เบื้องหน้าบททดสอบโอสถ โต๊ะพร้อมเตาวางเรียงเป็นแถวตอนแปดแถว สมุนไพรวางอยู่ข้างโต๊ะ ตำราหนึ่งเล่มวางไว้ตรงกลาง เด็กที่เริ่มทดสอบแล้วสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง พยายามควบคุมลมปราณเพื่อหลอมโอสถจากตำราที่เพิ่งอ่านเป็นครั้งแรก เด็กคนหนึ่งจุดไฟใต้หม้อ มือสั่นเล็กน้อย เปลวไฟในเตากระพริบตามจังหวะหายใจ ดับ ลุก ดับ ลุก สมุนไพรในนั้นเริ่มไหม้เกรียมที่ขอบ
สำหรับเด็กในตระกูลที่ชำนาญด้านโอสถอยู่แล้ว สนามนี้กลับไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
หลินเย่เก็บบททดสอบนี้ไว้ทีหลัง ความเข้าใจด้านการหลอมโอสถไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หากการทำความเข้าใจวรยุทธ์ในบททดสอบก่อนหน้าต่างหากที่อาจกินเวลามากกว่า เขาชั่งน้ำหนักดูแล้วจึงตัดสินใจเช่นนั้น
ผู้คุมสอบยืนอยู่ใจกลางสนาม ประกาศเสียงดัง
"เวลาบททดสอบด่านแรกจะสิ้นสุดในอีกหนึ่งก้านธูปหลังจากนี้"
เด็กในสนามเริ่มลุกลี้ลุกลน บ้างยังอ่านทำความเข้าใจไม่หมด บ้างยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มขั้นตอนใดในการหลอม
หลินเย่เดินเข้าไปยังโต๊ะที่กำลังว่าง แถวสอง โต๊ะที่สี่ หนึ่งก้านธูปยังพอมีเวลา
ร่างของเขากลับถูกรั้งเอาไว้ แขนหนึ่งที่มีน้ำหนักพอสมควรกระทบลงบนไหล่ขวา ไม่ต้องออกแรงมากก็ตรึงฝีเท้าได้สนิท
เขาแหงนหน้าขึ้น ร่างกำยำ เส้นผมร่วงโรยหมดศีรษะจนหนังหัวสะท้อนแสง สีหน้าบึ้งตึง ไม่เอ่ยวาจาสักคำ แขนที่จับไหล่นั้นหนักพอจะบอกว่าเรี่ยวแรงเหนือกว่ากันมาก บาดแผลเก่าที่เป็นรอยปะทะเห็นชัดตามแขนและลำคอ
แรงกดที่แผ่มาราวมีดนับร้อยเล่มทิ่มแทงเข้ามาพร้อมกัน
เบื้องหลังไหล่ใหญ่นั้นมีสตรีร่างเล็กนั่งอยู่บนบ่าของเขา ปากมุมยกขึ้นเล็กน้อย เสียงรัวราวหยดน้ำกระทบกระดาษหนังสือเก่า ดวงตาสีแดงคู่นั้นไม่ได้มองมา มันเจาะมา ราวกับเข็มสองเล่มถูกปล่อยให้ลอยเข้าในน้ำ แล้วจมลงไปในผิวหนังโดยไม่มีปลายทาง
ที่น่าแปลกใจคืออาภรณ์ที่ทั้งสองสวมใส่ไม่ใช่ของสิบตระกูลใหญ่ เป็นชุดสีดำอมเทา มีเชือกสีแดงผูกกลางเอวเส้นเดียว
เสียงซุบซิบจากอัฒจันทร์ด้านข้างแทรกเข้ามาตามลม เบาพอที่หูจะจับได้เป็นคำ
"...ศิษย์สายตรงจากสำนักดาราร่วงโรย..."
ชื่อนั้นไม่คุ้นหู เสียงซุบซิบที่ตามมากลับบอกทุกอย่าง ผู้ชมที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลันเงียบลงเป็นหย่อมๆ ตามทิศที่สตรีร่างเล็กกวาดผ่าน ทางฝั่งตระกูลหลิน หลินตงวางมือบนดาบที่เอว นิ้วโป้งกดลงบนฝักจนข้อนิ้วขาว ไม่มีใครได้ยินเสียงกระซิบจากปากเขา มีเพียงลมที่หยุดพัดผ่านตัวเขาไปเท่านั้น
สำนักที่อยู่เหนือสิบตระกูล ระดับเดียวกับที่นั่งของกู่เหวยบนอัฒจันทร์ชั้นบน
"จ้างเหอ อย่ากลั่นแกล้งเด็กเล็กของตระกูลหลินเช่นนั้นสิ"
เสียงนั้นลอยมาจากทิศใดทิศหนึ่ง หลินเย่ไม่ได้มองตาม
"หืมมม"
เสียงรอดลำคอของชายร่างใหญ่ ก่อนมือจะลดลงจากไหล่ เขายืนนิ่ง รอดูท่าทีของทั้งสอง
สตรีร่างเล็กหัวเราะออกมาในลำคอ เส้นเสียงแหลม ปลายปากสลักเป็นรอยยิ้ม แรงจ้องยังจิกทิ่มเข้ามาไม่วาง ไม่มีสิ่งใดถูกเอ่ยออกมาต่อ ร่างทั้งสองเดินผ่านไป นางหันคอตามจับจ้องเขาจนกว่าจะพ้นระยะ
หลินเย่กลับมาที่โต๊ะ เปิดตำราที่วางไว้ สองคนนั้นต้องการอะไร แววตาที่จ้องมานั้นเหมือนมีวาจาจะพูด แล้วกลับกลืนมันลงไป
เขากวาดตามองรอบ นางอยู่ถัดไปสามโต๊ะทางฝั่งซ้ายมือ สีหน้ายามจ้องมองสมุนไพรกับหม้อเบื้องหน้าเหมือนกำลังเล่นสนุก ส่วนชายร่างใหญ่อยู่ถัดไปสองโต๊ะ ดวงตาไร้แววราวลูกแก้ว
สลัดความคิดทิ้ง เบื้องหน้าคือการสอบ ต้องจดจ่อกับมันเสียก่อน
สูตรหลอมโอสถที่ระบุไว้ในตำราคือโอสถฟื้นฟูลมปราณขั้นหนึ่ง ไม่ยากเย็นนัก การวัดคะแนนรอบนี้คงวัดกันที่ขั้นของโอสถและคุณภาพ ผู้ใดหลอมได้คุณภาพสูงและขั้นเหนือกว่าหนึ่ง ย่อมได้คะแนนสูงลิ่ว
เขาเหลือบมองสมุนไพรข้างโต๊ะคุมสอบ ของที่จัดเตรียมไว้เหล่านี้เพียงพอจะหลอมโอสถขั้นสองได้ไม่ยาก แม้ต่างจากสูตรของกู่เหวยอยู่บ้าง พื้นฐานของการหลอมก็ยังเป็นเช่นเดิมทุกประการ
เขาใส่สมุนไพรลงหม้อตามขั้นตอน ขยับท่วงท่ามือเร่งไฟจนสมุนไพรสี่ต้นในหม้อเริ่มลอยคลอน เพ่งสมาธิลงที่ปลายนิ้วทั้งสิบ ค่อยๆ ขยับนิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อย ปราณไหลออกไปตามอากาศเข้าควบคุมความร้อนทีละนิด
สมุนไพรเหล่านี้ไม่ได้มีคุณภาพสูงจนกินเวลาในการกลั่นมากนัก เทียบกับตอนหลอมโอสถขั้นสามให้แม่นางอวิ๋นเสวี่ยแล้ว ครานี้ผ่อนสมาธิลงได้บ้าง
ทันใดนั้น แรงลมสั่นจนหม้อไหว ปราณไฟที่ควบคุมอยู่ถูกดูดไปยังแกนกลางทางฝั่งซ้าย
เขาหันตามทิศปราณ ถัดไปสามช่อง ร่างของสตรีร่างเล็กผู้นั้นกำลังดึงแรงลมเข้าสู่ตน เกลียวคลื่นดูดปราณรอบกายเข้าสู่ใจกลาง มือสองข้างประกบกันโดยเว้นระยะห่าง ปราณไฟจากพื้นที่โดยรอบค่อยๆ ไหลเข้าบรรจบในอุ้งมือนาง
หลินเย่รีบหันกลับ ตั้งสมาธิกับเตาของตน ปราณไฟที่เคยคุมคล่องมือกลับอ่อนลงเพราะแรงดูดนั้น โอสถที่กำลังกลั่นเริ่มคุมไม่อยู่
เสียงในสนามฮือฮาลั่น
'วิชาบ้าอะไรกันนี่'
เขาเค้นสมาธิควบคุมลมปราณสุดแรง ทั้งสนามปั่นป่วน ผู้คนหันมาเกาะสนามโอสถกันหมด เด็กที่คุมไฟไม่อยู่ล้มพับลงกับพื้นทีละคน ผู้ชมจับจ้องด้วยความตื่นเต้น
ริมสนามฝั่งตรงข้าม มู่หว่านหรงประสานมือไว้หน้าตัก ปิ่นปักผมไม่ขยับ แม้ลมจะผ่ายผอนไปรอบตัว นางไม่มองไฟสีม่วง ไม่มองสตรีตาแดง สายตานางวางอยู่บนแนวเตาหลอม ราวกับคนนับเมล็ดข้าวในนาที่กำลังถูกน้ำท่วม ใครยืน ใครล้ม ใครจะเหลือเป็นรากไม้ในดินโคลน
บรรดาผู้ที่ฝากความหวังไว้กับเด็กของตระกูลตนบีบมือแน่น กัดฟันเคร่งเครียด หลินตงเองก็เช่นกัน
โอกาสมีเพียงครั้งเดียว พลาดคือเสียคะแนนด่านนี้ ส่งผลถึงขั้นตกรอบ กรรมการไม่ได้สั่งห้าม แสดงว่าไม่ผิดกติกา เป้าหมายของนางคงตั้งใจกวาดให้ผู้เข้าแข่งขันรอบนี้ตกรอบทั้งหมด และเป้าหมายหลักอาจเป็นเขา
หลินเย่จดจ่อกับการกลั่นอีกครั้ง ยากพอกันกับตอนหลอมโอสถขั้นสามให้แม่นางอวิ๋นเสวี่ย ไฟเบาหวิว หากไม่เร่งให้แรงพอ สมุนไพรในหม้อย่อมไม่ถูกกลั่นออกมา เขาพยายามเร่งปราณในร่างให้แรงขึ้นทดแทนส่วนที่ถูกดึงออกไป หัวใจเต้นรัว เหงื่อซึมออกมาบนใบหน้า
เสียงหัวเราะของนางดังลั่นผ่านสนาม สะใจกับสิ่งที่ทำลงไป
กระบวนการกลั่นใกล้เสร็จ ปราณที่ไหลออกทั้งร่างทำให้สีหน้าเริ่มซีด ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ระเหยออกไป เหลือของเหลวสี่ก้อนกลมขนาดเท่าลูกแก้วลอยนิ่งอยู่ในหม้อ
ไม่รอช้า ยืดเวลาไปนานกว่านี้สติคงหลุดลอยไปตามปราณที่ค่อยๆ เหือดแห้ง
เข้าสู่กระบวนการหลอมเป็นเม็ด มือสองข้างค้างเกร็ง คุมปราณแน่วแน่ ก้อนยาข้างในเริ่มตึงขึ้น ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาถ่ายเทปราณให้มันจับตัวกันเป็นก้อน ยามปกติไม่ยาก เพียงเพ่งสมาธิก็พอ ในสถานการณ์ที่ปราณถูกดูดออกไปทุกลมหายใจนั้นกลับต่างออกไป มันวัดกันที่ความอึดว่าจะทนไปได้จนถึงที่สุดหรือไม่
เขาหันกลับไปทางฝั่งซ้าย นางเริ่มรวมไฟเข้าที่มือ ไฟสีม่วงร้อนผ่าวผุดขึ้นใจกลางฝ่ามือสองข้าง
"นี่แหละ นี่แหละ ให้มันได้อย่างนี้สิ"
เสียงแหลมพร้อมรอยยิ้มเอิบอิ่ม ไฟร้อนผ่าวลุกขึ้นใต้หม้อโอสถ การควบคุมของนางเหนือชั้นจนน่าประหลาดใจ ความร้อนเช่นนั้นจะไม่ทำให้สมุนไพรภายในหม้อเสียหายหรือ และไฟนั่นมันคือสิ่งใดกัน
เสียงฮือฮาดังไปทั่วสนาม ทุกคนจับจ้องไปที่นาง เด็กที่สอบเสร็จแล้วมามุงดูราวกับมุงดูพ่อครัวใหญ่ลงมือทำอาหารในงานเลี้ยง
ในสนามเหลือคนที่ทนแรงดูดปราณของนางไว้ได้เพียงห้าคน ชายร่างใหญ่ที่มากับนางเป็นหนึ่ง อีกสามคนเป็นเด็กตระกูลชั้นนำที่มีฝีมือด้านหลอมโอสถ
หลินเย่เข่าทรุดลงกับพื้นข้างหนึ่ง ตาพร่ามัว เรี่ยวแรงเริ่มหมด ยอมแพ้ไม่ได้ กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ กว่าจะได้เหยียบย่ำที่ตรงนี้ ความยากแสนเข็ญเพียงใดเขารู้ดี
เขาพยุงร่างขึ้นมา แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
ยกมือสองข้างประกบเข้าหากันในท่าเดียวกับที่นางทำ เว้นระยะห่างไว้ในฝ่ามือ
ท่วงท่าของนางสะท้อนภาพบางอย่างในส่วนลึกของความทรงจำ ไม่รู้ว่าที่ไหน ไม่รู้ว่าเมื่อใด นิ้วกลับขยับเข้าท่าไปก่อนที่หัวจะทันคิด
ทันทีที่ฝ่ามือเว้นระยะ ลมปราณในตันเถียนที่เคยไหลตามเส้นทางปกติพลันหยุดชะงัก แล้วหมุนย้อนกลับ ทวนทิศ ทะลวงเส้นชีพจรขั้วลบที่ไม่เคยเปิดมาก่อน
ความเย็นแปลกประหลาดแล่นจากท้องน้อยขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง ไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง หากเป็นความเย็นของความว่างเปล่า ราวกับปราณกำลังเผาผลาญตัวมันเองเป็นเชื้อเพลิงอย่างไรอย่างนั้น
เส้นเอ็นที่ข้อมือตึงจนเจ็บ กล้ามเนื้อนิ้วกระตุกเข้าตำแหน่งที่ไม่เคยฝึกมาก่อน กลับพอดีเหมือนถูกหล่อหลอมมาเพื่อท่านี้โดยเฉพาะ
สมาธิจดจ่อ หยาดเหงื่อซึม ไม่ละไปแม้เพียงแวบเดียว
ใจกลางเปลวไฟที่ถูกหล่อหลอมขึ้นด้วยปราณ มีไฟก้อนเล็กสีแดงเข้มอมดำผุดขึ้นมา เสียง 'ฟุ่บ' ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวชีพจร แสงสีแดงฉานตีขึ้นมาผ่านอุ้งมือ
ผู้ชมที่เกาะขอบสนามอยู่หันมาพร้อมกันทั้งแถว
ริมสนามฝั่งตรงข้าม มู่หว่านหรงยังยืนอยู่ในท่าเดิม มือยังประสานไว้หน้าตัก นิ้วที่เคยวางทับกันเรียบกลับกดลงแน่นจนปลายเล็บจิกหลังมืออีกข้าง ปิ่นปักผมสั่นวูบตามแรงกระเพื่อมของปราณในอากาศ ชายเสื้อสีม่วงเข้มพลิ้วออกไปด้านหลังทั้งที่ไม่มีลม
บนแท่นสูง กู่เหวยถึงกับจับพนักเก้าอี้ไม้แน่น โน้มตัวลงมามองโดยไม่ปิดบัง ท่าทางของมารเฒ่าผู้นั้นบอกว่าเคยเห็นเปลวไฟสีแดงอมดำนั้นมาก่อนที่ไหนสักแห่ง
เสียงปะทะกึกก้องสะเทือนไปถึงโสตประสาทของผู้คนทั้งสนาม เปลวไฟสองสีเข้าห้ำหั่นกันกลางลานประลอง ฝ่ายหนึ่งคือไฟสีม่วงครามที่โหมกระหน่ำ อีกฝ่ายคืออัคคีสีดำอมแดงที่ทำให้อากาศรอบตัวยุบฮวบลง สูบกลืนความร้อนและพลังปราณของฝั่งตรงข้ามเข้ามาเป็นเชื้อเพลิง
แสงสีแดงฉานจากอุ้งมือแปรเป็นเส้นสายคมกริบ ดุจเขี้ยวเล็บอัคคีฉีกกระชากเปลวไฟคู่ต่อสู้จนแตกกระจาย สะเก็ดไฟระยิบระยับปลิวว่อนไปทั่ว
"อึก นี่มันไฟบ้าอะไรของเจ้ากัน"
นางหน้าถอดสี สองมือสั่นระรัว เค้นปราณทั่วร่างประคองเปลวไฟของตนไม่ให้ดับมอด
บนแท่นสูง กู่เหวยจ้องลงมาไม่กะพริบ มือบนพนักเก้าอี้ขาวซีดไปถึงข้อนิ้ว
การปะทะดุเดือดอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยผ่อนลง ความสงสัยที่แผ่ไปทั่วสนามทำให้ทุกคนตื่นตัวขึ้นมาว่าเด็กสายรองในอาภรณ์ธรรมดาคนนั้นเป็นผู้ใดกันแน่
สิ้นสุดการหลอม กลิ่นโอสถลอยฟุ้งในอากาศ ควันขโมงอยู่รอบโต๊ะสอบ
ยามนี้เหลือเพียงสองคนที่ยังยืนหยัดอยู่ในสนามได้ หลินเย่กับสตรีร่างเล็กผู้มีนัยน์ตาสีแดงนั้น
เขาค่อยๆ ลดมือลง ไฟสีดำอมแดงที่เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกดับลงพร้อมกับแรงที่หมดไป ร่างสั่นระริก ขายังยืนอยู่ได้
สตรีร่างเล็กฝั่งตรงข้ามลดมือลงเช่นกัน สิ่งที่ฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่ ไม่ใช่การดูถูกอีกต่อไป นัยน์ตาสีแดงเปิดกว้างขึ้น สว่างขึ้น อย่างสัตว์ล่าเหยื่อที่เพิ่งพบคู่ต่อสู้ที่คู่ควร
ผู้คุมสอบก้าวเข้ามา หยิบโอสถของแต่ละคนขึ้นตรวจ
หลินเย่ยืนรอ ไม่แสดงท่าทีใด เหมือนคนที่เพิ่งหลอมยาเสร็จและกำลังรอฟังคะแนน
ขณะที่ผู้คุมสอบก้มหน้าตรวจเม็ดยาอยู่นั้น สตรีร่างเล็กยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ถ่มน้ำลายลงบนฝ่ามือ เลือดสีแดงคล้ำปนอยู่ในนั้น
แล้วนางก็ขยับปาก ไม่มีเสียงออกมา รูปปากกลับชัดเจนพอจะอ่านได้จากระยะสามโต๊ะสอบ
"รอบประลองจริง... ข้าจะฆ่าเจ้า"
รอยยิ้มของนางกว้างขึ้นจนเห็นซี่ฟันที่เปื้อนเลือด ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นตามนาง เงาของทั้งสองทอดยาวผ่านลานทรายแล้วหายลับเข้าไปในฝูงชน