ในช่วงท้ายของการประชุมนั้นได้คุยเรืองทั่วไปเป็นส่วนใหญ่
“ท่านหัวหน้าตึก และท่านผู้อาวุโสทุกท่านไม่ทราบได้ยินเรื่องการประลองย่อยที่ผ่านมานั้นหรือไม่” มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“อืมนั่นสิ ฟังว่ามีศิษย์ของตึกเราคนหนึ่งรู้สึกจะมีนามว่าเล้งปวย ขึ้นไปประลองด้วยนะ” มีคนเสริมขึ้น
“อ้อ เล้งปวยผู้นั้น อา!! เราเองที่มัวแต่วุ่นวายกลับลืมมันไปสนิทเลย” หัวหน้าตึกพลันอุทานดั่งพึ่งจะนึกขึ้นได้
“ท่านหัวหน้าตึกท่านว่าแปลกหรือไม่ มันที่มีสถานะอันสับสน จากการสอบวัดค่าพรสวรรค์ที่เป็นศูนย์จนคนทั้งหลายเรียกมันว่าว่าศิษย์ขยะ แต่เชื่อไหมว่ามันสามารถเอาชนะรุ่นพี่ต่างๆได้ถึง 8 คนรวดเลย ที่น่าตกใจที่สุดที่คนเล่าลือกันคือมันเอาชนะ ศิษย์สายนอกอันดับสองอย่าง กวนสง ด้วยกระบวนท่าเดียว”
“ฮ้า!!! กระบวนท่าเดียว” เสียงอุทานที่แทบจะเกิดขึ้นพร้อมกัน แล้วก็เงียบลงคล้ายทุกคนตกอยู่ในภวังค์ “ถ้ามันไม่ได้โกง แสดงว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว” เป็นเสียงที่ดังขึ้นมาหลังจากที่เงียบกันไปสักพัก และในตอนนี้ในหัวของผู้อาวุโสที่เข้าประชุม ก็มีแต่คิดเกี่ยวกับเล้งปวยแทบทุกคน
“ข้ากลับลืมมันไป ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจจะดูแลมันเป็นพิเศษแท้ๆเลย” สายตาที่เหม่อลายของไป๋เทียนหยู แสดงแววเสียใจออกมาไม่น้อย
“เช่นนั้นวันนี้เอาแค่นี้ก่อนวันหลังจึงค่อยประชุมต่อ ผู้อาวุโสเป่ยช่วยตามเล้งปวยมาพบข้าด้วย”
ผู้อาวุโสเป่ยลี้ได้ตามไปพบเล้งปวยที่ลานฝึกด้านหลัง ชึ่งขณะนั้นเขากำลังฝึกฝนการใช้พลังดัชนีอยู่ ที่ลานหินด้านหลังพอดี เบี้องหน้าของเขาระยะสองสามวามีหินศิลาขนาดใหญ่ก้อนละห้าหกพันชั่งอยู่สี่ห้าก้อนเพื่อให้ศิษย์ได้ประลองพลังดัชนี
ขณะที่เขากำลังจะพุ่งพลังดัชนีออกไปนั้นเขาพลันเห็นท่านอาจารย์เป่ยลี้ตรงมาหาเขาพอดีจึงได้รั้งพลังเอาไว้ “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์เป่ยมีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ” เขามองไปยังอาจารย์เป่ยลี้ “เล้งปวยท่านหัวหน้าตึกเรียกหาเจ้าแนะ”
“ขอรับ เดียวชำระร่างกายเสร็จแล้วศิษย์จะตามไปขอรับ” พูดเสร็จสิ้นมันพลันแผ่พุ่งพลังดัชนีไปยังก้อนหินศิลาอันแข็งแกร่งพิเศษ นั้นคล้ายไม่ตั้งใจนักแล้วก็รีบจากไปโดยไม่ได้เหลียวกลับไปดูเลย ฟุบๆๆๆๆ เสียงเบาๆพลันดังขึ้นมา โดยมิได้มีสิ่งใดตามมา
“หือไหนลือกันว่าเก่งนักเก่งหนา ไฉนถึงไม่มีหินแตกเลยแม้แต่ก้อนเดียวหละ หรือเขาจะรีบจนเกินไปจึงไม่ได้ใส่พลังเข้าไป” อาจารย์เป่ยลี้มีท่าสงสัยอย่างยิ่ง
เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนด้วย พลางลูบไปที่ก้อนหินเบาๆ แต่เขาก็ต้องตะลึงตาค้างเมื่อปรากฏว่า หินศิลาก้อนนั้นพลันยุบสลายกลายเป็นขี้เถ้าไป และอีก 4 ก้อนที่เหลือต่างเป็นเช่นเดียวกัน
เมื่ออาจารย์เป่ยลี้ได้เล่าให้หัวหน้าตึกฟัง อีกฝ่ายก็ถึงกับอุทานออกมา
“อา! ด้วยวัยเท่านี้มันกลับสามารถควบคุมพลังปราณได้อย่างลึกล้ำ จนบังคับให้หินศิลาที่ถูกปนละเอียดนั้นคงสภาพได้ชั่วคราวได้ ในภายภาคหน้าของมันย่อมไม่ต้องพูดถึงแล้ว” มันพูดด้วยนัยตาที่มีแววเชื่อมั่นอย่างยิ่ง
จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาปลุกเขาๆจึงเรียกให้เข้ามา
พอประตูเปิดออก ผู้ที่ก้าวเข้าคือหนุ่มน้อยผู้นั้น ผู้ที่มีแววตาเหนือคนอื่นใดผู้นั้นนั่นเอง แต่ในยามนี้ไป๋เทียนหยู กลับคิดว่าเขาแทบไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมนั่นอีกแล้ว
“อะไรจะเปลี่ยนเขาได้ขนาดนี้ภายในเวลาแทบไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ” เขานิ่งคิดคำนึง ตามที่เขาเห็น นอกจากการเติบโตทางกายภาพตามปกติธรรมดาแล้ว ที่สำคัญคือแววตาอันลึกล้ำนั้นยิ่งคมลึกมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า “เป็นจิตวิญญาณที่กระทั่งเราเองยังต้องระย่นย่อต่อมันเลย อย่างนี้ใครว่ามันเป็นสัตว์ประหลาด นี่มันยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดไปไกลแล้ว” เมื่อเห็นดังนั้นอาการของมันยิ่งเหมือนไก่ที่เพิ่งชนแพ้มาหมาดๆอะไรอย่างนั้น
“ท่านอาจารย์หัวหน้าตึกศิษย์เล้งปวย ขอคารวะ ท่านใช่เรียกหาศิษย์หรือไม่”
“เล้งปวย ไม่ต้องมากมารยาท นั่งลงคุยกันแบบธรรมดาก็ได้” เล้งปวยให้รู้สึกแปลกใจที่เห็นเขามีท่าทีที่เปลี่ยนไปมากมาย
“ไม่ทราบท่านอาจารย์หัวหน้าตึกมีอันใดให้ศิษย์ได้รับใช้เชิญบอกมาได้เลย” มันกล่าวอย่างราบเรียบ
“เกือบหกเดือนมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเล้งปวย”
“ศิษย์สบายดีขอรับท่านอาจารย์”
“การฝึกฝนของเจ้าหละเป็นอย่างไรบ้าง”
“เป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาให้ศิษย์ได้มาอยู่ในที่ที่มีพลังปราณแห่งธรรมชาติอันเข้มข้นจนสามารถทำให้การฝึกฝนเป็นไปด้วยดี ประกอบกับการที่ศิษย์ได้กราบเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ตู้ก่ายผู้ที่ดูแลสวนเลยทำให้ก้าวหน้าได้มากขอรับ”
“มันกราบชายชราที่ไม่มีวรยุทธเป็นอาจารย์ ซ้ำยังก้าวหน้าได้ขนาดนี้ เหอะๆ” มันคิดและรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกขึ้นมาไม่น้อยเลย
“เล้งปวยเราถามเจ้า เจ้าใช่เคยตรวจวัดด้วยศิลาวัดระดับมาก่อนหรือไม่”
“เคยขอรับ ซึ่งผลก็ตรงกันทุกครั้ง ต่างกันก็ที่การแปลผลเท่านั้น” ถึงตรงนี้อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้าคลายตัวโง่งม ลอบระบายลมหายใจออกมา
“สวรรค์ แท้ๆ”อีกฝ่ายที่ได้ยินอุทานออกมา “เช่นนี้เป็นว่ามันคืออัจฉริยะที่ยิ่งกว่าเทพอัจฉริยะนั่นแล้ว”
ไป๋เทียนหยูพลันยิ้มออกมา กล่าวต่อ “เล้งปวย ข้าต้องขอโทษต่อเจ้าที่ไม่เอาไหนดเมินเฉยต่ออัจฉริยะเช่นเจ้าตลอดมา ข้าสัญญาว่าข้าจะชดเชยให้เจ้าจากนี้ไป”
“ข้าขอขอบคุณท่านท่านอาจารย์ที่เมตตา” มันยังกล่าวราบเรียบเช่นเดิม
“เราขอถามเจ้าตอนนี้ใช่พลังวรยุทธของเจ้าอยู่ระดับ 5 ของขั้นแก่นแท้จริงหรือ” มันถามอย่างคาดคั้นต่อเขา
“นี่…เรียนท่านอาจารย์หัวหน้าตึกเรื่องนี้โปรดช่วยข้าเก็บเป็นความลับได้หรือไม่”เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงกล่าวต่อ “กายของข้านั้นมีลักษณะเฉพาะที่คนทั่วไปจะตรวจพบแค่ครึ่งหนึ่งของระดับพลังที่แท้จริงของข้าเสมอ ตอนนี้พลังของข้าอยู่ที่ระดับ 10 ของขั้นแก่นแท้ลมปราณแล้ว”
อีกฝ่ายที่ฟังย่อมตะลึงเป็นที่สุดแล้ว “ดีเฒ่าต้วนในเมื่อเจ้าเคยบอกอยากให้ข้ารับเล้งปวยเป็นศิษย์สายตรง ข้าก็จะให้มันเป็นศิษย์สายตรงของตึกหมื่นเทพตามที่เจ้าพูด และจะให้เจ้าได้เห็นฤทธิ์เดชของมัน” หัวหน้าตึกคิดย้อนกลับไปในใจ
“เล้งปวย จากนี้ไปเจ้าคือศิษย์สายตรงของตรงของตึกหมื่นเทพ”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ส่งเสริม เอ่อ…ท่านอาจารย์ ศิษย์พอจะถามอะไรได้หรือไม่ ”
“เจ้าว่ามา”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าหลายปีก่อนย้อนกลับไปตึกหมื่นเทพคือตึกที่ครองอันดับหนึ่งมาตลอดแล้วไฉนจึงกลายเป็นเช่นทุกวันนี้ขอรับ ”
“โอ!! ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผย แต่หากเจ้าอยากรู้จริงๆ ได้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง แต่เจ้าต้องไม่แพร่งพรายออกไป ”“ศิษย์รับทราบ”
แล้วมันจึงได้เล่าให้เขาฟังอย่างละเอียด ที่แท้เมื่อย้อนหลังไปสิบปีก่อนนี้ ตึกหมื่นเทพแทบจะกลายเป็นตัวตนอันแท้จริงของสำนักหมื่นบรรพตเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งตกมาถึงหัวหน้าตึกคนก่อนที่ชื่อ ลู่ซิงเทียน ได้พาศิษย์สายตรงออกไปฝึกฝนจนศิษย์ผู้นั้นตายอย่างผิดปกติวิสัย ทางสำนักจึงมีมติลงโทษไม่ให้ทางตึกได้เลือกศิษย์สายตรงต่อมาเป็นเวลา 5 ปี จึงเสมือนได้ผลักทางตึกให้ตกไปสู่แดนสนธยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และต่อมาลู่ซิงเทียน อดีตหัวหน้าตึกก็ได้สาบสูญไป กระทั่งบัดนี้ยังไร้ร่องรอยเรื่อยมา
เล้งปวยนั้นคล้ายดั่งสนใจต่อเรื่องราวท่ีอีกฝ่ายเล่าให้ฟังอย่างยิ่ง เมื่อฟังจบลงเขาย้อนถามขึ้นว่า
“ท่านอาจารย์ ภาพที่ติดอยู่ในลำดับก่อนหน้าภาพของท่านนั้นใช่ท่านอาจารย์แซ่ลู่หรือไม่ขอรับ” เขามองไปยังภาพบุคคลต่างๆที่ปรากฏอยู่ในห้องโถง
“ใช่นั่นเป็นอดีตหัวหน้าตึกแซ่ลู่จริงๆ”
“ท่านผู้อาวุโสพอจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการตายของศิษย์พี่สายตรงคนนั้นและการสาบสูญของท่านผู้อาวุโสแซ่ลู่เพิ่มเติมบ้างหรือเปล่า”
“เรื่องนั้นแทบไม่มีใครทราบเลยกระทั่งเราที่เป็นรองหัวหน้าตึกในช่วงเวลานั้นเพียงทราบว่าหัวหน้าแซ่ลู่ กับตงเฉินผู้ศิษย์มักเข้าไปอยู่ตึกกลางหุบเขา และในป่าต้องห้ามด้านหลัง ซึ่งตอนนั้นเฒ่าตู้ก่ายก็ยังไม่ได้มาอยู่ที่กระท่อมนั่น จึงเพียงทราบจากหัวหน้าแซ่ลู่ทีบาดเจ็บกลับมาเล่าให้ฟังเท่านั้น”
…