถควบคุมพลังปราณได้อย่างลึกล้ำ จนบังคับให้หินศิลาที่ถูกปนละเอียดนั้นคงสภาพได้ชั่วคราวได้  ในภายภาคหน้าของมันย่อมไม่ต้องพูดถึงแล้ว”  มันพูดด้วยนัยตาที่มีแววเชื่อมั่นอย่างยิ่ง
       จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาปลุกเขาๆจึงเรียกให้เข้ามา  
    พอประตูเปิดออก ผู้ที่ก้าวเข้าคือหนุ่มน้อยผู้นั้น ผู้ที่มีแววตาเหนือคนอื่นใดผู้นั้นนั่นเอง  แต่ในยามนี้ไป๋เทียนหยู กลับคิดว่าเขาแทบไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมนั่นอีกแล้ว
    “อะไรจะเปลี่ยนเขาได้ขนาดนี้ภายในเวลาแทบไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ”  เขานิ่งคิดคำนึง     ตามที่เขาเห็น  นอกจากการเติบโตทางกายภาพตามปกติธรรมดาแล้ว  ที่สำคัญคือแววตาอันลึกล้ำนั้นยิ่งคมลึกมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า     “เป็นจิตวิญญาณที่กระทั่งเราเองยังต้องระย่นย่อต่อมันเลย  อย่างนี้ใครว่ามันเป็นสัตว์ประหลาด  นี่มันยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดไปไกลแล้ว”  เมื่อเห็นดังนั้นอาการของมันยิ่งเหมือนไก่ที่เพิ่งชนแพ้มาหมาดๆอะไรอย่างนั้น
    “ท่านอาจารย์หัวหน้าตึกศิษย์เล้งปวย  ขอคารวะ  ท่านใช่เรียกหาศิษย์หรือไม่”  
    “เล้งปวย ไม่ต้องมากมารยาท  นั่งลงคุยกันแบบธรรมดาก็ได้”  เล้งปวยให้รู้สึกแปลกใจที่เห็นเขามีท่าทีที่เปลี่ยนไปมากมาย
    “ไม่ทราบท่านอาจารย์หัวหน้าตึกมีอันใดให้ศิษย์ได้รับใช้เชิญบอกมาได้เลย”  มันกล่าวอย่างราบเรียบ
    “เกือบหกเดือนมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเล้งปวย”
    “ศิษย์สบายดีขอรับท่านอาจารย์”
    “การฝึกฝนของเจ้าหละเป็นอย่างไรบ้าง”
    “เป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาให้ศิษย์ได้มาอยู่ในที่ที่มีพลังปราณแห่งธรรมชาติอันเข้มข้นจนสามารถทำให้การฝึกฝนเป็นไปด้วยดี  ประกอบกับการที่ศิษย์ได้กราบเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ตู้ก่ายผู้ที่ดูแลสวนเลยทำให้ก้าวหน้าได้มากขอรับ”
        “มันกราบชายชราที่ไม่มีวรยุทธเป็นอาจารย์  ซ้ำยังก้าวหน้าได้ขนาดนี้ เหอะๆ” มันคิดและรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกขึ้นมาไม่น้อยเลย
       “เล้งปวยเราถามเจ้า เจ้าใช่เคยตรวจวัดด้วยศิลาวัดระดับมาก่อนหรือไม่”
    “เคยขอรับ ซึ่งผลก็ตรงกันทุกครั้ง  ต่างกันก็ที่การแปลผลเท่านั้น”  ถึงตรงนี้อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้าคลายตัวโง่งม ลอบระบายลมหายใจออกมา
      “สวรรค์  แท้ๆ”อีกฝ่ายที่ได้ยินอุทานออกมา  “เช่นนี้เป็นว่ามันคืออัจฉริยะที่ยิ่งกว่าเทพอัจฉริยะนั่นแล้ว”
    ไป๋เทียนหยูพลันยิ้มออกมา กล่าวต่อ  “เล้งปวย ข้าต้องขอโทษต่อเจ้าที่ไม่เอาไหนดเมินเฉยต่ออัจฉริยะเช่นเจ้าตลอดมา  ข้าสัญญาว่าข้าจะชดเชยให้เจ้าจากนี้ไป”
    “ข้าขอขอบคุณท่านท่านอาจารย์ที่เมตตา” มันยังกล่าวราบเรียบเช่นเดิม
    “เราขอถามเจ้าตอนนี้ใช่พลังวรยุทธของเจ้าอยู่ระดับ 5 ของขั้นแก่นแท้จริงหรือ”  มันถามอย่างคาดคั้นต่อเขา
    “นี่…เรียนท่านอาจารย์หัวหน้าตึกเรื่องนี้โปรดช่วยข้าเก็บเป็นความลับได้หรือไม่”เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงกล่าวต่อ      “กายของข้านั้นมีลักษณะเฉพาะที่คนทั่วไปจะตรวจพบแค่ครึ่งหนึ่งของระดับพลังที่แท้จริงของข้าเสมอ  ตอนนี้พลังของข้าอยู่ที่ระดับ 10 ของขั้นแก่นแท้ลมปราณแล้ว”  
        อีกฝ่ายที่ฟังย่อมตะลึงเป็นที่สุดแล้ว  “ดีเฒ่าต้วนในเมื่อเจ้าเคยบอกอยากให้ข้ารับเล้งปวยเป็นศิษย์สายตรง  ข้าก็จะให้มันเป็นศิษย์สายตรงของตึกหมื่นเทพตามที่เจ้าพูด  และจะให้เจ้าได้เห็นฤทธิ์เดชของมัน”   หัวหน้าตึกคิดย้อนกลับไปในใจ
     “เล้งปวย จากนี้ไปเจ้าคือศิษย์สายตรงของตรงของตึกหมื่นเทพ”
    “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ส่งเสริม   เอ่อ…ท่านอาจารย์  ศิษย์พอจะถามอะไรได้หรือไม่ ”
    “เจ้าว่ามา”
    “ข้าเคยได้ยินมาว่าหลายปีก่อนย้อนกลับไปตึกหมื่นเทพคือตึกที่ครองอันดับหนึ่งมาตลอดแล้วไฉนจึงกลายเป็นเช่นทุกวันนี้ขอรับ ”
    “โอ!!  ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผย   แต่หากเจ้าอยากรู้จริงๆ  ได้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง  แต่เจ้าต้องไม่แพร่งพรายออกไป  ”“ศิษย์รับทราบ”
         แล้วมันจึงได้เล่าให้เขาฟังอย่างละเอียด  ที่แท้เมื่อย้อนหลังไปสิบปีก่อนนี้ ตึกหมื่นเทพแทบจะกลายเป็นตัวตนอันแท้จริงของสำนักหมื่นบรรพตเลยก็ว่าได้        จนกระทั่งตกมาถึงหัวหน้าตึกคนก่อนที่ชื่อ ลู่ซิงเทียน ได้พาศิษย์สายตรงออกไปฝึกฝนจนศิษย์ผู้นั้นตายอย่างผิดปกติวิสัย  ทางสำนักจึงมีมติลงโทษไม่ให้ทางตึกได้เลือกศิษย์สายตรงต่อมาเป็นเวลา 5 ปี จึงเสมือนได้ผลักทางตึกให้ตกไปสู่แดนสนธยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และต่อมาลู่ซิงเทียน อดีตหัวหน้าตึกก็ได้สาบสูญไป  กระทั่งบัดนี้ยังไร้ร่องรอยเรื่อยมา
         เล้งปวยนั้นคล้ายดั่งสนใจต่อเรื่องราวท่ีอีกฝ่ายเล่าให้ฟังอย่างยิ่ง  เมื่อฟังจบลงเขาย้อนถามขึ้นว่า
    “ท่านอาจารย์ ภาพที่ติดอยู่ในลำดับก่อนหน้าภาพของท่านนั้นใช่ท่านอาจารย์แซ่ลู่หรือไม่ขอรับ”  เขามองไปยังภาพบุคคลต่างๆที่ปรากฏอยู่ในห้องโถง
    “ใช่นั่นเป็นอดีตหัวหน้าตึกแซ่ลู่จริงๆ”  
    “ท่านผู้อาวุโสพอจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการตายของศิษย์พี่สายตรงคนนั้นและการสาบสูญของท่านผู้อาวุโสแซ่ลู่เพิ่มเติมบ้างหรือเปล่า”
    “เรื่องนั้นแทบไม่มีใครทราบเลยกระทั่งเราที่เป็นรองหัวหน้าตึกในช่วงเวลานั้นเพียงทราบว่าหัวหน้าแซ่ลู่ กับตงเฉินผู้ศิษย์มักเข้าไปอยู่ตึกกลางหุบเขา และในป่าต้องห้ามด้านหลัง  ซึ่งตอนนั้นเฒ่าตู้ก่ายก็ยังไม่ได้มาอยู่ที่กระท่อมนั่น  จึงเพียงทราบจากหัวหน้าแซ่ลู่ทีบาดเจ็บกลับมาเล่าให้ฟังเท่านั้น”




    …


      

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน